ไอสังหารพวยพุ่งเสียดแทغهนเมฆา ดั่งอสุรกายกรงเล็บเหล็กที่พร้อมฉีกกระชากผืนป่าให้ราบเป็นหน้ากลอง มู่หรงเซวี่ยสาวเท้าว่องไวดุจเงาพราย ร่างอรชรในอาภรณ์ขาวบริสุทธิ์ทิ้งตัวลงบนกิ่งสนโบราณอย่างแผ่วเบา ไร้ซึ่งซุ่มเสียงใดๆ ปราณเหมันต์รอบกายเธอก่อตัวเป็นผลึกน้ำแข็งเกล็ดบางเฉียบสะท้อนแสงจันทร์ยามวิกาล ดวงตาคู่คมปลาบดั่งกระบี่หยกกวาดมองไปยังเบื้องล่าง ที่ซึ่งศัตรูจากพรรคโลหิตทมิฬนับสิบกำลังคืบคลานเข้ามาใกล้ทุกขณะ
"พวกมันตามมาไวเสียจริง..."
หลี่เฟยเทียนแค่นเสียงเย็นชา พร้อมกับที่กระบี่วิปลาสในมือข้างกายส่งเสียงร้องคำรามก้องฟ้า แสงสีดำทมิฬพวยพุ่งทะยานเสียดฟ้า แผ่ไอความมืดอันดุดันออกมาราวกับดวงจิตของปีศาจกระหายเลือด เขายืนหยัดตระหง่านอยู่บนโขดหินใหญ่ เรือนผมสีดำสนิทปลิวไสวตามแรงลมปราณที่หมุนวนรอบตัว ทว่าแววตาของบุรุษหนุ่มกลับมิได้มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย มีเพียงความเยือกเย็นดุจห้วงสมุทรลึกและร่องรอยความเจ็บปวดที่ถูกฝังกลบไว้ภายใต้จิตวิญญาณอันทะนง
มู่หรงเซวี่ยหันมามองเขาแวบหนึ่ง นางสัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่างในกระแสลมปราณที่แปรปรวนของชายหนุ่ม ปราณมารที่เคยดุดันและควบคุมได้ยากในยามนี้กลับสั่นไหวรุนแรงราวกับคลื่นใต้น้ำ นางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงความห่วงใยไว้ลึกซึ้ง
"เจ้ากำลังหวนนึกถึงอดีต... จิตใจของเจ้าไม่นิ่งพอที่จะรับมือกับยอดฝีมือระดับหลอมรวมวิญญาณในค่ำคืนนี้ หลี่เฟยเทียน"
หลี่เฟยเทียนมิได้ตอบคำทันที เขาก้มมองกระบี่วิปลาสในมือ ลูบไล้รอยสลักลึกลงบนตัวกระบี่อย่างเหม่อลอย ความทรงจำในวัยเยาว์อันเลือนรางแต่บาดลึกเข้ากระดูกดำค่อยๆ ไหลย้อนกลับเข้ามาในห้วงความคิด ดั่งสายธารโลหิตที่ไม่มีวันลบเลือน
"เซวี่ยเอ๋อร์... เจ้าเคยสงสัยหรือไม่ ว่าเหตุใดข้าจึงเลือกเดินบนเส้นทางแห่งวิชามารที่ฟ้าดินรังเกียจ?" น้ำเสียงของเขาแหบพร่าลงเล็กน้อย แฝงไว้ด้วยความรู้สึกตื่นตระหนกและขื่นขมที่ยากจะบรรยาย
มู่หรงเซวี่ยเงียบงัน นางไม่เร่งเร้า ปล่อยให้สายลมยามค่ำคืนพัดผ่านความเงียบงันระหว่างคนทั้งสอง นางรู้ดีว่าบุรุษผู้นี้แบกรับภาระทางใจที่หนักหน่วงเพียงใด การจะก้าวเดินบนเส้นทางฝืนลิขิตฟ้า ย่อมต้องแลกมาด้วยความโดดเดี่ยวและรอยแผลเป็นในจิตวิญญาณ
"ในวัยเด็ก... ข้าไม่ใช่ยอดฝีมือผู้ยิ่งใหญ่เช่นในตอนนี้" หลี่เฟยเทียนเริ่มต้นเล่าด้วยแววตาเหม่อลอย มองทะลุผ่านความมืดมิดเบื้องหน้าไปยังภาพวันวานอันโหดร้าย "ข้าเป็นเพียงเด็กชายคนหนึ่งในตระกูลสายรองของตระกูลใหญ่ นามเดิมของข้า... เป็นเพียงสิ่งไร้ค่าที่คนในตระกูลแม้แต่จะชายตาก็มองว่าสกปรก"
ภาพในอดีตผุดขึ้นมาในหัว สมัยที่เขายังมีอายุเพียงแปดขวบ ปีนั้นเกิดภัยแล้งติดต่อกันหลายปี พลังปราณในร่างกายของเขายังไม่ตื่นขึ้นอย่างสมบูรณ์ ทว่าในคืนที่ฝนดาวตกสีเลือดพาดผ่านท้องฟ้า ร่างกายของเขากลับเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างประหลาด รูขุมขนทั่วร่างเปิดออก ดูกลืนกินพลังชีวิตและไอวิญญาณของสิ่งมีชีวิตรอบข้างโดยไม่รู้ตัว
คืนนั้น... สัตว์เลี้ยงนับร้อยในจวนเหี่ยวเฉาแห้งตายกลายเป็นซากศพในชั่วพริบตา และมารดาผู้ให้กำเนิด... ผู้ซึ่งโอบกอดปกป้องเขาจากความหนาวเหน็บ กลับต้องสิ้นใจคือกำมือของเขาเองอย่างไม่ตั้งใจ พลังปราณมารสายแรกในชีวิตหลั่งไหลจากร่างมารดาเข้าสู่ตันتيองเด็กน้อยอย่างไร้การควบคุม
"มารดาของข้า... สิ้นลมในอ้อมแขนของข้าเอง" หลี่เฟยเทียนกำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ใบหน้าคมคายบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดร้าวลึก "นางมิได้หวาดกลัวข้า นางเพียงแต่ใช้มืออันสั่นเทาแตะใบหน้าของข้า แล้วเอ่ยประโยคสุดท้ายด้วยรอยยิ้ม... *'ลูกแม่... เจ้าไม่ใช่ปีศาจ... อย่าให้โลกนี้พรากความเป็นมนุษย์ไปจากเจ้า...'*"
มู่หรงเซวี่ยเม้มริมฝีปากแน่น นางขยับกายเข้าไปใกล้เขาอีกนิด ไอร้อนจากความเสียใจของชายหนุ่มปะทะเข้ากับไอเหมันต์ของนาง เกิดเป็นละอองหมอกบางเบาล้อมรอบกายคนทั้งคู่ นางเข้าใจความรู้สึกนั้นดี การสูญเสียผู้เป็นที่รักโดยที่ตนเองไม่สามารถปกป้องได้ คือความเจ็บปวดที่ทรมานที่สุดในยุทธภพ
"แต่คนในตระกูลหาได้คิดเช่นนั้นไม่" หลี่เฟยเทียนแค่นหัวเราะด้วยความสมเพช ขบกรามจนได้ยินเสียงกรอด "พวกมันหวาดกลัว! ความหวาดกลัวทำให้มนุษย์กลายเป็นสัตว์เดรัจฉานยิ่งกว่ามารร้าย ผู้อาวุโสในตระกูลประกาศก้องว่าข้าเป็น 'บุตรแห่งความวิปลาส' เป็นดาวอัปมงคลที่จะนำพาความพินาศมาสู่ตระกูล พวกมันจับตัวข้า ล่ามโซ่ตรวนเหล็กไหลอัคคีไว้ที่ห้องใต้ดินมืดมิด ขับไล่ไสส่งข้าออกไปยังดินแดนรกร้างอย่างไร้ความปรานี แม้แต่บิดาแท้ๆ ของข้า... ยังเป็นคนแรกที่เงบดาบขึ้นมาเพื่อจะปลิดชีพสายเลือดของตนเองเพื่อล้างมลทิน!"
น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความแค้นเคืองและรอยแผลทางจิตวิญญาณที่ไม่มีวันรักษาหาย พลังปราณสีดำทมิฬรอบตัวระเบิดออกอย่างรุนแรงจนพื้นดินรอบกายแตกละเอียดเป็นเสี่ยงๆ แรงกดดันระดับหลอมรวมวิญญาณแผ่ขยายออกไปจนฝูงนกในป่าแตกตื่นบินหนีกันอลหม่าน
"หลี่เฟยเทียน!" มู่หรงเซวี่ยเอ่ยเรียกสติ พลางยื่นมือเรียองามดึงแขนเขาไว้ ปราณเหมันต์บริสุทธิ์ไหลซึมผ่านเสื้อผ้าเข้าสู่ร่างกายของเขา ช่วยกดข่มจิตมารที่กำลังจะกลืนกินสติสัมปชัญญะของชายหนุ่ม นางมองลึกเข้าไปในดวงตาที่แดงก่ำของเขาด้วยแววตาเด็ดเดี่ยว "อดีตเป็นสิ่งที่เราเลือกไม่ได้ แต่เส้นทางเบื้องหน้า... เจ้าเป็นผู้กำหนดมันด้วยมือของเจ้าเอง ข้าไม่ได้อยู่เคียงข้างเจ้าเพื่อมองดูปีศาจตนหนึ่งอาละวาด แต่ข้าอยู่ตรงนี้... เพื่อเคียงบ่าเคียงไหล่กับจอมยุทธ์ผู้ทรนงคนหนึ่ง!"
คำพูดเรียบง่ายแต่มั่นคงดั่งขุนเขาของนาง ทำ1ให้เปลวเพลิงแห่งความบ้าคลั่งในอกของหลี่เฟยเทียนสงบลงอย่างน่าอัศจรรย์ เขาหันมามองสตรีตรงหน้า ดวงตาที่เคยเต็มไปด้วยความเคียดแค้นค่อยๆ อ่อนโยนลง มุมปากหยักลึกยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่หาได้ยากยิ่งจากยอดฝีมือผู้เย็นชา
"เจ้าพูดถูก... เซวี่ยเอ๋อร์" หลี่เฟยเทียนสูดลมหายใจเข้าลึก, ปรับลมปราณให้เข้าที่ กระบี่วิปลาสในมือหยุดคำรามและสงบนิ่งลง "ข้าไม่ใช่เด็กน้อยที่ถูกล่ามโซ่ในวันนั้นอีกแล้ว หากพวกมันต้องการชีวิตของข้า เพื่อแลกกับการล,้างมลทินปลอมๆ ของพวกมัน... ข้าก็จะใช้กระบี่เล่มนี้ สอนให้พวกมันรู้ซึ้งถึงความหมายที่แท้จริงของการเป็น 'วิปลาส'!"
ทันใดนั้นเอง!
*ฉึบ! ฉึบ! ฉึบ!*
เสียงแหวกอากาศอันแหลมคมนับสิบสายพุ่งตรงมาจากความมืดมิดเบื้องล่าง เงาร่างในชุดคลุมสีเลือดนับสิบสายพุ่งทะยานขึ้นมาล้อมรอบกิ่งสนที่พวกเขายืนอยู่ ปราณโลหิตเข้มข้นแผ่ซ่านจนบรรยากาศรอบกายกลายเป็นสีแดงฉาน กลิ่นอายสังหารพุ่งชนเข้าใส่จนแทบหยุดหายใจ
ผู้นำกลุ่ม เป็นชายชราสวมหน้ากากรูปอสูรโลหิต นัยน์ตาคู่นั้นจ้องมองหลี่เฟยเทียนด้วยความกระหายเลือดและเย้ยหยัน มันส่งเสียงหัวเราะแหบแห้งราวกระดาษทรายเสียดสีกันดังลั่นป่า
"ฮ่าๆๆๆ! หาตัวพบจนได้! ไอ้สวะหลี่เฟยเทียน เจ้าคิดว่าจะหนีพ้นเงื้อมมือของพรรคโลหิตทมิฬไปได้หรือ? วันนี้... ประมุขสั่งให้ตัดหัวของเจ้าไปเสียบประจานที่ยอดเขาหมื่นอสูร!"
หลี่เฟยเทียนหรี่ตาลงเล็กน้อย เขาไม่ได้มีความตื่นตระหนกแม้แต่น้อย ร่างสูงใหญ่ก้าวออกไปข้างหน้าร่างของมู่หรงเซวี่ยอย่างปกป้อง กระบี่วิปลาสในมือถูกยกขึ้นช้าๆ ปราณมารสีดำทมิฬกลับมาลุกโชนอีกครั้ง รุนแรงและน่าเกรงขามยิ่งกว่าเดิม
"พรรคโลหิตทมิฬ... พวกสุนัขรับใช้ที่ไร้ยางอาย" หลี่เฟยเทียนแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ แววตาฉายแววสังหารอันเย็นเยียบ "ในเมื่อพวกมันส่งพวกเจ้ามาเป็นปุ๋ยให้ผืนป่าแห่งนี้... ข้าก็ไม่รังเกียจที่จะสงเคราะห์พวกมันเช่นกัน!"
ทว่า ในเสี้ยววินาทีที่หลี่เฟยเทียนกำลังจะเหวี่ยงกระบี่ออกไปเพื่อเปิดฉากสังหารหมู่ จู่ๆ อักขระสีทองโบราณนับร้อยก็ปรากฏขึ้นกลางอากาศเหนือศีรษะของพวกเขาอย่างไร้ที่มา แรงกดดันระดับมหาเทพที่ทรงพลังจนทำให้มิติรอบข้างบิดเบี้ยวพุ่งกดทับลงมาทันที จนเข่าของหลี่เฟยเทียนเกือบทรุดลงกับพื้น!
ชายชราสวมหน้ากากอสูรโลหิตที่เคยลำพองใจ กลับเบิกตากว้างด้วยความหวาดกลัวสุดขีด ร่างกายของมันสั่นเทาราวกับลูกนกตกในพายุ เสียงอุทานด้วยความตกใจระคนหวาดผวาหลุดออกจากปากของมัน
"นี่มัน... ค่ายกลสะกดเทพสวรรค์! เป็นไปได้อย่างไร... ท่านผู้นั้น... เสด็จมาด้วยพระองค์เองหรือ?!"
หลี่เฟยเทียนกัดฟันกรอด ฝืนต้านแรงกดดันมหาศาล เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้ายามวิกาลที่บัดนี้แตกสลายออกเป็นรอยแยกสีทอง และจากรอยแยกนั้นเอง... ร่างในอาภรณ์ทองคำปักลายมังกรสวรรค์ผู้หนึ่งก็ก้าวเดินออกมาจากความว่างเปล่าอย่างเชื่องช้า พร้อมกับกระบี่เซียนโบราณที่ปล่อยประกายแสงเจิดจ้าจนกลบแสงจันทร์จนหมดสิ้น!
ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางเคียงบ่าเคียงไหล่มาถึงตอนนี้นะครับ
กระบี่วิปลาสประหารเทพ กับวิญญาณเซียนผู้โดดเดี่ยว•ตอนที่ 12
วิถีนักสู้ผู้ต่ำต้อย
ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่วิปลาสประหารเทพ กับวิญญาณเซียนผู้โดดเดี่ยว นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!