สืบคดีท้าผีกับพี่สาวสายมู•ตอนที่ 3

ร่องรอยไสยเวทในตึกร้าง

ผลงานโดย เข็มทิศมองวิญญาณ
กระจกบานใหญ่แตกละเอียดพร้อมกับเสียงกรีดแหลมบาดแก้วหู แรงปะทะมหาศาลพัดโหมร่างของผมจนเซถอยหลังไปชนกับชั้นวางหนังสือ เสียงเศษแก้วร่วงกราวลงมากระทบพื้นราวกับห่าฝน ทว่าสิ่งที่ทำให้หัวใจของผมหยุดเต้นไปชั่วขณะ ไม่ใช่ความเสียหายรอบกาย แต่เป็นเงาร่างสีดำทะมึนที่พุ่งทะลุกระจกเข้ามาในห้องทำงานอย่างอุกอาจ "กรณ์! ถอยไป!" เสียงตะโกนเฉียบขาดของอาจารย์รำไพดังขึ้นพร้อมกับแสงสีทองเรืองรองจากปลายนิ้วเรียว ร่างเพรียวระหงในชุดเสื้อคลุมสีเข้มดีไซน์ร่วมสมัยพุ่งตัวเข้ามาขวางหน้าผมไว้ รวดเร็วดั่งสายฟ้าแลบ ปลายเลื้อยของสายสิญจน์อาคมที่พันธนาการอยู่บนข้อมือของเธอสะบัดออกเป็นวงกว้าง เกิดเสียงระเบิดดังสนั่น *เปรี้ยง!* เมื่อปะทะเข้ากับกลุ่มควันสีนิลที่กำลังพยายามพุ่งเข้าตะครุบผม กลิ่นอายความตายและกลิ่นสาบสางที่น่าสะอิดสะเอียนคละคลุ้งไปทั่วห้อง ผมหอบหายใจถี่กระชั้น สัญชาตญาณความเป็นแพทย์และฮันเตอร์มือใหม่สั่งให้สมองประมวลผลอย่างรวดเร็ว ดวงตาข้างซ้ายของผมร้อนผ่าว ระบบ 'เนตรวิเคราะห์วิญญาณ' ทำงานอัตโนมัติ ภาพเบื้องหน้าเปลี่ยนเป็นโทนสีขาวดำตัดด้วยเส้นแสงออร่าระยิบระยับ และสิ่งที่ผมเห็นผ่านเนตรวิเคราะห์ทำให้ต้องกัดฟันกรอด เงาร่างนั้นไม่ใช่ภูตผีปีศาจทั่วไป แต่มันคือ "เงาอวตาร" ที่ถูกผูกจิตสะท้อนร่างมาจากมนุษย์ที่มีตัวตนจริงๆ และที่สำคัญที่สุด... พลังงานไสยเวทสีดำทมิฬที่แผ่ออกมาจากเงานั้น มีคลื่นความถี่ตรงกับคราบเลือดและรอยยันต์ปริศนาในที่เกิดเหตุฆาตกรรมต่อเนื่องเมื่อสัปดาห์ก่อนไม่มีผิดเพี้ยน! "อาจารย์ครับ มันไม่ใช่แค่ผีอาฆาต... แต่มันมีคนชักใยอยู่เบื้องหลัง" ผมเอ่ยขึ้นเสียงเครียด มือขวาเอื้อมไปหยิบกริชอาคมสลักอักขระโบราณที่อาจารย์รำไพเพิ่งมอบให้เมื่อวานขึ้นมาถือกระชับแน่น อาจารย์รำไพไม่ได้หันกลับมามอง แต่ผมสังเกตเห็นเม็ดเหงื่อผุดขึ้นตามกรอบหน้าเนียนละเอียด ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันแน่นจนเป็นเส้นตรง แสดงว่าคู่ต่อสู้รายนี้ไม่ใช่กระจอกๆ "รู้แล้วก็หุบปากแล้วตั้งสมาธิซะ" อาจารย์รำไพเอ่ยเสียงเรียบ แต่แฝงด้วยความดุดัน "มันจงใจใช้คาถา 'เงากระจกโลหิต' เพื่อดึงเอาภาพสะท้อนจิตใต้สำนึกของนายมาสร้างเป็นร่างจำแลง นายกลัวอะไรในใจลึกๆ มันก็จะใช้สิ่งนั้นเป็นอาวุธ" คำพูดของอาจารย์ทำให้ผมชะงักไปวูบหนึ่ง ภาพเงาดำที่มีใบหน้าถอดแบบมาจากผมเมื่อครู่... แท้จริงแล้วมันไม่ใช่ตัวผม แต่อาจเป็น "ด้านมืด" หรือปมในใจที่ผมพยายามปฏิเสธมาตลอด ตั้งแต่วันที่ผมสูญเสียครอบครัวไปจากคดีลี้ลับที่กฎหมายไม่เคยให้คำตอบได้ เงาร่างสีดำกรีดร้องออกมาด้วยเสียงที่ผสมผสานระหว่างเสียงของผมเองและเสียงคำรามของสัตว์ร้าย มันพุ่งเข้ามาอีกครั้งด้วยความเร็วที่เหนือกว่าเดิม พื้นห้องไม้สักใต้ฝ่าเท้าแตกร้าวเป็นทางยาวตามแรงกดดันของอาคมสายดำ "ประสานอินทร์สิกรณ์! รออะไรอยู่!" อาจารย์รำไพตวาดลั่น พร้อมกับสะบัดพัดโบราณโบกสะบัดสร้างม่านพลังสีทองคุ้ม ผมสูดลมหายใจเข้าลึก and ตั้งสติ บังคับจิตให้สงบนิ่ง ทิ้งความกลัวและอคติทั้งปวง นิ้วมือทั้งสองข้างขยับรัวตามตำราที่เคยท่องจำ ปลุกพลังปราณภายในให้ไหลเวียนไปทั่วร่าง ดวงตาข้างซ้ายเปล่งประกายสีฟ้าเจิดจ้าขึ้นสู้กับแสงสีแดงฉานของเงาร่างนั้น "อักขระปฐพี... พันธนาการโลหิต!" ผมตวัดกริชลงบนพื้นเบื้องหน้า เส้นสายอักขระสีทองอร่ามพุ่งเลื้อยราวกับงูมีพิษ โอบรัดข้อเท้าของเงาดำเอาไว้แน่นจนมันล้มคะมำลงกับพื้น อาจารย์รำไพไม่รอช้า เธอร่ายคาถาบทใหญ่ มือเรียวซัดยันต์ปราบมารสีแดงชาดแปะเข้ากลางหน้าผากของเงาร่างนั้นทันที *โฮกกระชั้นเสียงคำรามโหยหวน!* แสงสว่างวาบจนแสบตา กลิ่นคาวเลือดจางหายไปในอากาศ เหลือเพียงควันสีเทาลอยละล่องจางหายไปกับสายลมยามค่ำคืน เงาร่างสีดำสลายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ทิ้งไว้เพียงเศษกระดาษยันต์ชิ้นหนึ่งที่ร่วงลงมาบนพื้น ผมทรุดตัวลงนั่งคุกเข่ากับพื้น หอบหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน เหงื่อกาฬไหลโทรมกาย อาจารย์รำไพเดินเข้ามาใกล้ ใช้ปลายนิ้วเรียวแตะที่หัวไหล่ของผมเบาๆ เป็นเชิงสำรวจความเรียบร้อย "ทำได้ไม่เลวสำหรับมือใหม่" อาจารย์เอ่ยชมด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงกว่าเดิมเล็กน้อย "นายเรียนรู้เร็วมากกรณ์... เร็วจนน่าตกใจเลยทีเดียว" ผมเงยหน้าขึ้นส่งยิ้มเจื่อนๆ ให้เธอก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง แล้วก้มลงเก็บเศษกระดาษยันต์ที่หลงเหลืออยู่ขึ้นมาพิจารณา "ไม่ใช่เวลามาชมหรอกครับอาจารย์" ผมกล่าวพร้อมกับชี้ให้เธอดูรอยหมึกบนเศษกระดาษยันต์ "ดูนี่สิครับ หมึกที่ใช้เขียนไม่ใช่หมึกจีนทั่วไป แต่เป็น 'หมึกผีดิบ' ที่ผสมน้ำเหลืองจากศพตามตำราไสยเวทสายเขมรโบราณ และรอยตัดของกระดาษแผ่นนี้... มีลักษณะเฉพาะตัวเหมือนกับยันต์ที่พบในตึกร้างหลังมหาวิทยาลัยที่เราสำรวจไปเมื่อสามวันก่อนไม่มีผิด" ดวงตากลมโตของอาจารย์รำไพหรี่ลงเล็กน้อยเมื่อมองตามรอยนิ้วมือของผม เค้าโครงความสงสัยบนใบหน้าของเธอบ่งบอกชัดเจนว่าเรากำลังคิดตรงกัน "ตึกร้างคณะวิทยาศาสตร์เก่าหลังนั้นสินะ" อาจารย์รำไพพึมพำ "สถานที่ที่พวกนักศึกษาชอบไปลองดี และเป็นจุดอับสัญญาณไสยเวทที่เหมาะกับการทำพิธีมืดที่สุด" ครึ่งชั่วโมงต่อมา... บรรยากาศยามวิกาลของตึกร้างหลังมหาวิทยาลัยเงียบสงัดจนน่าขนลุก โครงสร้างคอนกรีตเปลือยเปล่าทาสีเทาน่าหดหู่ตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางแมกไม้รกครึ้ม แสงไฟฉายจากมือถือของเราสองคนสาดส่องฝ่าความมืดเข้าไปภายในตัวตึก ฝุ่นละอองลอยฟุ้งกระจายตามจังหวะการก้าวเดิน "ระวังตัวด้วยนะกรณ์ กลิ่นอายที่นี่หนาแน่นกว่าห้องพักของนายหลายเท่า" อาจารย์รำไพกระซิบเตือนขณะก้าวเดินขึ้นบันไดวนที่เต็มไปด้วยรอยคราบสีดำคล้ายคราบเลือดแห้งกรัง "ครับอาจารย์ ผมเปิดเนตรวิเคราะห์วิญญาณสแตนด์บายไว้ตลอดเวลาแล้วครับ" ผมตอบรับพร้อมกับกระชับกริชในมือแน่น สายตาสอดส่องไปตามห้องเรียนเก่าที่ถูกปล่อยทิ้งร้าง หน้าต่างบานเกล็ดแตกหักส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดตามแรงลมที่พัดโชก เราเดินลัดเลาะขึ้นมาจนถึงชั้นดาดฟ้า ซึ่งเป็นจุดศูนย์กลางของคลื่นพลังงานไสยเวทที่ผมจับสัมผัสได้ตั้งแต่ก้าวเข้ามาในรั้วตึกนี้ และที่กลางลานดาดฟ้าโล่งแจ้ง... ภาพเบื้องทำให้ผมกับอาจารย์รำไพต้องผงะถอยหลังโดยไม่รู้ตัว วงสายสิญจน์ขนาดใหญ่ถูกโยงใยขึงตึงเป็นรูปดาวห้าแฉก บริเวณจุดตัดแต่ละมุมมีเทียนไขสีดำเล่มใหญ่ปักอยู่และกำลังลุกไหม้ด้วยเปลวไฟสีเขียวประหลาด ตรงใจกลางวงสิญจน์นั้น มีร่างของหญิงสาวในชุดนักศึกษาคนหนึ่งนอนหมดสติอยู่ บนหน้าอกของเธอมีแผ่นยันต์โลหิตขนาดใหญ่แปะทับไว้ ลมหายใจแผ่วเบาราวกับคนใกล้ตาย "นั่นมัน... น้องมิ้นท์ นักศึกษาปี 2 ที่แจ้งหายตัวไปเมื่อสามวันก่อนนี่นา!" ผมอุทานด้วยความตกใจ รีบพุ่งเข้าไปหาเหยื่อทันทีด้วยสัญชาตญาณแพทย์ "เดี๋ยวกรณ์! อย่าเพิ่งเข้าไป!" อาจารย์รำไพตะโกนห้ามด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนกที่สุดเท่าที่ผมเคยได้ยินจากเธอ แต่สายเกินไปเสียแล้ว... ทันทีที่ปลายนิ้วของผมเอื้อมไปแตะขอบวงสายสิญจน์ เสียงหัวเราะเยือกเย็นก้องกังวานก็ดังสะท้อนมาจากความมืดหลังแท็งก์น้ำเก่าบนดาดฟ้า พร้อมๆ กับหน้าจอโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อของผมที่สั่นเตือนรัวจนร้อนจี๋ ผมหยิบขึ้นมาดูด้วยความตกใจ หน้าจอแสดงผลข้อความแจ้งเตือนจากระบบพิเศษที่ไม่ได้ถูกเรียกใช้นานแล้ว ตัวอักษรสีแดงฉานกระพริบเตือนถี่รัว: *[ระบบแจ้งเตือนภารกิจฉุกเฉินระดับ SSS: ตรวจพบ 'เขตแดนปิดตาย (Closed Domain)' กำลังทำงาน... ผู้ใช้อาคมถูกขังในอาณาเขตของบอสลับขั้นสูง การถอนคำสาปไม่สามารถทำได้ด้วยวิธีปกติ... จงระวังตัว... มันรอคุณมานานแล้ว]* ยังไม่ทันที่ผมจะได้อ่านจบ บรรยากาศรอบตัวก็มืดสนิทลงฉับพลัน เปลวไฟสีเขียวรอบวงสิญจน์ดับวูบลงพร้อมกัน และร่างของหญิงสาวที่นอนอยู่บนพื้นค่อยๆ ลุกขึ้นยืนช้าๆ ทั้งที่ดวงตายังคงปิดสนิท... ก่อนที่เธอจะหันหน้ามาทางเรา พร้อมกับฉีกยิ้มกว้างจนถึงใบหู! "ยินดีต้อนรับสู่พิธีกรรม... พี่ชาย" เสียงแหบพร่าผิดมนุษย์ดังลอดออกมาจากลำคอของเธอ (โปรดติดตามตอนต่อไป) ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางไขปริศนารuไปกับผม แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
สารจากนักเขียน (เข็มทิศมองวิญญาณ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สืบคดีท้าผีกับพี่สาวสายมู นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%