กลิ่นคาวสนิมเหล็กและกลิ่นอายความตายลอยอลวนคละคลุ้งในโถงท้องพระโรงแห่งนครหลวงมาร์คีเซีย ราวกับกลิ่นของซากสัตว์เน่าเปื่อยที่ถูกปล่อยทิ้งไว้กลางแดดแผดเผา ความเงียบงันที่น่าอึดอัดแผ่ซ่านปกคลุมไปทั่วทุกตารางนิ้ว จนแม้แต่เสียงลมหายใจก็ยังฟังดูดังเกินไปในความรู้สึกของทุกคนที่ยืนอยู่ ณ ที่นั้น
บนบัลลังก์ทองคำประดับอัญมณีสีเลือด จักรพรรดิมาลอสประทับนั่งตัวแข็งทื่อ พระเนตรเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกที่พยายามซ่อนไว้ภายใต้หน้ากากแห่งความเย่อหยิ่ง พระหัตถ์ที่กำพนักพิงบัลลังก์สั่นเทาเล็กน้อยโดยที่เจ้าตัวอาจไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ รอบกายของพระองค์ เหล่าขุนนางและแม่ทัพผู้เคยผยองเดชต่างก้มหน้าต่ำ ไม่มีใครกล้าสบตากับบุรุษผู้ยืนอยู่เบื้องหน้า
เซน ก้าวเท้าช้าๆ เสียงรองเท้าบูทหนังกระทบพื้นหินอ่อนดัง *ก้องกังวาน* ทุกย่างก้าวเปรียบเสมือนเสียงนาฬิกาทรายที่กำลังนับถอยหลังสู่ความพินาศของอาณาจักรนี้ สีหน้าของเขาเรียบเฉย เย็นชา และไร้อารมณ์ ดวงตาคู่สีนิลคู่นั้นกวาดมองผู้คนรอบกายด้วยแววตาที่มองเห็นทะลุปรุโปร่งถึงก้น A บึ้งของจิตใจที่หวาดกลัว ปมในอดีตแวบเข้ามาในห้วงความคิด—ภาพของสหายร่วมทีมที่ล้มตายในเกมมรณะเมื่อหลายปีก่อน ความรู้สึกผิดที่ยังคงกัดกินหัวใจทำให้เซนเรียนรู้ว่า ความเมตตาต่อศัตรู คือความโหดร้ายที่สุดต่อพรรคพวกของตนเอง
"เจ้า..." จักรพรรดิมาลอสเค้นเสียงลอดไรฟัน ตรัสด้วยความพยายามรักษาพระอิสริยยศ "เจ้าคิดว่าชัยชนะแค่สนามรบเดียว จะทำให้เจ้าคุกเข่าเราได้หรือเซน? กองกำลังสำรองของเรายังมีอีกนับแสน..."
เซนหยุดเดิน ระยะห่างระหว่างเขากับบัลลังก์เหลือเพียงไม่กี่ก้าว เขายกมุมปากขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่ไร้ซึ่งความอบอุ่นโดยสิ้นเชิง มันคือรอยยิ้มของนักล่าที่กำลังมองเหยื่อในกรงขัง
"กองกำลังนับแสนที่ท่านกล่าวถึง... พระองค์ตรัสถึงกองทหารราบที่ตอนนี้ถูกกองทัพของเอลาร่าปิดล้อมไว้ที่หุบเขาอัสการ์ หรือหมายถึงเสบียงกรังที่ถูกเผาทำลายจนไม่เหลือแม้แต่ขี้เถ้าเมื่อคืนนี้กันล่ะครับ ฝ่าบาท" น้ำเสียงของเซนราบเรียบ แต่นุ่มนวลและเยือกเย็น เสียดแทงเข้าสู่โสตประสาทของทุกคนในห้องจนขนลุกซู่
เอลาร่า ซึ่งยืนสงบนิ่งอยู่เบื้องหลังทางด้านขวาของเซน ปราบตามองเหล่าแม่ทัพที่เคยดูถูกนางในอดีตด้วยสายตาคมกริบราวกับใบมีด นางไม่ได้กล่าวถ้อยคำใดออกมาแม้แต่คำเดียว แต่ท่าทีที่องอาจและกลิ่นอายของชัยชนะที่แผ่ออกมาจากตัวนาง ก็เพียงพอที่จะทำให้ขุนนางหลายคนทรุดฮวบลงคุกเข่าด้วยความหมดแรง
เซนไม่ได้ใช้กำลังทหารในการพิชิตโถงแห่งนี้ในวันนี้ เขาไม่ได้ชักดาบออกจากฝักด้วยซ้ำ สิ่งที่เขาใช้คือ "จิตวิทยา" และความจริงอันโหดร้ายที่ถูกนำมาวางแผ่หลาอยู่ตรงหน้า เพื่อให้ทุกคนตระหนักว่า ความพ่ายแพ้ได้มาถึงโดยที่พวกเขาไม่ทันได้ตั้งตัว
"สงครามไม่ได้ตัดสินกันที่ใครมีกองทหารมากกว่าเสมอไปหรอครับ" เซนกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงสุภาพ แต่มันกลับทรงพลังยิ่งกว่าเสียงคำรามของสัตว์ป่า "แต่มันตัดสินกันที่... ใครมองเห็นอนาคตที่อีกฝ่ายพยายามปิดบังต่างหาก ความพ่ายแพ้ของพวกท่านถูกกำหนดไว้ตั้งแต่วินาทีที่ท่านเลือกจะเป็นศัตรูกับความจริงแล้ว"
เขาสสะบัดมือขวาเบื้องหน้า ชายหนุ่มส่งสัญญาณบางอย่าง ทันใดนั้น ประตูเหล็กบานยักษ์ด้านหลังโถงท้องพระโรงก็เปิดออก ชายฉกรรจ์ในชุดเกราะโชกเลือดถูกโยนเข้ามากลางห้อง ร่างนั้นกลิ้งหล้าไปหยุดอยู่แทบ บาทของบัลลังก์
เสียงอุทานด้วยความตกใจดังขึ้นจากปากของขุนนางหลายคน เมื่อจำได้ว่าร่างนั้นคือ "แม่ทัพใหญ่โบรอน" ผู้บัญชาการสูงสุดที่มาลอสทรงไว้วางพระราชหฤทัยที่สุด โบรอนไม่ได้ตายในสนามรบ แต่เขายังมีชีวิตอยู่—มีชีวิตอยู่เพื่อเป็นสักขีพยานแห่งความอัปยศ
มาลอสทรงผุดลุกขึ้นจากบัลลังก์โดยไม่รู้ตัว พระเนตรเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกขีดสุด เมื่อทอดพระเนตรเห็นแม่ทัพมือหนึ่งของพระองค์อยู่ในสภาพหมดสภาพ สั่นเทา และหวาดกลัวยิ่งกว่าสุนัขข้างถนน
"ฝ่าบาท..." โบรอนกระซิบเสียงสั่นเครือ น้ำตาและคราบเลือดปะปนกันบนใบหน้า "เรา... เราสู้ต่อไม่ได้แล้ว ข้าพเจ้า... ข้าพเจ้าได้ลงนามในสقานการยอมจำนนแล้ว... พวกเราแพ้แล้ว..."
คำว่า *'แพ้แล้ว'* ดังก้องสะท้อนไปมาในโถงท้องพระโรง ราวกับฆ้องอัคนีที่ตีประกาศจุดจบของยุคสมัย ขุนนางหลายคนปล่อยให้เอกสารในมือร่วงหล่นลงพื้น เสียงกระดาษกระทบพื้นหินดังกราว สะท้อนถึงการล่มสลายทางจิตใจอย่างสมบูรณ์แบบ ไม่มีเสียงร้องโวยวาย ไม่มีใครคิดจะจับอาวุธขึ้นสู้ ทุกคนต่างจำนนต่อความจริงที่เซนจงใจบรรจงสร้างขึ้นทีละขั้นตอนอย่างใจเย็น
เซนก้าวเข้าไปใกล้บัลลังก์อีกก้าวหนึ่ง โน้มตัวลงเล็กน้อยด้วยท่าทางของสุภาพบุรุษผู้เพียบพร้อม แต่แววตาคู่รั้นกลับเต็มไปด้วยความเด็ดขาดไร้ปรานี
"ความพ่ายแพ้ไม่ได้น่ากลัวหรอครับ... สิ่งที่น่ากลัวกว่า คือการที่ท่านต้องมีชีวิตอยู่เพื่อมองดูอาณาจักรที่ท่านรักค่อยๆ พังทลายลงด้วยน้ำมือของความไร้ความสามารถของตัวท่านเอง" เซนกระซิบด้วยน้ำเสียงที่ได้ยินกันเพียงแค่สองคนกับจักรพรรดิมาลอส "เลือกเอาครับ ว่าจะสละบัลลังก์ด้วยความยินยอม หรือจะให้ผมช่วยถอดมันออกพร้อมกับศีรษะของท่าน"
มาลอสทรงทรุดพระกายลงประทับบนบัลลังก์อีกครั้ง พระวรกายสั่นเทาทุกส่วน พระหัตถ์ที่ถือคทาแห่งอำนาจหลุดร่วงลงมากระแทกพื้นเสียงดังสนั่น เป็นสัญลักษณ์แห่งการสิ้นสุดอำนาจมืดที่ปกคลุมโลกนี้มาอย่างยาวนาน
ทว่า ในขณะที่ชัยชนะดูเหมือนจะอยู่ในกำมือของเซนอย่างไร้ข้อกังขา เสียงปรบมือเบาๆ แว่วมาจากมุมมืดของระเบียงชั้นสอง—ระเบียงที่ควรจะว่างเปล่าและถูกปิดตาย
*แปะ... แปะ... แปะ...*
เซนชะงักฝีเท้า ดวงตาหรี่แคบลงทันที เขารีบหันขวับไปมองยังต้นเสียง พร้อมกับที่เอลาร่าชักดาบออกจากฝักในเสี้ยววินาที
เงาร่างหนึ่งก้าวออกมาจากความมืดของระเบียง แสงจันทร์สาดส่องลงมาต้องใบหน้าของบุคคลนั้น รอยยิ้มเย้ยหยันที่คุ้นเคยอย่างประหลาดปรากฏขึ้นบนริมฝีปากของแขกยามวิกาล
"ทำได้ไม่เลวเลยนี่... เซน" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้น พร้อมกับที่บุคคลปริศนาโยนสิ่งของบางอย่างลงมาเบื้องล่าง มันตกลงแทบเท้าของเซนพอดี และเมื่อเซนก้มลงมอง ดวงตาของเขาก็เบิกกว้างขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน
มันคือศีรษะของสายลับคนสนิทที่เขาเพิ่งส่งไปสืบข่าวกรองที่ชายแดน... และบนหน้าผากของศนั้น มีตราสัญลักษณ์รูปกางเขนกลับหัวที่เซนจำได้ดีจาก "อดีต" ที่เขาพยายามลืมเลือน
"ยินดีต้อนรับสู่เกมรอบถัดไป... เพื่อนเก่า"
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาด้วยกันในบทนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ — ลอร์ดออฟดาร์กเนส
จักรพรรดิไร้บัลลังก์: กลยุทธ์ยึดครองโลกต่างมิติ•ตอนที่ 50
ข่มขวัญศัตรู
ผลงานโดย ลอร์ดออฟดาร์กเนส
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ลอร์ดออฟดาร์กเนส)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง จักรพรรดิไร้บัลลังก์: กลยุทธ์ยึดครองโลกต่างมิติ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!