“เจ้าคิดว่าข้าไม่รู้หรือว่าใครเป็นหนอนบ่อนไส้?”
เสียงทุ้มต่ำแต่เย็นเยียบดุจน้ำแข็งของจักรพรรดิมาลอส ดังสะท้อนก้องไปทั่วห้องโถงหินสีดำสนิท ไร้ซึ่งความปรานีในน้ำเสียง สายตาที่คมกริบดุจใบมีดโกนของเขากำลังจับจ้องไปยังขุนพลข้างกายที่คุกเข่าอยู่เบื้องหน้า กลิ่นกำยานราคาแพงที่อบอวลอยู่ภายในห้องกลับให้ความรู้สึกเหมือนกลิ่นเลือดที่เพิ่งผ่านการชำแหละไม่ผิดเพี้ยน
เซบาสเตียน แม่ทัพผู้ภักดีที่รับใช้มาลอสมานานนับทศวรรษ ตัวสั่นเทาเล็กน้อย หยาดเหงื่อเย็นเยียบไหลซึมผ่านไรผม เขาไม่ได้กลัวตาย แต่เขากลัวความเงียบที่มาลอสใช้กดดันคนรอบข้างมากกว่าสิ่งใด
“ฝ่าบาท... กระหม่อมเพียงแต่... กระหม่อมไม่ได้...” เซบาสเตียนพยายามเค้นเสียงออกมา แต่มาลอสกลับหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เป็นเสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความอบอุ่น
“ไม่ได้กระนั้นหรือ?” มาลอสขยับกายลุกขึ้นจากบัลลังก์กระดูกมังกร ร่างสูงใหญ่ในชุดคลุมสีนิลก้าวเดินอย่างเชื่องช้าลงมายังเบื้องล่าง รองเท้าบูทเหล็กกระทบพื้นหินดังกังวานเป็นจังหวะเหมือนเสียงนับถอยหลังสู่ความตาย “ในวันที่เซนบุกทะลวงป้อมปราการทิศใต้ ข้อมูลการจัดวางกำลังถูกรั่วไหลไปถึงมือมัน... และคนที่ถือสิทธิ์เข้าถึงแผนที่กลยุทธ์นั้น มีเพียงคนเดียวที่ข้ายกย่องว่าเป็นมือขวาที่ไว้ใจที่สุด”
มาลอสหยุดยืนอยู่ตรงหน้าแม่ทัพของเขา มือที่สวมถุงมือเหล็กเอื้อมไปเชยคางเซบาสเตียนขึ้นมา แววตาของจักรพรรดิผู้บ้าคลั่งไม่ได้มองมนุษย์ตรงหน้าว่าเป็นเพื่อนร่วมทาง แต่มองเป็นเพียงเศษเนื้อที่หมดอายุขัย
“ฝ่าบาท โปรดเมตตา...”
ฉับพลัน! เสียงโลหะปะทะเนื้อดังชัดเจน มือของมาลอสไม่ได้ใช้ดาบ แต่เขากลับแทรกนิ้วมือทะลวงผ่านเกราะอกของเซบาสเตียนราวกับแทงผ่านกระดาษบางๆ โลหิตสีแดงฉานพุ่งกระฉูดเปรอะเปื้อนใบหน้าของมาลอสที่ยังคงเรียบเฉย ไร้ความรู้สึกผิดหรือความสะทกสะท้าน ดวงตาของเซบาสเตียนเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงก่อนจะแน่นิ่งไปในอ้อมแขนของปีศาจร้ายในคราบมนุษย์
มาลอสถอนมือออกมาอย่างเลือดเย็น ปล่อยให้ร่างของแม่ทัพผู้ภักดีทรุดลงไปกองกับพื้น เขาหยิบผ้าเช็ดหน้าสีขาวขึ้นมาซับคราบเลือดบนนิ้วอย่างใจเย็น ก่อนจะหันไปทางเงามืดที่มุมห้อง
“พวกเจ้าเห็นแล้วใช่ไหม?” มาลอสเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ใครก็ตามที่คิดจะทรยศ... ไม่ว่าจะเป็นใคร ข้าจะควักหัวใจมันออกมาดูว่าข้างในนั้นมันเน่าเฟะขนาดไหน”
ในอีกด้านหนึ่ง ณ ค่ายทหารลับที่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางหุบเขาหมอก เซนนั่งนิ่งอยู่หน้าแผนที่ยุทธศาสตร์ ดวงตาของเขากำลังครุ่นคิดถึงสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป เขาไม่ได้คาดหวังว่ามาลอสจะเสียสติถึงขั้นเริ่มกวาดล้างขุนพลของตัวเอง แต่ความหวาดระแวงนั้นคืออาวุธที่เขาเองก็วางแผนไว้ให้มันเกิดขึ้น
“เซน ท่านคิดว่าเขากำลังจะทำอะไรต่อไป?” เอลาร่าถามขึ้น เธอเดินเข้ามาในกระโจมด้วยท่าทีสุขุม แม้ในใจจะอดกังวลไม่ได้กับการตัดสินใจของมาลอส
“เขาเริ่มสั่นคลอน เอลาร่า” เซนตอบโดยไม่ละสายตาจากแผนที่ “คนอย่างมาลอสไม่กลัวศัตรูที่อยู่ข้างหน้า แต่มันกลัวเงาของตัวเองที่อาจแทงข้างหลังได้ทุกเมื่อ ยิ่งมันฆ่าคนใกล้ตัวมากเท่าไหร่ อำนาจในมือที่เคยแน่นหนาก็จะยิ่งหลวมคลอนลงเท่านั้น นี่คือจุดอ่อนที่เปราะบางที่สุดของมัน”
“แต่การทำเช่นนี้จะทำให้มาลอสบ้าคลั่งขึ้น และการรบครั้งต่อไปจะกลายเป็นการนองเลือดที่หนักหนากว่าเดิม” เอลาร่าเตือน
“นั่นคือสิ่งที่ข้าต้องการ” เซนหันมามองเธอ สายตาของเขาเย็นชาดุจน้ำแข็ง “เมื่อสุนัขจนตรอกเริ่มกัดกินพวกเดียวกันเอง นั่นแหละคือเวลาที่พวกเราจะเข้าไปปิดฉากมันอย่างเบ็ดเสร็จ”
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ของทหารเวรยามก็ดังขึ้นที่หน้ากระโจม ก่อนที่คนผู้นั้นจะเปิดเข้ามาด้วยอาการหอบเหนื่อย สีหน้าของทหารยามบ่งบอกถึงความตื่นตระหนกที่ปิดไม่มิด
“ท่านเซน! มีข่าวรายงานเข้ามาว่า... กองทัพของมาลอสเริ่มเคลื่อนพลออกจากเมืองหลวงแล้วครับ แต่สิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ... พวกเขาไม่ได้มุ่งหน้ามาที่ค่ายเรา!”
เซนขมวดคิ้วแน่น “แล้วพวกมันมุ่งหน้าไปที่ไหน?”
ทหารยามกลืนน้ำลายอึกใหญ่ ก่อนจะตอบเสียงสั่น “มันกำลังมุ่งหน้าไปยังเมืองที่ครอบครัวของแม่ทัพเซบาสเตียนอาศัยอยู่ครับ... พวกมันไม่ได้แค่กวาดล้างขุนพล แต่พวกมันกำลังจะทำลายล้างทุกสิ่งที่มีความเกี่ยวข้องกับคนที่มันสงสัยว่าจะทรยศ”
บรรยากาศในกระโจมตกอยู่ในความเงียบงัน ความกดดันมหาศาลแผ่ซ่านเข้ามา เซนกำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ความรู้สึกผิดที่เขามักจะผลักไสออกไปเริ่มตีตื้นขึ้นมาในอกอีกครั้ง หากเขาวางแผนนี้พลาด นั่นหมายถึงชีวิตผู้บริสุทธิ์จำนวนมากที่ต้องตกเป็นเครื่องสังเวยให้กับความหวาดระแวงของมาลอส
“ถ้าพวกมันเริ่มบ้าคลั่งถึงขนาดนี้...” เอลาร่าเอ่ยขึ้นเบาๆ “แปลว่ามาลอสอาจจะไม่ได้แค่ระแวง... แต่มันกำลังเตรียมทำลายโลกใบนี้ทิ้ง หากมันรู้ว่าไม่อาจครองบัลลังก์ได้อีกต่อไป”
เสียงระฆังเตือนภัยจากหอคอยไกลๆ ดังขึ้น ขัดจังหวะบทสนทนาของทั้งคู่ ทหารยามคนเดิมชี้ไปที่ท้องฟ้าทิศเหนือ ซึ่งขณะนี้กำลังถูกย้อมด้วยสีม่วงเข้มของพลังเวทมนตร์มหาศาลที่มาลอสเพิ่งปลดปล่อยออกมา
เซนเดินก้าวออกไปนอกกระโจม ท่ามกลางลมพายุที่เริ่มพัดกระหน่ำ เขาแหงนมองท้องฟ้าที่บิดเบี้ยวด้วยรอยแยกแห่งมิติ รอยยิ้มจางๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเขา แต่มันไม่ใช่รอยยิ้มแห่งชัยชนะ มันคือรอยยิ้มของคนที่กำลังเผชิญหน้ากับความตายที่ตนเองเป็นคนจุดชนวน
“ดูเหมือนว่าเกมนี้จะไม่ได้จบแค่การยึดครองบัลลังก์แล้วล่ะ เอลาร่า” เซนกล่าวเสียงเรียบ “มันกำลังจะกลายเป็นสงครามที่ไม่มีใครเหลือรอด... รวมทั้งตัวข้าเองด้วย”
ในจังหวะนั้นเอง แสงสีม่วงจากท้องฟ้าก็พุ่งลงมาปะทะกับพื้นดินห่างจากค่ายของเขาไม่กี่ร้อยเมตร เกิดแรงสั่นสะเทือนมหาศาลจนพื้นดินแยกออก และจากรอยแยกนั้น ร่างของชายในชุดเกราะสีเงินที่ควรจะตายไปแล้วในบทก่อนหน้านี้ ก็ก้าวเดินออกมาพร้อมกับดวงตาที่ไร้แววชีวิต ราวกับถูกมาลอสชุบชีวิตขึ้นมาเพื่อเป็นอาวุธสังหารที่น่ากลัวที่สุด... และนั่นคือ ‘เซบาสเตียน’ ที่กลับมาในสภาพของหุ่นเชิดกระหายเลือด!
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาด้วยกันในบทที่เข้มข้นนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ — ลอร์ดออฟดาร์กเนส
จักรพรรดิไร้บัลลังก์: กลยุทธ์ยึดครองโลกต่างมิติ•ตอนที่ 51
ความหวาดระแวง
ผลงานโดย ลอร์ดออฟดาร์กเนส
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ลอร์ดออฟดาร์กเนส)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง จักรพรรดิไร้บัลลังก์: กลยุทธ์ยึดครองโลกต่างมิติ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!