"หากแม้นมังกรสวรรค์คิดจะพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินจริง เหตุไฉนจึงต้องใช้คราบงูพิษเน่าเฟะมาซ่อนเร้นกายใต้เงาตระกูลมู่หรงเล่า?"
น้ำเสียงทุ้มต่ำแต่ทรงพลังดังขึ้นท่ามกลางเศษซากปรักหักพังของศาลาริมน้ำ หลี่เฟยเทียนยืนหยัดด้วยลำตัวที่แผ่พุ่งจิตสังหารสีเลือด เขากัดฟันกรอดจนเส้นเลือดที่ขมับปูดโปน แรงกดดันมหาศาลจากร่างในอาภรณ์ทองคำปักลายมังกรสวรรค์ผู้ก้าวออกมาจากรอยแยกมิติ กำลังบดขยี้กระดูกทั่วร่างของเขาให้แหลกสลาย แต่ทว่านัยน์ตาคมกริบกลับมิได้มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย มีเพียงประกายความดุดันดั่งพยัคฆ์หนุ่มที่พร้อมฉีกกระชากศัตรูให้เป็นจุล
เบื้องหน้าของเขานั้น ร่างในอาภรณ์ทองคำหาได้เอ่ยวาจาใดๆ ปลายกระบี่เซียนโบราณในมือสะท้อนแสงวาบ กลิ่นอายความหนาวเหน็บระดับบรรพกาลแผ่ซ่านปกคลุมไปทั่วรัศมีร้อยลี้ ราวกับโลกหล้าทั้งใบกำลังถูกแช่แข็งด้วยอำนาจแห่งทัณฑ์สวรรค์
"ระวัง!"
เสียงหวานกังสดาลแต่เย็นเยียบดุจน้ำแข็งของ มู่หรงเซวี่ย ดังขึ้นพร้อมกับร่างเพรียวระหงที่พุ่งทะยานเข้ามาเคียงข้าง ในมือของนางปรากฏ 'กระบี่บุปผาน้ำแข็ง' ที่ส่องประกายแสงสีครามเจิดจ้า นางตวัดปลายกระบี่วาดเป็นม่านพลังรูปดอกบัวเหมันต์เจ็ดชั้นเพื่อต้านทานแรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวนั้นทันที
เปรี้ยง!
เสียงระเบิดของพลังปราณดังสนั่นหวั่นไหวจนพื้นดินสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น แรงปะทะทำให้เศษหินและเศษไม้กระเด็นว่อนไปทั่วทิศทาง มู่หรงเซวี่ยพ่นโลหิตสีแดงสดออกมาคำโต ใบหน้าอันงดงามที่เคยเย็นชาบัดนี้ซีดเผือดลงถนัดตา แต่แววตาของนางยังคงแน่วแน่และเด็ดเดี่ยว นางปรายตามองบุรุษข้างกายแวบหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่สั่นเครือเล็กน้อย
"พลังนี้... ไม่ใช่ฝีมือของคนนอกสำนักอย่างแน่นอน เจ้าสำนักเฒ่าเคยกล่าวไว้ก่อนสิ้นใจว่า มีเพียงผู้ที่ฝึกฝน 'เคล็ดวิชามังกรกลืนตะวัน' ขั้นสมบูรณ์เท่านั้นจึงจะเปิดประตูมิติเช่นนี้ได้ และในรอบร้อยปีมานี้ มีผู้ที่บรรลุวิชานี้เพียงผู้เดียว..."
หลี่เฟยเทียนหรี่ตาลงอย่างใช้ความคิด ในใจพลุ่งพล่านด้วยเพลิงโทสะที่ถูกจุดประกายขึ้น "มู่หรงหลาง... ผู้อาวุโสใหญ่ผู้ล่วงลับ หรืออาจจะเป็นทายาทสายตรงที่พวกมันซ่อนไว้ในเงามืด"
"ไม่ใช่แค่ทายาทธรรมดา" มู่หรงเซวี่ยสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นอาการบาดเจ็บ ภายในแววตาคู่สวยฉายแววเจ็บปวดและเคียดแค้นสุดซึ้ง "ป้ายหยกประจำตัวที่ตกอยู่ในที่เกิดเหตุเมื่อครู่... เป็นของ 'มู่หรงอี้' ศิษย์พี่ใหญ่ผู้ทรยศ ที่ทุกคนต่างคิดว่าตกหน้าผาดับสูญไปเมื่อสิบปีก่อน!"
ความเงียบงันเข้าปกคลุมชั่วขณะ ท่ามกลางสายลมราตรีที่พัดโชยกลิ่นอายคาวเลือดคละคลุ้ง ศิษย์เก่าในสำนักมู่หรงผู้เคยได้รับการยกย่องว่าเป็นความหวัง กลับกลายเป็นเงาดำมืดที่ชักใยแผนการทำลายล้างสำนักตนเองและแผ่นดินยุทธภพ นี่มิใช่เพียงการแก้แค้นส่วนตัว แต่มันคือการทรยศต่อรากเหง้าและจิตวิญญาณแห่งวิถียุทธ์อย่างแท้จริง
ร่างในอาภรณ์ทองคำบนฟากฟ้าค่อยๆ ยกกระบี่ขึ้นช้าๆ ปลายกระบี่ชี้ตรงมาที่คนทั้งสอง รอยยิ้มเย้ยหยันปรากฏขึ้นภายใต้เงาหมวกคลุมทองคำ "นับว่าเจ้าฉลาดไม่เบา แม่นางเซวี่ย... น่าเสียดายที่ความจริงมักมีราคาที่ต้องจ่ายด้วยชีวิตเสมอ"
สิ้นเสียงนั้น ร่างของมือสังหารลึกลับก็หายวับไปจาก,กลางอากาศ ราวกับภูตผีที่ไร้ร่องรอย!
"ระวังเบื้องบน!" หลี่เฟยเทียนคำรามลั่น ร่างกายระเบิดพลังวิญญาณมารสีดำทมิฬออกมาจนถึงขีดสุด เขากระชากกระบี่วิปลาสในมือตวัดฟันขึ้นสู่ท้องนภาอย่างไร้ความกลัว วิถีกระบี่เปี่ยมด้วยจิตวิญญาณลูกผู้ชายที่ยอมหักไม่ยอมงอ ผสานเข้ากับความดุดันดั่งพยัคฆ์คำราม ทะยานตัดผ่านความมืดมิดอย่างไร้ช่องโหว่
ปัง! เสียงปะทะดังกึกก้องสะท้านฟ้า พลังมารและพลังเซียนปะทะกันจนเกิดเป็นคลื่นกระแทกแผ่ขยายออกเป็นวงกว้าง ทำลายแนวป่ารอบด้านราบเป็นหน้ากลอง หลี่เฟยเทียนกระเด็นถอยหลังไปหลายก้าว เท้าทั้งสองไถลไปกับพื้นดินจนเกิดเป็นทางยาว แต่เขาก็ยังคงยืนหยัดอยู่ได้ด้วยปลายกระบี่ที่ปักยันพื้นไว้
ทว่า ในวินาทีที่ฝุ่นควันจางลง สายตาของหลี่เฟยเทียนและมู่หรงเซวเอกก็ต้องเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง
เบื้องหน้าของพวกเขา มิใช่ร่างของมู่หรงอี้ผู้ทรยศ แต่กลับเป็นศิษย์น้องร่วมสำนักของมู่หรงเซวี่ยผู้ที่เพิ่งหายตัวไปเมื่อสามวันก่อน—นางกำลังยืนถือป้ายหยกโบราณที่อาบย้อมด้วยโลหิต ดวงตาทั้งสองข้างกลายเป็นสีทองก่ำอย่างไร้สติ และที่กลางหน้าผากของนางปรากฏอักขระมารโบราณที่กำลังส่องแสงวาววับ
"ศิษย์... น้องรอง?" มู่หรงเซวี่ยอุทานออกมาด้วยความตกใจระคนร้าวราญใจ มือที่ถือกระบี่สั่นเทาอย่างควบคุมไม่อยู่
ศิษย์น้องรองที่เคยร่วมฝึกวิชาเคียงบ่าเคียงไหล่ บัดนี้กลับถูกชักใยกลายเป็นหุ่นเชิดกระหายเลือด นางส่งเสียงหัวเราะในลำคออย่างแหบพร่า ก่อนจะยกมือขึ้นประสานอินทร์ลับบางอย่าง พลังปราณรอบตัวระเบิดออกอย่างบ้าคลั่ง พร้อมกับเสียงกระซิบที่ดังสะท้อนก้องในโสตประสาทของคนทั้งสอง
"พวกท่าน...มาช้าเกินไป ประตูแห่งมคธถูกเปิดออกแล้ว และผู้ที่จะสังหารสำนักมู่หรงให้ดับสูญ... ก็คือตัวข้าเอง!"
*พยัคฆ์ขาวคำราม*
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่าฟันมรสุมยุทธภพเคียงบ่าเคียงไหล่กันมา ณ ที่นี้ด้วยนะครับ
กระบี่วิปลาสประหารเทพ กับวิญญาณเซียนผู้โดดเดี่ยว•ตอนที่ 13
ร่องรอยของผู้บงการ
ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่วิปลาสประหารเทพ กับวิญญาณเซียนผู้โดดเดี่ยว นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!