กระบี่วิปลาสประหารเทพ กับวิญญาณเซียนผู้โดดเดี่ยว•ตอนที่ 11

บาดแผลที่ใจของเซียนสาว

ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
คราบโลหิตบนกระบี่วิปลาสไม่ได้น่ากลัวเท่ารอยร้าวในดวงตาคู่นั้น... หลี่เฟยเทียนยืนนิ่งอยู่หน้ากองเพลิงที่มอดไหม้เหลือเพียงสะเก็ดไฟสีส้มแดงปลิวว่อน ท่ามกลางความเงียบงันของค่ำคืนอันเหน็บหนาวบนยอดเขาไร้ชื่อ เสียงลมหายใจของเขาสม่ำเสมอ ทว่าจิตสัมผัสกลับตึงเครียดถึงขีดสุด ไม่ใช่เพราะเกรงกลัวศัตรูจากสำนักมารที่เพิ่งถูกเขาสยบ แต่เป็นเพราะความเปราะบางที่ซ่อนอยู่ภายใต้ภาพลักษณ์อันเยือกเย็นราวกับเทพธิดาน้ำแข็งของสตรีข้างกาย มู่หรงเซวี่ยทรุดตัวลงคุกเข่า ปลายกระบี่เซียนประจำกายปักลงบนพื้นดินแผ่นหินที่แตกละเอียด ร่างระหงสั่นเทาเล็กน้อย แม้แต่นางเซียนผู้สำเร็จวิชาเบญจบุปผาไร้ลักษณ์ ก็ยังไม่อาจต้านทานแรงกดดันจากอดีตที่ถาโถมเข้าใส่ดั่งคลื่นพายุ "เจ้าฝืนตัวเองเกินไปแล้ว..." หลี่เฟยเทียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่ม มือหนายื่นออกไปหมายจะแตะลงบนไหล่บอบบาง แต่มือก็นิ่งค้างกลางอากาศเมื่อเห็นแผ่นหลังของนางเกร็งแน่น "อย่าเข้ามา... หลี่เฟยเทียน" เสียงของมู่หรงเซวี่ยแหบพร่าและเย็นชา ทว่าในความเย็นชานั้นกลับสั่นเครือน้อยๆ ราวกับแก้วเจียระไนที่กำลังจะแตกสลาย นางค่อยๆ เงยหน้าขึ้น ปรากฏหยาดน้ำใสคลอหน่วยดวงตาคู่งามที่ปกติมักจะว่างเปล่าไร้ความรู้สึก ภาพลักษณ์ "นางเซียนผู้สูงส่งเหนือโลีย์" มลายหายสิ้น เหลือเพียงสตรีผู้หนึ่งที่กำลังแบกรับวิญญาณนับร้อยดวงไว้บนบ่าอันบอบบาง "อดีตไม่ใช่สิ่งที่จะแบกรับไว้คนเดียวได้ตลอดไปหรอกนะครับ" หลี่เฟยเทียนถอนหายใจยาวนาน เขาไม่สนใจคำเตือน ดึงรั้งร่างของนางเข้าสู่อ้อมกอดอันอบอุ่น แม้พลังมารในกายของเขาจะร้อนรุ่มจนแทบแผดเผา แต่เขากลับใช้ลมปราณบริสุทธิ์ห่อหุ้มมันไว้อย่างระมัดระวัง เพื่อไม่ให้ทำร้ายสตรีในอ้อมแขน มู่หรงเซวี่ยสะดุ้งเฮือกยามที่แผ่นอกกว้างแนบชิด นางพยายามจะขัดขืน แต่วินาทีที่กลิ่นอายอันคุ้นเคยและมั่นคงของชายหนุ่มโอบล้อมรอบตัว กำแพงน้ำแข็งที่นางสร้างขึ้นมานานนับปีก็พังทลายลงในพริบตา หยาดน้ำตาที่อดกลั้นมานานนับสิบปีร่วงหล่นอาบแก้มเนียน "เจ้าไม่เข้าใจ..." นางกระซิบเสียงสั่น ซบใบหน้าลงกับอกเสื้อของเขา "ในคืนที่เพลิงผลาญสำนักหมื่นบุปผา... ข้าได้ยินเสียงกรีดร้องของอาจารย์และศิษย์พี่ศิษย์น้อง เสียงเหล่านั้นยังคงดังอยู่ในหัวของข้า ทุกคราที่ข้าหลับตา ข้าเห็นเปลวเพลิงสีชาดกลืนกินทุกสิ่ง... ข้าเป็นศิษย์พี่ใหญ่ ข้าควรปกป้องพวกเขาทุกคน แต่ข้ากลับเป็นคนเดียวที่รอดชีวิต... ข้ามันไร้ค่า..." คำพูดแต่ละคำราวกับคมมีดที่กรีดลงบนหัวใจของหลี่เฟยเทียน เขากระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้น พร้อมถ่าย ทอดพลังปราณเพื่อช่วยบรรเทาความหนาวเหน็บในจิตใจของนาง "ความผิดไม่ใช่ของเจ้า มู่หรงเซวี่ย" หลี่เฟยเทียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและจริงจัง ดวงตาคมกริบทอประกายเด็ดเดี่ยว "คนที่มีความผิดคือพวกมัน... พวกมารโลหิตต่างหากที่ไม่รู้ฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ การที่เจ้ามีชีวิตรอดไม่ใช่เพื่อมาลงทัณฑ์ตัวเอง แต่เพื่อถือกระบี่เล่มนั้น ทวงความยุติธรรมให้แก่ดวงวิญญาณที่ล่วงลับต่างหาก!" ลมยามราตรีพัดโชยกลิ่นอายโลหิตจางๆ เข้ามาปะทะ กลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัวของหุบเขาหมื่นบุปผาในอดีตซ้อนทับขึ้นมาในห้วงความคิดของมู่หรงเซวี่ย นางกำเสื้อของหลี่เฟยเทียนแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด ความรู้สึกผิดบาปที่กัดกินวิญญาณนางมาเนิ่นนานราวกับถูกชะล้างออกไปทีละน้อยด้วยความอบอุ่นจากชายหนุ่มผู้นี้ "แล้วถ้า... วันหนึ่งข้าปกป้องเจ้าไม่ได้... ถ้าข้าต้องสูญเสียเจ้าไปอีกคนล่ะ..." นางเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แววตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความหวาดกลัวที่นางไม่เคยแสดงให้ใครเห็น หลี่เฟยเทียนแย้มยิ้มบางเบา เป็นรอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยความทะนงองอาจของลูกผู้ชาย เขาใช้มือเช็ดหยาดน้ำตาบนแก้มของนางอย่างแผ่วเบา "ในใต้หล้าเคล็ดวิชามารอาจไร้ปรานี แต่ใจของหลี่เฟยเทียนผู้นี้มีเพียงหนึ่งเดียว... ตราบใดที่กระบี่ยังอยู่ในมือข้า ต่อให้ต้องพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน หรือเผชิญหน้ากับทัณฑ์สวรรค์ ข้าจะไม่ยอมให้ผู้ใดทำร้ายเจ้าได้แม้แต่ปลายเส้นผม" คำพูดนั้นหนักแน่นดั่งขุนเขา ทรงพลังดั่งสายฟ้าฟาดกลางใจ นางเซียนสาวนิ่งงัง หัวใจที่เคยด้านชากลับเต้นรัวระรัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ความรู้สึกอบอุ่นแปลกประหลาดแผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย ทว่า ท่ามกลางบรรยากาศอันลึกซึ้งและเปราะบางนั้นเอง... *เปรี้ยง!* สายฟ้าสีครามสายหนึ่งผ่าผ่าลงมาจากท้องนภาที่ไร้เมฆหมอก แรงกดดันมหาศาลกดทับลงบนยอดเขาจนแผ่นดินสะเทือนเลื่อนลั่น มู่หรงเซวี่ยหน้าเปลี่ยนสีทันที นางผุดลุกขึ้นยืน ดึงกระบี่เซียนออกจากฝักด้วยสัญชาตญาณ ขณะที่หลี่เฟยเทียนหรี่ตาลง มองไปยังเงาร่างลึกลับเจ็ดร่างที่ปรากฏขึ้นบนยอดผาเบื้องบน เงาร่างทั้งเจ็ดสวมชุดคลุมสีดำสนิท ใบหน้าสวมหน้ากากอสูรทองคำ และที่สำคัญที่สุด... บนหน้าอกของพวกเขามีตราสัญลักษณ์ "วังมารโลหิตสวรรค์" ที่น่าสะพรึงกลัว! "พวกมันตามมาไวเสียจริง..." หลี่เฟยเทียนแค่นเสียงเย็นชา พร้อมกับที่กระบี่วิปลาสในมือข้างกายส่งเสียงร้องคำรามก้องฟ้า แสงสีดำทมิฬพวยพุ่งทะยานเสียดฟ้า ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งกำลังใจให้ผมด้วยเสมอนะครับ
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่วิปลาสประหารเทพ กับวิญญาณเซียนผู้โดดเดี่ยว นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%