กลิ่นอับชื้นของศาลาร้างริมคลองในช่วงเวลาเที่ยงคืนเศษ ผสมปนเปไปกับกลิ่นหอมฉุนของดอกปีบที่ร่วงโรยเน่าเปื่อยอยู่บนพื้นคอนกรีต กรณ์ถอนหายใจยาวขณะใช้ปลายปากกาสเตนเลสเคาะลงบนสมุดบันทึกเล่มหนาเบาๆ สมาธิทั้งหมดของเขาถูกดึงดูดไปยังร่างโปร่งแสงสีแดงฉานที่กำลังยืนรำพันบทเพลงโบราณอยู่เบื้องหน้า ท่าทางและการเคลื่อนไหวของนางรำตนนั้นงดงามพร้อมเพรียงราวกับภาพสะท้อนจากอดีต แต่หากมองผ่าน 'เนตรวิเคราะห์วิญญาณ' ที่ดวงตาข้างซ้ายของเขาปรากฏเป็นตัวเลขและโค้ดพลังงานสีฟ้าจางๆ แล้ว ร่างนั้นกลับเต็มไปด้วยรอยแผลเหวอะหวะและรอยช้ำสีม่วงคล้ำที่เกิดจากการถูกกระทำความรุนแรงอย่างโหดร้าย
"คุณกรณ์ อย่าเพิ่งส่งกระแสจิตเข้าไปลึกเกินไปนะครับ วิญญาณอาฆาตตนนี้มีระดับพลังจิตสูงกว่าที่เราประเมินไว้ตอนแรกถึงสามเท่า หากคุณใช้ทักษะชันสูตรวิญญาณหักดิบเพื่อดึงความทรงจำออกมาตรงๆ จิตของคุณอาจจะสะท้อนรับความเจ็บปวดนั้นจนสมองส่วนรับความรู้สึกพังเอาได้"
เสียงทุ้มนุ่มแต่แฝงด้วยความเฉียบขาดของอาจารย์รำไพดังขึ้นจากมุมมืดของศลา เธออยู่ในชุดเสื้อผ้าฝ้ายสีครามเข้มพร้อมเครื่องรางตระกรุดโบราณที่คาดไขว้หน้าอก ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบหน้าม้าปรกหน้าผากกำลังจ้องมองความเคลื่อนไหวของภูตผีตนนั้นด้วยความระแวดระวัง นิ้วเรียวยาวของเธอกำลังร่ายคาถาเบาๆ เพื่อกางอาคมเขตสกัดกั้นไม่ให้พลังงานลบแผ่ขยายออกไปรบกวนชาวบ้านละแวกใกล้เคียง
"ผมเข้าใจครับอาจารย์รำไพ แต่ถ้าเราไม่หาจุดเชื่อมโยงระหว่างรอยแผลที่กะโหลกศีรษะกับแรงอาฆาตในบทเพลงนางรำนี้ให้ได้ก่อนฟ้าสาง คดีฆาตกรรมอำพรางเมื่อสิบปีก่อนจะกลายเป็นคดีหมดอายุความอย่างสมบูรณ์ และวิญญาณตนนี้ก็จะติดอยู่ในห้วงทุกข์ทรมานนี้ไปตลอดกาล"
กรณ์ตอบกลับด้วยน้ำเสียงสุภาพและหนักแน่น เขาปรับจังหวะการหายใจเข้าออกลึกๆ ตามหลักการแพทย์ผสมผสานกับสมาธิขั้นสูงที่ได้รับการฝึกฝนจากตำราไสยเวทสายลึกลับที่อาจารย์รำไพถ่ายทอดให้ อดีตนักศึกษาแพทย์เช่นเขาเชื่อมั่นเสมอว่า ทุกร่องรอยบนร่างกายไม่ว่าจะเนื้อหนังมังสาหรือแม้กระทั่งพลังงานจิตตกค้าง (Residual Energy) ย่อมบอกเล่าเรื่องราวความจริงได้เสมอ
ดวงตาของกรณ์เปลี่ยนเป็นสีฟ้าประกายเรืองแสงเล็กน้อยเมื่อเขาเปิดใช้งาน [เนตรวิเคราะห์วิญญาณ - ระดับ 2] เต็มรูปแบบ ภาพรอบตัวค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีโมโนโครมยกเว้นร่างของนางรำที่เป็นสีแดงเด่นชัด ระบบแจ้งเตือนโปร่งใสลอยขึ้นมาในคลองจักษุของเขา:
`[ระบบวิเคราะห์วิญญาณกำลังทำงาน...]`
`[เป้าหมาย: วิญญาณนางรำ (รจนา) - สภาวะจิต: อาฆาตพาดพิงระดับ S]`
`[ตรวจพบความเสียหายทางกายภาพ: กระโหลกศีรษะด้านหลังยุบตัวจากของแข็งไม่มีคม, กระดูกซี่โครงหัก 4 ซี่, และพบสารพิษประเภทสเตอรอยด์ในระดับความเข้มข้นสูงในคราบพลังงาน]`
`[คำเตือน: คุณกำลังจะเข้าสู่กระบวนการ "ชันสูตรความแค้นข้ามภพ" โปรดรักษาความเสถียรของคลื่นสมอง]`
ทันทีที่ข้อมูลปรากฏ ร่างของกรณ์ก็เซถลาไปข้างหน้าเล็กน้อยราวกับถูกกระชากด้วยแรงโนศาตร์อันมหาศาล สติสัมปชัญญะของเขาถูกดึงดูดเข้าสู่ห้วงมิติความทรงจำของผีสาวนางรำอย่างไม่ทันตั้งตัว ภาพรอบกายบิดเบี้ยวกลายเป็นงานมหรสพสมโภชริมแม่น้ำเมื่อสิบปีก่อน เสียงกลองยาวและระนาดเอกดังกระหึ่มเร้าใจ แสงไฟจากคบเพลิงส่องสว่างสะท้อนผืนน้ำระยิบระยับ
ในนิมิตนั้น กรณ์กลายเป็นผู้เฝ้ามองที่ไร้ตัวตน เขายืนอยู่หลังเวทีการแสดงอันโอ่อ่า รจนาในวัยยี่สิบปี กำลังแต่งแต้มใบหน้าด้วยเครื่องสำอางราคาแพงด้วยมือที่สั่นเทา รอยยิ้มของเธอบนเวทีงดงามหยาดเยิ้มสะกดสายตาผู้ชมหลายร้อยคน แต่เบื้องหลังฉากม่านสีแดงเข้มนั้น ชายหนุ่มในเครื่องแบบข้าราชการระดับสูงผู้มีใบหน้าคมคายแต่แววตาดุร้ายกำลังยืนกอดอกจ้องมองเธอด้วยรอยยิ้มเย็นชา
"จำไว้นะรจนา ถ้าคืนนี้เธอเต้นถวายตัวให้ท่านเจ้าคุณไม่สำเร็จ คลิปวิดีโอที่เธออยู่กับฉันในห้องพักเมื่อคืนก่อนจะถูกส่งไปให้สำนักพิมพ์ทุกฉบับ อนาคตนาฏศิลป์ของเธอ รวมถึงพ่อแม่ที่ป่วยติดเตียงของเธอในต่างจังหวัด... จบสิ้นแน่"
เสียงกระซิบอันเย็นเยียบของชายคนนั้นดังแทรกเข้ามาในโสตประสาทของกรณ์ มันไม่ใช่แค่เสียงพูดคุยธรรมดา แต่เป็นคลื่นความกดดันทางจิตใจที่อัดแน่นไปด้วยความโลภและการใช้อำนาจบาตรใหญ่ ร่างของกรณ์ในนิมิตรู้สึกถึงความคับแค้นใจที่พุ่งสูงขึ้นจนหน้าอกร้อนผ่าว อาการแน่นหน้าอกและหายใจไม่ออกถูกถ่ายทอดตรงมาจากความทรงจำของวิญญาณรจนา ราวกับว่าเขาเป็นผู้ถูกกระทำเสียเอง
"อดทนไว้ครับคุณกรณ์!" เสียงตะโกนของอาจารย์รำไพดังแว่วเข้ามาจากโลกภายนอก ราวกับเส้นด้ายบางๆ ที่ช่วยดึงสติของเขาไม่ให้จมดิ่งลงไปในวังวนแห่งความมืดมิด
กรณ์กัดฟันกรอด เหงื่อเม็ดโตผุดพรายขึ้นตามไรผม เขารวบรวมสติที่เหลืออยู่แล้วใช้ทักษะการวิเคราะห์เชิงการแพทย์ผสานกับอาคมคุ้มครองจิตที่อาจารย์รำไพเคยสอน ดวงตาของเขากวาดมองสำรวจร่องรอยการบาดเจ็บในนิมิตอย่างรวดเร็ว—ใช่แล้ว! รอยช้ำที่ต้นคอไม่ได้เกิดจากการบีบรัดด้วยมือเปล่า แต่เกิดจากสายสร้อยทองคำหนักบาทที่ถูกกระชากอย่างแรง และรอยแผลที่ศีรษะไม่ได้เกิดจากการลื่นล้มอย่างที่คดีความในอดีตสรุปไว้ แต่มันเกิดจากการฟาดด้วย "ขวดน้ำหอมคริสตัลทรงเหลี่ยม" ที่วางอยู่บนโต๊ะเครื่องแป้ง
นิมิตสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ภาพตัดสลับมายังเหตุการณ์ในคืนเดียวกัน รจนาพยายามขัดขืนการล่วงละเมิดในห้องพักหลังเวที เธอคว้าแจกันขึ้นมาป้องกันตัวแต่กลับถูกผลักกระแทกเข้ากับมุมโต๊ะเครื่องแป้งอย่างแรง ศีรษะกระแทกกับขอบเหลี่ยมคมจนกะโหลกยุบและเสียชีวิตทันทีในที่เกิดเหตุ แต่แทนที่คนผิดจะสำนึกผิด เขากลับร่วมมือกับผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่นอำพรางคดีให้เป็นการอุบัติเหตุจากการเมาสุราและตกบันได
`[วิเคราะห์สำเร็จ: ตรวจพบร่องรอยหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ไสยเวท]`
`[ชื่อผู้กระทำความผิดในอดีต: นายอรรถพล (ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นรองอธิบดีกรมการปกครอง)]`
`[ระดับความอาฆาต: ลดลงเหลือ 45% (เนื่องจากได้รับการตรวจสอบและรับรู้ความจริงโดยผู้มีเนตรวิเคราะห์)]`
เฮือก!
กรณ์สะดุ้งสุดตัว หายใจหอบโยนจนตัวโยก ร่างของเขาล้มลงไปคุกเข่ากับพื้นคอนกรีตเย็นเฉียบ อาจารย์รำไพพุ่งเข้าไปประคองไหล่ทั้งสองข้างของเขาไว้อย่างรวดเร็ว พร้อมกับใช้ปลายนิ้วแตะที่หว่างคิ้วของเขาเพื่อถ่าย 00เทพลังงานปราณอุ่นๆ เข้าช่วยปรับสมดุลคลื่นสมอง
"คุณทำได้ยอดเยี่ยมมากครับคุณกรณ์... สีหน้าของคุณดีขึ้นแล้ว แต่วิญญาณของรจนาล่ะครับ เธอสงบลงหรือยัง?" อาจารย์รำไพเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงกังวลเล็กน้อย แม้แววตาของเธอจะยังคงความนิ่งสงบตามวิสัยของหมอผีมืออาชีพ
กรณ์ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองไปยังจุดที่วิญญาณนางรำเคยยืนอยู่ ร่างสีแดงฉานในชุดไทยโบราณไม่ได้มีท่าทีเกรี้ยวกราดหรือกรีดร้องเหมือนตอนแรกอีกต่อไปแล้ว รจนาหันมามองเขาด้วยรอยยิ้มจางๆ ที่เต็มไปด้วยความรู้สึกขอบคุณ ดวงตาที่เคยมีแต่เพลิงแค้นกลับใสกระจ่างขึ้น ก่อนที่ร่างนั้นจะค่อยๆ สลายกลายเป็นละอองแสงสีขาวนวลลอยขึ้นสู่ท้องฟ้ายามค่ำคืน
"เธอไปสู่คติแล้วครับอาจารย์..." กรณ์พูดด้วยน้ำเสียงแหบพร่า มือของเขายังคงสั่นเล็กน้อยขณะปิดสมุดบันทึก "และเธอก็ทิ้งของขวัญชิ้นใหญ่ไว้ให้เราด้วย ชื่อของผู้มีอิทธิพลที่บิดเบือนคดีเมื่อสิบปีก่อน... นายอรรถพล รองอธิบดีกรมการปกครองคนปัจจุบัน"
อาจารย์รำไพชะงักไปเล็กน้อย รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปากของเธอ เป็นรอยยิ้มที่ผสมผสานระหว่างความพึงพอใจและความระแวดระวังในเวลาเดียวกัน "ดูเหมือนว่าคดีนี้จะพัวพันกับขั้วอำนาจระดับประเทศเสียแล้วนะครับคุณกรณ์ การที่เราล่วงรู้ความลับนี้ เท่ากับเรากำลังเหยียบหางเสือมังกรตัวใหญ่เข้าให้แล้ว"
ทว่า ก่อนที่ทั้งคู่จะได้ปรึกษาหารือถึงขั้นตอนต่อไปในการเปิดโปงความจริง เสียงฝีเท้าหนักแน่นจำนวนมากก็ดังขึ้นจากทางเข้าศาลาร้างอย่างกะทันหัน แสงไฟฉายสว่างจ้าสาดส่องเข้ามาภายในพื้นที่อับทึบ พร้อมกับเงาร่างของชายชุดดำไม่ต่ำกว่าห้าคนก้าวเข้ามาปิดล้อมทางออกทุกด้านอย่างเป็นระเบียบ
ในวินาทีนั้นเอง หน้าต่างแจ้งเตือนระบบที่กรณ์คิดว่าปิดการทำงานไปแล้ว กลับเด้งขึ้นมากลางอากาศด้วยตัวอักษรสีแดงฉานกระพริบถี่ระรัว:
`[แจ้งเตือนฉุกเฉินระดับ SSS!]`
`[ตรวจพบพลังงานไสยเวทสายดำระดับสูงกำลังเคลื่อนตัวเข้าประชิด - ผู้ควบคุมอาคม: "หมอผีทศ" มือปราบวิญญาณรับจ้างแห่งสำนักกระดูกผี]`
`[คำเตือนจากระบบ: เป้าหมายไม่ได้มาเพื่อเจรจา แต่ได้รับคำสั่งให้เก็บกวาดพยานผู้รู้เห็นความจริงทั้งหมดในรัศมี 50 เมตร... ทันที!]`
ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางไขปริศนากับพวกเรามาจนถึงบทนี้นะครับ
สืบคดีท้าผีกับพี่สาวสายมู•ตอนที่ 12
ชันสูตรความแค้นข้ามภพ
ผลงานโดย เข็มทิศมองวิญญาณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เข็มทิศมองวิญญาณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สืบคดีท้าผีกับพี่สาวสายมู นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!