"ในที่สุด... ก็มีหนูสกปรกหลงเข้ามาถึงห้องเก็บความลับจนได้สินะ"
เสียงแหบพร่าราวกับกระดาษทรายเสียดสีกันดังสะท้อนก้องกังวานไปทั่วโถงหินอัคนีเบื้องล่าง มันไม่ใช่เสียงของมนุษย์ แต่เป็นเสียงคำรามต่ำลึกที่สั่นสะเทือนไปถึงไขกระดูก
"นึกไม่ถึงว่า ผ่านไปเจ็ดหมื่นปี... จะยังมีคนโง่ที่กล้าอ่านความลับของทวยเทพจนจบกระบวนความ..."
ทันทีที่สิ้นเสียง เงาร่างมหึมาภายใต้หน้ากากอสูรโบราณก็ขยับไหว อากาศรอบกายพลanแปรเปลี่ยนเป็นสีเลือด กลิ่นอายกดดันระดับ "ราชันย์อสูรบรรพกาล" แผ่ซ่านออกมาราวกับภูเขาคีรีนับพันลูกกดทับลงบนบ่าของหลี่เฟยเทียนและมู่หรงเซวี่ยในคราเดียว
หลี่เฟยเทียนหรี่ตาลงเล็กน้อย สัมผัสได้ถึงความตายที่คืบคลานเข้ามาใกล้กว่าครั้งไหนๆ ทว่าสีหน้าของเขากลับปราศจากความหวาดกลัว มีเพียงประกายความทะนงองอาจในวิถีกระบี่ที่ลุกโชนขึ้นในดวงตาคู่คม มือขวาที่กุมด้ามกระบี่วิปลาสกระชับแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน
เขาก้าวเท้าออกไปข้างหน้าหนึ่งก้าวเพื่อบังร่างบอบบางแต่มั่นคงของสตรีด้านหลังไว้ หลี่เฟยเทียนกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่หนักแน่นดั่งหินผา "เจ็ดหมื่นปีที่พวกเจ้าหลับใหลบนซากศพของแผ่นดินนี้ ถึงเวลาต้องตื่นมารับการชำระบัญชีแล้ว"
มู่หรงเซวี่ยไม่เอวาจาใด นางเพียงชักกระบี่น้ำแข็งร้อยปีออกจากฝัก แสงสีฟ้าครามเย็นเยียบส่องประกายสะท้อนกับเปลวเพลิงสีชาดในห้องโถง ไอเย็นยะเยือกแผ่ขยายออกไปจนน้ำค้างแข็งเกาะกุมตามผนังหินรอบด้าน นางยืนเคียงบ่าเคียงไหล่บุรุษผู้กุมชะตากรรมเดียวกับตน ดวงตาสุกสกาวดั่งดาราในคืนเหมันต์จ้องมองไปยังอสูรตรงหน้าอย่างแน่วแน่
"ระวังตัวด้วย" น้ำเสียงของนางราบเรียบ เย็นชาดั่งเดิม แต่ทว่าอบอุ่นอย่างยิ่งในความรู้สึกของหลี่เฟยเทียน "มันไม่ใช่สัตว์อสูรธรรมดา มันคือจิตวิญญาณแห่งการลงทัณฑ์ที่ถูกผนึกไว้ด้วยค่ายกลมาร"
"วางใจเถอะเซวี่ยเอ๋อร์ ต่อให้เบื้องหน้าคือทวยเทพหรือปีศาจบรรพกาล หากมันขวางทางเรา... ข้าก็จะใช้กระบี่เล่มนี้ผ่ามันออกเป็นสองซีกให้จงได้" หลี่เฟยเทียนแย้มยิ้มบางเบา รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความมั่นใจอันเปี่ยมล้นของลูกผู้ชาย
*โฮกกกก—!*
เสียงคำรามสะท้านฟ้าดินระเบิดขึ้น อสูรพิทักษ์พุ่งทะยานเข้าหาทั้งสองด้วยความเร็วเหนือแสง ร่างกายของมันขยายใหญ่ขึ้นจนชนเพดานถ้ำหิน กรงเล็บมหึมาที่เคลือบด้วยอัคคีโลกันต์ตะปบลงมาจากเบื้องบน ราวกับท้องฟ้ากำลังถล่มลงมาทับถม
"กระบวนท่าที่หนึ่งแห่งวิชามารสะท้านภพ: เงาพยัคฆ์คำราม!"
หลี่เฟยเทียนระเบิดพลังปราณสีดำทมิฬพวยพุ่งออกจากร่าง ร่างของเขาทะยานสวนขึ้นไปกลางอากาศ ดาบและกระบี่ในมือผสานเข้ากับเคล็ดวิชาอันลึกล้ำ ก่อเกิดเป็นพยัคฆ์ทมิฬคำรามก้องพุ่งเข้าปะทะกับกรงเล็บอัคคีอย่างดุเดือด
*ตูมมมมม!*
คลื่นกระแทกจากการปะทะแผ่ขยายเป็นวงกว้าง ทำลายเสาหินโบราณรอบด้านจนแหลกละเอียดเป็นผุยผง เศษหินและประกายไฟกระเด็นไปทั่วสารทิศ หลี่เฟยเทียนกระเด็นถอยหลังไปสามก้าว เท้าขวากระแทกพื้นเพื่อหยุดแรงปะทะ รสชาติคาวเลือดเอ่อล้นขึ้นมาที่มุมปาก แต่แววตาของเขากลับยิ่งทวีความดุดันขึ้นเป็นเท่าตัว
ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง มู่หรงเซวี่ยไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดมือ ร่างบางพุ่งวาบราวกับภูตพรายไร้เงา วิชาตัวเบา "ย่างก้าวบุปผาน้ำแข็ง" พาให้นางไปปรากฏอยู่เบื้องหลังของอสูรพิทักษ์ในพริบตา
"กระบี่เหมันต์พิฆาต: ดาราดับแสง!"
นางตวัดกระบี่ออกไปสุดแรงเกิด แสงสีฟ้าครามเจิดจ้าพุ่งทะลวงเข้าใส่จุดตายบริเวณกลางหลังของอสูรพิทักษ์ ความเย็นยะเยือกขั้นสุดยอดแช่แข็งเกราะอัคคีของมันในพริบตา ส่งผลให้การเคลื่อนไหวของอสูรยักษ์ชะงักงันลงทันที มันส่งเสียงคำรามด้วยความเจ็บปวดและเกรี้ยวกราด
"เจ้ามนุษย์ชั้นต่ำ... พวกเจ้าบังอาจนัก!" อสูรพิทักษ์คำรามลั่น มันรวบรวมพลังปราณทั้งหมดระเบิดออกรอบตัวเพื่อสลายน้ำแข็ง และเหวี่ยงหางมหึมาฟาดเข้าใส่มู่หรงเซวี่ยที่ยังอยู่กลางอากาศอย่างรวดเร็วปานสายฟ้า
"เซวี่ยเอ๋อร์ ระวัง!"
หลี่เฟยเทียนเบิกกว้างด้วยความตกใจ ปราณมารในร่างระเบิดออกถึงขีดสุดอย่างไร้ความปรานี เขาทะยานเข้าไปขวางทางหางมหึมานั้นด้วยร่างกายของตนเอง
*เปรี้ยง!*
ร่างของหลี่เฟยเทียนถูกหางอสูรฟาดเข้าเต็มแรงจนปลิวทะลุผนังหินเข้าไปอีกห้องหนึ่ง เสียงกระดูกลั่นดังสนั่นท่ามกลางฝุ่นตลบอบอวล มู่หรงเซวี่ยใจหายวาบ ดวงตาสงบดั่งน้ำแข็งพลันสั่นระริก ความรู้สึกเจ็บปวดแปลบปลาบแล่นริ้วขึ้นมาในอก นางไม่เคยรู้สึกหวาดกลัวเช่นนี้มาก่อนในชีวิต
"เฟยเทียน!" นางกรีดร้องเรียกชื่อเขาด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ ทิ้งความเย็นชาทั้งปวงสิ้นเชิง
ทว่า ท่ามกลางความเงียบงันและฝุ่นควันหนาทึบ ไม่มีเสียงตอบรับจากชายหนุ่ม มีเพียงความเงียบงันที่น่าสะพรึงกลัว แต่อึดใจต่อมา... อากาศทั่วทั้งห้องโถงกลับลดฮวบลงจนติดลบ กลิ่นอายพลังที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าเดิมกำลังตื่นขึ้นจากซากปรักหักพัง
แสงสีทองอร่ามปนกับทมิฬเข้มข้นพวยพุ่งทะลุกลุ่มควันขึ้นสู่ท้องฟ้าจำลองเบื้องบน พร้อมกับเสียงหัวเราะเบาๆ ที่เต็มไปด้วยความทะนงตนดังขึ้น
"ขอบคุณเจ้าอสูรโง่เง่า... ที่ช่วยกระตุ้นจุดตันtianสุดท้ายของข้าให้ทะลวงผ่าน!"
ร่างของหลี่เฟยเทียนก้าวเดินออกมาจากกลุ่มควัน ดวงตาข้างหนึ่งเป็นสีทองอร่ามดั่งเทพสวรรค์ อีกข้างเป็นสีดำสนิทดั่งจอมมาร พลังยุทธของเขาพุ่งทะยานจากขอบเขตราชันย์ขั้นสมบูรณ์ ทะลวงผ่านกำแพงไร้รูปเข้าสู่ "ขอบเขตผสานฟ้าดิน" อย่างสมบูรณ์แบบ!
อสูรพิทักษ์ถอยหลังไปก้าวหนึ่งโดยไม่รู้ตัว มันสัมผัสได้ถึงแรงกดดันระดับที่สามารถบดขยี้วิญญาณมันให้แตกดับได้ในพริบตา
ทว่า ก่อนที่หลี่เฟยเทียนจะทันได้ยกกระบี่ขึ้นสังหารอสูรเบื้องหน้า พื้นดินใต้เท้าของพวกเขากลับสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงยิ่งกว่าแผ่นดินไหว ผนังหินด้านหลังที่ควรจะเป็นทางตัน กลับค่อยๆ เลื่อนเปิดออกเผยให้เห็น "ประตูศิลาโบราณ" สลักอักขระอสูรสีเลือด และเหนือประตูนั้น... มีร่างของใครคนหนึ่งยืนกอดอกพิงกำแพงรออยู่ก่อนแล้ว!
บุคคลปริศนาในชุดคลุมสีเทาเก่าคร่ำคร่า ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นเผยให้เห็นรอยยิ้มเยือกเย็นที่มุมปาก พร้อมกับเอ่ยประโยคที่ทำให้ลมหายใจของทั้งหลี่เฟยเทียนและมู่หรงเซวี่ยต้องหยุดชะงัก
"รอพวกเจ้ามานานเสียจริง... สหายเก่าทั้งสอง เหตุใดจึงใช้เวลาเดินทางช้านักเล่า?"
---
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุนกันมาโดยตลอดนะครับ
กระบี่วิปลาสประหารเทพ กับวิญญาณเซียนผู้โดดเดี่ยว•ตอนที่ 10
ฝ่าด่านอสูรพิทักษ์
ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่วิปลาสประหารเทพ กับวิญญาณเซียนผู้โดดเดี่ยว นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!