"ถอยหลังไปสามก้าว... แล้วอย่าก้าวออกนอกเส้นด้ายสีแดงเด็ดขาดครับอาจารย์!"
เสียงของผม—กรณ์—ตึงเครียดจนเส้นเลือดที่ขมับปูดโปน นัยน์ตาซ้ายของผมกำลังทำงานหนักหน่วง ระบบ 'เนตรวิเคราะห์วิญญาณ' ฉายแสงเรืองรองเป็นตัวเลขและกราฟสามมิติสีฟ้าครามซ้อนทับอยู่เหนือภาพตรงหน้า อากาศภายในห้องเก็บศพเก่าของโรงพยาบาลร้างแห่งนี้บิดเบี้ยวราวกับถูกเผาด้วยความร้อนสูง กลิ่นอายความอาฆาตมาดร้ายเข้มข้นจนรวมตัวกันเป็นกลุ่มควันสีดำสนิทที่กำลังส่งเสียงกรีดแหลมบาดแก้วหู
พวกเราติดกับดักแล้วครับ
เมื่อสิบนาทีที่แล้ว เราตามรอยคลื่นพลังงานไสยเวทมาจนถึงห้องนี้เพื่อหาเบาะแสเกี่ยวกับคดีเด็กหาย แต่ทันทีที่ผมก้าวเท้าพ้นธรณีประตู บานประตูเหล็กกล้าก็กระแทกปิดลงเองอย่างรุนแรงด้วยแรงลมปริศนา พร้อมกับค่ายกลอาคมโบราณที่สว่างวาบขึ้นรอบห้อง พื้นคอนกรีตใต้ฝ่าเท้าสลักด้วยอักขระขอมโบราณที่กำลังเปล่งแสงสีเลือด และที่แย่ที่สุดคือ เงาดำนับสิบที่เคยกระจัดกระจาย กลับมารวมตัวกันเป็นร่างยักษ์ไร้หน้า มันถือเคียวเล่มมหึมาที่อาบไปด้วยน้ำเหลืองและคราบเลือดแห้งกรัง
"ฉลาดไม่เบานี่... ใช้ค่ายกล 'พันธนาการโลหิต' ปิดตายทางหนี และใช้ภูตพรายระดับอาฆาตมาเป็นตัวล่อ" อาจารย์รำไพเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความตื่นตระหนก แม้ว่าชายผ้าซิ่นผ้าถุงไหมโบราณของเธอจะเริ่มถูกไออาคมกัดจนเป็นรอยไหม้ เธอยืนนิ่งสงบอยู่กลางวงล้อม มือเรียวบางตวัดม้วนผมยาวสลวยขึ้นปักด้วยปิ่นทองเหลืองโบราณอย่างใจเย็น ช่างเป็นภาพที่ทั้งงดงามและน่าเกรงขามในเวลาเดียวกัน "ดูเหมือนว่าศัตรูของเราในเงามืดจะรู้ตัวตนของเราตั้งแต่ก้าวแรกที่เหยียบเข้ามาในตึกนี้แล้วล่ะครับกรณ์"
ผมกวาดสายตามองผ่านเนตรวิเคราะห์วิญญาณ ข้อมูลมหาศาลไหลทะลักเข้าสู่สมองเพื่อประเมินสถานการณ์
[แจ้งเตือนระบบ: ตรวจพบเขตอาคมปิดตายระดับ A]
[สถานะ: ทางออกถูกตัดขาด พลังงานรอบตัวลดลง 42% ต่อนาที]
[คำแนะนำ: จำเป็นต้องทำลายจุดศูนย์กลางอาคมที่ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ หรือใช้ศาสตร์โบราณระดับสูงเพื่อเจาะมิติออกไป]
"จุดอ่อนอยู่ที่เสาต้นที่สามทางมุมห้องครับอาจารย์ แรงดันวิญญาณตรงนั้นต่ำที่สุดเพราะแผ่นยันต์ยึดโยงเสื่อมสภาพตามกาลเวลา แต่ปัญหาคือไอน้ำมันอาคมที่ล้อมรอบอยู่มันหนาแน่นเกินกว่าที่พลังไสยเวทมือใหม่อย่างผมจะฝ่าไปได้" ผมกัดฟันแน่น มือขวาชักมีดหมออาคมลงอักขระออกมารอรับมือกับเงายักษ์ที่กำลังคืบคลานเข้ามาใกล้ทุกขณะ แรงกดดันมหาศาลทำให้ลมหายใจของผมติดขัด หัวใจเต้นรัวเร็วจนแทบกระเด็นออกมานอกอก
อาจารย์รำไพหันมามองผมแวบหนึ่ง แววตาคู่คมคายนั้นสะท้อนความชื่นชมเจือความห่วงใยจางๆ
"ทำได้ดีมากครับกรณ์ ที่คุณยังรักษาความเยือกเย็นไว้ได้ในสถานการณ์แบบนี้ สมกับที่เป็นลูกศิษย์ของผม... ถึงเวลาที่ผมต้องแสดงให้ดูแล้วล่ะครับว่า วิชาสายสำนักโบราณที่สูญหายไปเขามีวิธีแก้เกมกันอย่างไร"
สิ้นเสียงของเธอ อาจารย์รำไพก็ก้าวเท้าออกไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ร่างเพรียวบางยืนหยัดเผชิญหน้ากับอสุรกายไร้หน้าที่เงื้อมเคียวหมายจะปลิดชีพ มือทั้งสองข้างของเธอประสานกันเป็นมุทราโบราณที่ซับซ้อนและรวดเร็วจนเกิดภาพติดตา ท่องคาถาภาษาขอมโบราณด้วยน้ำเสียงกังวานทรงพลัง ก้องกังวานสะท้อนไปทั่วห้องจนผนังปูนเก่าๆ ถึงกับสั่นสะเทือน
เสียงสวดมนต์คาถาไสยเวทของเธอไม่ได้น่ากลัว แต่มันกลับสร้างคลื่นพลังงานสีทองอร่ามแผ่ขยายออกไปรอบตัว ปัดเป่าไอหมอกสีดำมืดให้ถอยร่นออกไปชั่วขณะ
"นะโม พุทธายะ... ปิดสมุทร เบิกไพร คลายอาคม!"
อาจารย์รำไพตบมือลงกับพื้นห้องอย่างแรง เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว แรงกระแทกทำให้ฝุ่นละอองและเศษปูนปลิวว่อน แต่อาคมสีทองเมื่อครู่กลับหลอมรวมกันเป็นรูปดอกบัวเพลิงขนาดใหญ่ที่พุ่งตรงเข้าชนเสาต้นที่สามตามที่ผมคำนวณไว้ไม่มีผิดเพี้ยน
*เปรี้ยง!*
เสียงโครงสร้างคอนกรีตแตกหักดังลั่น ประตูเหล็กกล้าที่ปิดตายกระเด็นหลุดออกจากบานพับด้วยแรงดันมหาศาลที่ถูกปลดปล่อยออกทางช่องทางหนี อาคมปิดตายพังทลายลงในพริบตา เผยให้เห็นทางเดินด้านนอกที่สว่างไสวด้วยแสงไฟยามค่ำคืน
"ทางออกเปิดแล้วครับกรณ์! รีบไป!" อาจารย์รำไพตะโกนสั่งพร้อมกับใช้พัดจีบโบราณสะบัดคลื่นลมซัดใส่เงายักษ์ที่พยายามจะพุ่งเข้ามาขัดขวางจนมันต้องกระเด็นถอยหลังไปหลายก้าว
ผมไม่รอช้า พุ่งตัวคว้าข้อแขนของเธอแล้ววิ่งฝ่ากลุ่มควันและเศษซากปรักหักพังพุ่งทะยานออกไปยังนอกห้องทันที แรงระเบิดเบื้องหลังทำให้เราทั้งคู่ล้มกลิ้งไปกับพื้นทางเดิน แต่เราก็รอดพ้นจากเขตอาคมมรณะมาได้อย่างหวุดหวิด
ผมนอนหอบหายใจโยนตัวพิงผนังปูนอย่างไร้เรี่ยวแรง เหงื่อกาฬไหลโทรมกาย แต่สายตายังคงจ้องมองไปที่ประตูห้องที่ค่อยๆ สงบลง อาจารย์รำไพเองก็ลุกขึ้นปัดฝุ่นตามเสื้อผ้าด้วยท่าทางที่ยังคงสง่างาม แม้จะมีรอยเหงื่อซึมที่ไรผมบ้างก็ตาม
"เกือบไปแล้วนะครับอาจารย์..." ผมเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้มเจื่อนๆ พลางเช็ดเหงื่อที่หน้าผาก
อาจารย์รำไพหันมามองผม เผยรอยยิ้มบางๆ ที่มุมปาก ซึ่งเป็นรอยยิ้มที่หาดูได้ยากยิ่ง "คุณต่างหากที่คำนวณจุดอ่อนได้แม่นยำ ถ้าไม่มีเนตรวิเคราะห์ของคุณ เราคงหาทางออกไม่เจอเร็วขนาดนี้หรอกครับ... แต่ว่านะกรณ์ เรื่องราวมันไม่ได้จบแค่นี้แน่"
เธอก้มลงหยิบวัตถุชิ้นหนึ่งที่หล่นอยู่ตรงธรณีประตูห้อง มันคือ "เหรียญโบราณสลักตรารูปงูพันคบเพลิง" ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ประจำตัวของกลุ่มบุคคลที่อยู่เบื้องหลังคดีไสยเวทมืดทั้งหมดที่พวกเรากำลังตามล่า
และในวินาทีนั้นเอง หน้าจออินเทอร์เฟซของระบบเนตรวิเคราะห์วิญญาณในหัวของผมก็สว่างวาบขึ้นมาอีกครั้งโดยไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า พร้อมกับข้อความสีแดงฉานที่ทำให้ลมหายใจของผมสะดุดกัก
[แจ้งเตือนระบบ: ตรวจพบคลื่นพลังงานระดับ SSS กำลังพุ่งตรงมายังตำแหน่งนี้]
[เป้าหมาย: บุคคลลึกลับผู้ถือครองกุญแจแห่งขุมนรกกำลังยืนอยู่ข้างหลังคุณ...]
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางไขปริศนามาถึงตอนนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
- เข็มทิศมองวิญญาณ
สืบคดีท้าผีกับพี่สาวสายมู•ตอนที่ 5
กับดักวิญญาณอาฆาต
ผลงานโดย เข็มทิศมองวิญญาณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เข็มทิศมองวิญญาณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สืบคดีท้าผีกับพี่สาวสายมู นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!