กระบี่วิปลาสประหารเทพ กับวิญญาณเซียนผู้โดดเดี่ยว•ตอนที่ 9

ความลับที่ถูกฝังไว้

ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
"ก้าวถอยหลัง... สองก้าว!" เสียงกระซิบอันเยียบเย็นดุจน้ำค้างแข็งกลางเหมันตฤดูเล็ดลอดผ่านริมฝีปากบางเฉียบของมู่หรงเซวี่ย ร่างระหงของนางในอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์สะท้อนแสงเรืองรองจากผลึกศิลาอัคนีรอบด้าน นางยืนหยัดอยู่เคียงข้างผมอย่างมั่นคง ปลายกระบี่จันทร์กระจ่างในมือสั่นระริกเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะความหวาดกลัว แต่เป็นเพราะจิตสังหารอันเข้มข้นที่กำลังกดทับลงมาจากผนังศิลาเบื้องหน้า ผมหรี่ตามองร่างเบื้องหน้า หัวใจเต้นระรัวด้วยความรู้สึกอันตรายที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน นี่ไม่ใช่กับดักธรรมดา แต่มันคือหลุมศพที่ถูกเตรียมไว้สำหรับฝังพวกเราทั้งสองคนโดยเฉพาะ! "สายไปแล้ว, แม่นางมู่หรง" ผมเอ่ยขึ้นเสียงต่ำ ขณะที่แผ่ขยายพลังปราณโลหิตมารคุ้มกันแผ่นหลังของนางไว้ ไอสีดำสนิทแผ่พุ่งจากฝ่ามือของผมจนเกิดเสียงคำรามราวกับพยัคฆ์ร้าย "ดูที่พื้นใต้ฝ่าเท้าของเจ้าสิ... อักขระค่ายกลเหล่านั้นไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อป้องกัน แต่ถูกออกแบบมาเพื่อสูบฉับพลันซึ่งพลังชีวิตและวิญญาณเซียนของเจ้าโดยเฉพาะ" พื้นหินแกรนิตโบราณใต้เท้าของเรา บัดนี้กำลังสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง เส้นสายอักขระสีชาดที่เคยหลับใหลนับหมื่นปี บัดนี้เปล่งแสงเจิดจ้าขึ้นทีละน้อย ราวกับอสุรกายที่กำลังตื่นจากการจำศีล กลิ่นอายความตายแผ่ซ่านเข้าจู่โกมประสาทสัมผัสจนลมหายใจติดขัด มู่หรงเซวี่ยไม่แม้แต่จะก้มลงมอง นางเหลือบสายตามามองผมแวบหนึ่ง แววตาคู่นั้นที่เคยเย็นชาไร้ความรู้สึก บัดนี้กลับสะท้อนประกายความเชื่อมั่นอย่างลึกซึ้งที่ผมไม่เคยคาดคิดมาก่อน "หลี่เฟยเทียน..." นางเอ่ยเรียกชื่อผมด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าก้องกังวานในโสตประสาท "หากวันนี้พวกเราต้องดับสูญที่นี่ เจ้าเสียใจหรือไม่ที่เลือกเดินตามข้ามาในซากปรักหักพังแห่งนี้?" ผมแค่นسหัวเราะในลำคอ ท่ามกลางบรรยากาศที่บีบคั้นจนแทบขาดใจ แววตาของผมทอประกายความดุดันดุจราชสีห์หนุ่ม "ความเสียใจไม่เคยมีอยู่ในพจนานุกรมของข้า... อีกอย่าง หากยมบาลต้องการตัวพวกเราวันนี้ มันคงต้องถามคมกระบี่ในมือข้าเสียก่อนว่ายินยอมหรือไม่!" สิ้นคำพูดของผม ฝ่ามือซ้ายก็สะบัดออกสุดแรงเกิด! *เปรี้ยง!* คลื่นพลังมารปะทะเข้ากับม่านพลังล่องหนที่ปิดกั้นทางออกเบื้องหลังจนเกิดประกายไฟสว่างวาบ แรงสะท้อนทำให้แขนชาดิ่งไปถึงหัวไหล่ เลือดสดๆ ไหลรินออกจากมุมปากของผมช้าๆ แต่ผมหาได้ใส่ใจไม่ สองตาจ้องเขม็งไปยังใจกลางห้องโถงโบราณ ซึ่งบัดนี้ผนังศิลาขนาดยักษ์กำลังแยกตัวออกจากกันอย่างช้าๆ ส่งเสียงครูดคราดสะเทือนเลื่อนลั่น สิ่งที่ปรากฏแก่สายตา ทำให้แม้แต่มู่หรงเซวี่ยยังต้องสูดลมหายใจเข้าลึกด้วยความตื่นตะลึง เบื้องหลังผนังศิลานั้น ไม่ใช่ห้องสมบัติหรือค่ายกลสังหารอย่างที่คาดคิด แต่มันคือ "ศิลาจารึกมหาบรรพกาล" สูงตระหง่านสิบเชียะ ตัวอักษรบนแผ่นศิลาไม่ได้ถูกสลักด้วยเหล็กหรือของมีคม แต่ถูกเขียนขึ้นด้วยร่องรอยของพลังปราณบริสุทธิ์ที่ยังคงหลงเหลือความกดดันระดับสะท้านฟ้าสะเทือนดิน แม้กาลเวลาจะผ่านไปเนิ่นนานนับล้านปีแล้วก็ตาม "นั่น... หรือว่า..." มู่หรงเซวี่ยพึมพำ ดวงตาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย นางก้าวเท้าเข้าไปใกล้แผ่นศิลาโดยไม่รู้ตัวราวกับถูกสะกดจิต "ตำนานที่เล่าขานในหุบเขาหมื่นบุปผา เป็นเรื่องจริงหรือนี่?" "อย่าเข้าไปใกล้!" ผมตะโกนลั่น พร้อมกับพุ่งทะยานเข้าไปคว้าแขนเรียวของนางดึงถอยหลังกลับมาเสี้ยววินาที *ฉ่า!* สายฟ้าสีทองเส้นหนึ่งพุ่งผ่าลงมาจากเพดานศิลาเฉียดปลายจมูกของเราไปเพียงไม่กี่ชốn ประกายไฟแตกกระจายสว่างวาบทั่วห้องโถง พื้นหินจุดที่มู่หรงเซวี่ยยืนอยู่เมื่อครู่หลอมละลายกลายเป็นหลุมลึกไร้ก้นบึ้งในพริบตา นางหันมามองผมด้วยความตกใจ ใบหน้างดงามซีดเผือดลงเล็กน้อย แต่แววตากลับเต็มไปด้วยความซาบซึ้งระคนประหลาดใจ นางไม่เคยถูกใครฉุดกระชากด้วยความห่วงใยเช่นนี้มาก่อนในชีวิตฐานะนางเซียนผู้สูงส่ง "ข้าไม่เป็นไร..." นางกระซิบเสียงแผ่วเบา พร้อมกับสะบัดชายเสื้อเพื่อตั้งสติ "ขอบใจเจ้ามาก... เฟยเทียน" ผมพยักหน้ารับน้อยๆ สายตายังคงไม่ละไปจากแผ่นศิลาเบื้องหลัง "พลังป้องกันของจารึกแผ่นนี้เหนือล้ำกว่าขอบเขตที่มนุษย์จะจินตนาการได้ มันไม่ได้มีไว้ทำร้ายผู้คน... แต่มันกำลัง 'ปกป้อง' ความลับบางอย่างที่ถูกลืมเลือนไปจากหน้าประวัติศาสตร์ยุทธภพ" เราทั้งสองคนค่อยๆ ก้าวเดินเข้าไปใรระยะที่ปลอดภัยอีกครั้ง แสงเรืองรองจากอักษรโบราณบนแผ่นศิลาช่วยขับเน้นให้เห็นข้อความที่สลักไว้ได้อย่างชัดเจน ในฐานะยอดฝีมือที่ศึกษาคัมภีร์โบราณมานับไม่ถ้วน ผมกวาดสายตาอ่านอักษรเหล่านั้นอย่างรวดเร็ว สมองประมวลผลทุกตัวอักษรด้วยความรวดเร็วปานสายฟ้าฟาด และยิ่งอ่าน... หัวใจของผมก็ยิ่งเต้นรัวด้วยความตื่นตระหนก *“ก่อนยุคสมัยแห่งการร่วงหล่นของทวยเทพ... โลกหล้าหาใช่ผืนแผ่นดินเดียวกัน มนุษย์ เซียน และมาร ล้วนเป็นเพียงหมากในกระดานของผู้สร้างที่แท้จริง...”* ผมอ่านออกเสียงเบาๆ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความขบขันและเย้ยหยันในชะตากรรม "หึ... ผู้สร้างที่แท้จริงอย่างนั้นหรือ? ช่างเป็นคำกล่าวอ้างที่น่าขันสิ้นดี!" "อ่านบรรทัดถัดไปสิ..." มู่หรงเซวี่ยเอ่ยขัดขึ้น น้ำเสียงของนางสั่นเครือเล็กน้อย นิ้วเรียวยาวชี้ไปยังส่วนล่างของแผ่นศิลา ซึ่งมีร่องรอยการสลักลึกกว่าส่วนอื่น และถูกปกคลุมด้วยคราบโลหิตแห้งกรังสีดำสนิทที่แม้แต่กาลเวลาก็ไม่อาจลบเลือน ผมหรี่ตาลง ตั้งใจอ่านข้อความในส่วนนั้นอย่างพินิจพิเคราะห์ *“...หากผู้ใดครอบครอง ‘กระบี่วิปลาสประหารเทพ’ และ ‘ดวงวิญญาณเซียนผู้โดดเดี่ยว’ จงจำไว้... การบำเพ็ญเพียรฝืนลิขิตฟ้าดินไม่ใช่หนทางสู่ความเป็นอมตะ แต่มันคือโซ่ตรวนที่ล่ามพวกเจ้าไว้กับคำสาปแห่งการทำลายล้าง ความจริงเบื้องหลังการล่มสลายของยุคบรรพกาล ไม่ใช่สงครามระหว่างเผ่าพันธุ์... แต่เป็นการหักหลังของ ‘ผู้พิทักษ์แห่งสรวงสวรรค์’ ที่ต้องการกลืนกินพลังชีวิตของทุกสรรพสิ่งเพื่อบรรลุวิถีแห่งเต๋าที่สมบูรณ์!”* สิ้นเสียงอ่านของผม บรรยากาศภายในห้องโถงโบราณก็พลันเงียบสงัดลงชั่วขณะ ราวกับกาลเวลาหยุดนิ่ง คำว่า *'กระบี่วิปลาสประหารเทพ'* และ *'วิญญาณเซียนผู้โดดเดี่ยว'* ก้องกังวานอยู่ในห้วงความคิดของผมและมู่หรงเซวี่ยราวกับเสียงระฆังมรณะ นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ... ชื่อวิชาและชะตากรรมของพวกเราถูกระบุไว้ในศิลาจารึกโบราณที่มีอายุขัยมากกว่ายุคปัจจุบันนับแสนปีได้อย่างไร? มู่หรงเซวี่ยหันมามองหน้าผม แววตาสั่นระริกด้วยความตระหนักรู้ "เฟยเทียน... หรือว่าการที่พวกเราถูกตามล่าจากสำนักใหญ่ทั้งเจ็ด และการที่สำนักของข้าต้องล่มสลาย... ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญตั้งแต่แรกแล้ว?" ผมยังไม่ทันได้เอ่ยปากตอบคำถามอันหนักอึ้งนั้น ทันใดนั้นเอง... ผนังศิลาเบื้องหลังแผ่นจารึกก็เกิดรอยร้าวขนาดใหญ่ขึ้น พร้อมกับเสียงคำรามกึกก้องราวกับฟ้าผ่ากลางฤดูร้อน! *โครมมม!* เศษหินนับร้อยชิ้นกระเด็นกระçonไปทั่วทิศทาง แรงกดดันระดับมหาอำนาจที่เหนือล้ำกว่ายอดฝีมือขั้นหลอมรวมวิญญาณนับร้อยเท่า พุ่งทะยานออกมาจากรอยแยกนั้นราวกับคลื่นยักษ์สึนามิ มันกดทับร่างของเราจนเข่าแทบทรุดลงกับพื้น! จากความมืดมิดเบื้องหลังผนังที่พังทลาย เงาร่างหนึ่งก้าวเดินออกมาอย่างเชื่องช้า เสียงฝีเท้ากระทบพื้นหินดัง *ก๊อก... ก๊อก...* ราวกับเสียงเคาะระฆังแห่งความตาย ร่างนั้นสวมชุดคลุมยาวสีเทาเก่าคร่ำคร่า ใบหน้าถูกปกกบิลด้วยหน้ากากสำริดรูปอสูรไร้ตา ทว่ากลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากตัวมัน กลับทำให้เลือดในกายของผมและมู่หรงเซวี่ยแทบจะจับตัวเป็นน้ำแข็งในทันที! "ในที่สุด... ก็มีหนูสกปรกหลงเข้ามาถึงห้องเก็บความลับจนได้สินะ" เสียงแหบพร่าราวกับกระดาษทรายเสียดสีกันดังขึ้นจากใต้หน้ากากอสูร "นึกไม่ถึงว่า ผ่านไปเจ็ดหมื่นปี... จะยังมีคนโง่ที่กล้าอ่านความลับของทวยเทพจนจบกระบวนความ..." ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่าฟันอุปสรรคไปด้วยกันในบทนี้นะครับ
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่วิปลาสประหารเทพ กับวิญญาณเซียนผู้โดดเดี่ยว นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%