กลิ่นธูปหอมฉุนผสมกลิ่นสาบเสือและน้ำมันพรายคละคลุ้งจนน่าเวียนหัว แสงไฟนีออนสีม่วงแดงจากแผงลอยขายเครื่องรางใต้สะพานลอยย่านตลาดมืดสาดกระทบใบหน้าคมคายของกรณ์ ชายหนุ่มยืนนิ่งไม่ไหวติง เบื้องหน้าของเขาคือชายวัยกลางคนร่างสันทัด นัยน์ตาคมกริบดั่งเหยี่ยว สวมเสื้อยืดสีดำลายยันต์โบราณที่เปรอะเปื้อนคราบหมึกจีน รอบตัวเขามีแผงสินค้าจำพวกวัตถุมงคลและกระดูกสัตว์อาคมวางเรียงรายระเกะระกะ
"เลือกเอาสิพ่อหนุ่ม... ถ้าตาดีได้ตาร้ายเสีย ยันต์เกราะเพชรโบราณแผ่นนี้ราคาห้าพันบาท แต่ถ้าตาไม่ถึง หยิบผิดแผ่นเดียว ชีวิตแกอาจจะต้องชดใช้ด้วยวิญญาณ"
เสียงแหบพร่าแต่ทรงอำนาจของ 'ตาชู' พ่อค้าของขลังมือฉมังแห่งตลาดมืดดังขึ้น พร้อมกับรอยยิ้มเยาะที่มุมปาก เขาเพิ่งท้าทายกรณ์ด้วยการวางยันต์ปลอมปะปนกับยันต์อาคมสายดำอันตรายถึงชีวิตรวมสี่แผ่นบนโต๊ะไม้ไผ่ เพื่อทดสอบว่าเด็กหนุ่มผู้แอบอ้างว่าเป็นฮันเตอร์หน้าใหม่มีฝีมือของจริง หรือเป็นแค่พวกมือสมัครเล่นที่อาศัยโชคช่วย
กรณ์ไม่ได้แสดงอาการหวาดกลัวแม้แต่น้อย อดีตนักศึกษาแพทย์ผู้ยึดมั่นในตรรกะและระบบเหตุผลสูดหายใจเข้าลึกๆ ดวงตาสองข้างของเขาเริ่มปรากฏประกายแสงสีฟ้าจางๆ ภายในจอประสาทตา ระบบ 'เนตรวิเคราะห์วิญญาณ' ทำงานทันทีโดยอัตโนมัติ ภาพเบื้องหน้าเปลี่ยนเป็นโครงสร้างพลังงานออร่าสีดำทมิฬและเส้นใยไสยเวทที่ถักทอเข้าด้วยกันอย่างซับซ้อน
*ติ๊ง! ตรวจพบสนามพลังงานไสยเวทระดับกลาง... กำลังวิเคราะห์โครงสร้างอักขระขอมโบราณ*
เสียงแจ้งเตือนจากระบบดังแผ่วเบาในหัว กรณ์กวาดสายตามองแผ่นยันต์ทั้งสี่แผ่นอย่างใจเย็น สมองส่วนหน้าที่เคยผ่านการวิเคราะห์เคสผ่าตัดอันซับซ้อนถูกนำมาประยุกต์ใช้กับการแกะรอยไสยเวท
แผ่นแรก... ยันต์นะหน้าทอง เนื้อกระดาษสาเก่าเก็บ ทว่าเส้นหมึกกลับมีความชื้นผิดปรกติ พลังงานออร่าที่แผ่ออกมาเป็นสีชมพูอมแดงจางๆ แต่เมื่อมองผ่านเนตรวิเคราะห์วิญญาณ กรณ์กลับพบว่าหมึกพิมพ์นั้นผสมน้ำเหลืองซากศพ แต่มันเป็นเพียงแค่อุบายหลอกตาเพื่อดึงดูดความโลภ ไม่ใช่จุดตาย
แผ่นที่สอง... ตะกรุดหนังเสือโคร่งอาคม มีรอยจารอักขระด้วยมืออย่างประณีต พลังงานที่แผ่ออกมามีความดุดันและร้อนแรงตามตำราโบราณ แต่กรณ์สังเกตเห็นรอยต่อของตะเข็บที่ร้อยด้วยด้ายดิบ ซึ่งตามหลักสถาปัตยกรรมไสยเวทสายล่าง ตะกรุดแท้จะต้องใช้สายสิญจน์เผาไฟจากป่าช้าเท่านั้น นี่คือของปลอมที่ทำเลียนแบบได้แนบเนียนที่สุด
ตาชูหรี่ตามองเด็กหนุ่มอย่างนึกสนุก พลางเคาะนิ้วลงกับโต๊ะไม้เป็นจังหวะเร่งเร้า "ว่ายังไงล่ะพ่อหนุ่ม เวลาหมดไปหนึ่งนาทีแล้วนะ ของจริงกับของปลอมห่างกันแค่เส้นยาแดงผ่าแปด แกจะเลือกแผ่นไหนมาพิสูจน์ฝีมือ"
ในขณะเดียวกัน อาจารย์รำไพยืนกอดอกพิงเสาปูนเปลือยอยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก ใบหน้าเรียบเนียนสวยเฉี่ยวประดับด้วยรอยยิ้มบางเบา นางไม่ได้เข้าไปช่วยหรือชี้นำแม้แต่น้อย ดวงตาคู่สวยคู่นั้นจับจ้องการกระทำของศิษย์เอกด้วยความคาดหวัง นางรู้ดีว่าสนามประลองแห่งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของการเลือกของขลัง แต่มันคือการทดสอบความนิ่งและการอ่านขาดในสถานการณ์จริง
กรณ์เหลือบมองอาจารย์สาวแวบหนึ่ง ก่อนจะเบนสายตากลับมาที่โต๊ะ มือเรียวยาวเอื้อมออกไปแตะแผ่นยันต์แผ่นที่สาม ซึ่งเป็นแผ่นที่ดูธรรมดาที่สุด เป็นกระดาษยันต์สีเหลืองซีดที่เขียนด้วยหมึกแดงเก่าๆ แทบจะมองไม่เห็นลวดลายอะไรเลย แถมยังถูกวางไว้ริมสุดราวกับเป็นเศษกระดาษไร้ค่า
"ผมเลือกแผ่นนี้ครับ" กรณ์เอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่หนักแน่น
ตาชูเลิกคิ้วสูง รอยยิ้มเหยียดหายไปจากใบหน้า แทนที่ด้วยความประหลาดใจวูบหนึ่ง "หืม... ทำไมถึงมั่นใจนักว่าแผ่นนั้นคือของจริง ไม่ใช่เศษกระดาษยันต์กันผีหลอกเด็กตามตลาดนัด?"
กรณ์หยิบแผ่นกระดาษนั้นขึ้นมาด้วยปลายนิ้วอย่างระมัดระวัง พร้อมกับอธิบายด้วยหลักการที่ผสมผสานระหว่างไสยศาสตร์และตรรกะอันน่าทึ่ง
"ถ้ามองด้วยตาเปล่า มันคือกระดาษเก่าที่ไร้ค่าครับ แต่ถ้ามองด้วยหลักโครงสร้างพลังงาน... แผ่นนี้มีความหนาแน่นของสนามแม่เหล็กชีวภาพสูงกว่าแผ่นอื่นถึงสามเท่าตัว อักขระที่ใช้เขียนไม่ใช่หมึกธรรมดา แต่เป็น 'ชาดแดงผสมเลือดนกกระสาขาว' ที่ผ่านพิธีปลุกเสกในคืนเดือนมืด แรงดันออร่าที่สะสมอยู่ข้างในกำลังกักเก็บพลังงานหยินเอาไว้เพื่อรอการปลดปล่อย หากใครเผลอหยิบมันขึ้นมาโดยไม่ใช้วิธี 'เปิดเปลาะ' เสียก่อน พลังงานย้อนกลับจะทำลายเส้นประสาทในมือข้างนั้นจนพิการภายในสามวินาที"
กรณ์หยุดพูดเล็กน้อยเพื่อสังเกตปฏิกิริยา ก่อนจะวางแผ่นยันต์ลงบนโต๊ะตามเดิมอย่างนุ่มนวล แล้วกล่าวต่อด้วยรอยยิ้มสุภาพ
"และที่สำคัญที่สุด... จุดอ่อนของยันต์แผ่นนี้ไม่ได้อยู่ที่ตัวอักขระ แต่มันอยู่ที่ 'มุมขวาล่าง' ที่ถูกตัดออกไปครึ่งมิลลิเมตร เพื่อลดทอนอำนาจความอาฆาตของวิญญาณเจ้าของเดิมไม่ให้ย้อนมาทำร้ายผู้ใช้ แสดงว่าผู้สร้างยันต์แผ่นนี้เป็นปรมาจารย์ที่มีความเมตตาและรอบคอบอย่างยิ่ง... ผิดกับยันต์ปลอมอีกสามแผ่นที่พยายามทำลวดลายให้ดูน่ากลัวเกินจริงเพื่อกลบเกลื่อนความว่างเปล่าภายใน"
ความเงียบเข้าปกคลุมพื้นที่รอบแผงลอยชั่วขณะ ตาชูอ้าปากค้างเล็กน้อย นัยน์ตาที่เคยแข็งกร้าวฉายแววตกตะลึงอย่างปิดไม่มิด ก่อนที่เสียงหัวเราะทุ้มต่ำจะดังขึ้นจากลำคอของพ่อค้าเฒ่า
"ฮ่าๆๆ... ยอดเยี่ยม! สมกับที่เป็นลูกศิษย์ของสำนักรำไพ วิเคราะห์ได้เฉียบขาดราวกับหมอผีรุ่นใหญ่ ทั้งที่มีอายุแค่นี้!" ตาชูตบโต๊ะเสียงดังสนั่น พลางหยิบเหรียญโบราณเนื้อสัมฤทธิ์โยนให้กรณ์รับไว้อย่างแม่นยำ "แกผ่านการทดสอบแล้วพ่อหนุ่ม ข้อมูลเกี่ยวกับเบาะแส 'สำนักอาคมเงาพยัคฆ์' ที่แกตามหา อยู่ในนี้..."
ขณะที่กรณ์กำลังรับเหรียญโบราณมาพิจารณาด้วยความสนใจ บรรยากาศรอบตัวก็พลันเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน ลมพัดกรรโชกแรงจนเปลวเทียนบนแผงลอยดับวูบลงพร้อมกันอย่างไร้สาเหตุ กลิ่นอายความเย็นยะเยือกแผ่ซ่านเข้ามาในกระดูกดำจนขนหัวลุก
อาจารย์รำไพที่ยืนนิ่งมาตลอดจู่ๆ ก็ขยับตัวอย่างรวดเร็วดั่งสายลม นางพุ่งเข้ามาคว้าแขนของกรณ์ไว้แน่น ใบหน้าสวยเฉี่ยวตึงเครียดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ดวงตาคู่คมจ้องเขม็งไปยังความมืดมิดของตรอกซอกซอยด้านหลังแผงลอย
"กรณ์... ถอยออกมาเดี๋ยวนี้!" เสียงหวานเอ่ยสั่งด้วยความร้อนรนที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน "นั่นไม่ใช่พลังของตาชู... มีบางอย่างกำลังลากตัวตนที่เราตามหามาถึงที่นี่แล้ว!"
สิ้นเสียงคำเตือน พื้นคอนกรีตใต้ฝ่าเท้าของทั้งสองก็สั่นสะเทือนเลื่อนลั่น รอยร้าวสีดำสนิทแตกแยกออกเป็นทางยาว พร้อมกับเงาร่างมหึมาของสิ่งมีชีวิตบางอย่างที่ก้าวออกมาจากความมืดมิดด้วยดวงตาสีแดงฉานคู่นั้น... มันคืออสูรกายไสยเวทที่ควรจะสูญพันธุ์ไปตั้งแต่ร้อยปีก่อน!
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางไขปริศนาลี้ลับไปกับผมในตอนนี้นะครับ
สืบคดีท้าผีกับพี่สาวสายมู•ตอนที่ 9
การประลองอาคมกลางตลาดมืด
ผลงานโดย เข็มทิศมองวิญญาณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เข็มทิศมองวิญญาณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สืบคดีท้าผีกับพี่สาวสายมู นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!