"หากก้าวล่วงเข้าไปอีกเพียงครึ่งก้าว ศีรษะบนบ่าของพวกเจ้าจะมิใช่ของพวกเจ้าอีกต่อไป"
น้ำเสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงคำรามของพยัคฆ์หนุ่มดังขึ้น ท่ามกลางความเงียบงันอันน่าสะพรึงกลัวของราตรีไร้ดาว เงาร่างหนึ่งในชุดยาวสีดำสนิทปักลายเมฆาโลหิตยืนหยัดตระหง่านอยู่บนคานไม้ของป้อมปราการตระกูลหลิน ป้อมปราการเหล็กกล้าที่ขึ้นชื่อว่าไร้ผู้ต่อต้านแห่งนี้ บัดนี้กลับถูกรายล้อมด้วยไอสังหารที่แผ่พุ่งออกมาจากร่างของหลี่เฟยเทียนเพียงผู้เดียว
เบื้องล่างของเขา เหล่ายอดฝีมือคุ้มกันป้อมนับร้อยชีวิตต่างกุมด้ามกระบี่แน่น ฝ่ามือชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อกาฬ ความกดดันจากลมปราณมารที่หลี่เฟยเทียนปลดปล่อยออกมานั้น หนักหน่วงราวกับภูเขาไท่ซานกดทับลงบนแผ่นอก ต่อให้พวกมันเป็นมือสังหารผู้ผ่านสมรภูมิมาโชกโชนเพียงใด แต่เมื่อเผชิญหน้ากับบุรุษผู้ครอบครองวิชามารที่แท้จริงและวิถีกระบี่อันไร้ความปรานี ย่อมไม่อาจข่มขวัญความหวาดกลัวในก้นบึ้งจิตใจได้
หลี่เฟยเทียนหรี่ตาลงเล็กน้อย แววตาคมกริบดั่งใบกระบี่กวาดมองเอกสารลับที่ซุกซ่อนอยู่บนโต๊ะไม้จันทน์หอมเบื้องล่าง ข้อมูลเกี่ยวกับการค้าขายอาวุธเถื่อนและรายชื่อสายลับในสำนักคุณธรรมถูกบันทึกไว้อย่างครบถ้วน สิ่งนี้คือเป้าหมายเดียวที่ทำให้เขายอมเสี่ยงตายบุกเดี่ยวเข้าสู่รังเสือแห่งนี้
*ช้ง!*
เสียงเหล็กกระทบกันเบื้องหลังดังขึ้นพร้อมกับเงาร่างสีขาวบริสุทธิ์ที่ร่อนลงมาดุจขนนก มู่หรงเซวี่ยยืนอยู่เคียงข้างเขาบนคานไม้สูง นางปราศจากร่องรอยความตื่นตระหนก ใบหน้างามล้ำเลิศไร้ที่ติเย็นชาดุจน้ำแข็งแกะสลัก ดวงตาคู่งามกวาดมองกองกำลังเบื้องล่างด้วยความรู้สึกสมเพชเวทนา ไอปราณเย็นเยียบแผ่ซ่านออกจากร่างของนางจนหยาดน้ำค้างบนหลังคากลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งสีขาวโพลนในพริบตา
"เฟยเทียน เวลาเหลือน้อยแล้ว" เสียงหวานใสแต่เย็นเยียบราศีกระซิบจากยมโลกดังขึ้น นางเอ่ยเตือนสติสหายร่วมทาง "ผู้นำตระกูลหลินกำลังเคลื่อนพลกองกำลังสำรองมาทางนี้ หากเรายังมัวแต่เล่นสนุกกับพวกมดปลวกเหล่านี้ เกรงว่าค่ายกลปิดฟ้าสลับดินจะทำงานเสียก่อน"
"วางใจเถอะเซวี่ยเอ๋อร์ สำหรับข้าแล้ว การกวาดล้างสวะเหล่านี้... ใช้เวลาไม่เกินหนึ่งก้านธูปหรอกครับ"
หลี่เฟยเทียนแย้มยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยความทะนงตนและเย้ยหยันฟ้าดิน ทันใดนั้นกระบี่วิปลาสในฝักก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง มันส่งเสียงร้องครางฮือราวกับกระหายเลือดเนื้อของเหล่าศัตรู พลังปราณสีดำทมิฬพวยพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า แหวกมฆาหนาทึบจนจันทร์เพ็ญสาดแสงสีเลือดอาบไล้ทั่วบริเวณป้อมปราการ
"ฆ่ามัน!" เสียงคำรามสั่งตายดังลั่นจากหัวหน้าองครักษ์ตระกูลหลิน
สิ้นเสียงนั้น เหล่ายอดฝีมือร้อยชีวิตก็พุ่งทะยานขึ้นมาพร้อมกันราวกับฝูงตั๊กแตนปะทะสายลม ประกายกระบี่นับร้อยสายถักทอเป็นตาข่ายเพลิงและคมดาบที่พร้อมจะฉีกกระชากเป้าหมายให้เป็นจุล ทว่า หลี่เฟยเทียนมิได้ขยับเขยื้อนถอยหลังแม้แต่เพียงองคุลีเดียว
เขาก้าวเท้าออกไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ร่างกายหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับวิถีกระบี่อันโดดเดี่ยว
*ย้ากกกก!*
กระบี่วิปลาสถูกชักออกจากฝักอย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ ประกายแสงสีดำสนิทตัดผ่านความมืดมิดราวกับรอยแยกแห่งความตาย คลื่นกระบี่ที่ระเบิดออกมามิได้มีเพียงความเกรี้ยวกราด แต่แฝงไว้ด้วยสัจธรรมแห่งการหลุดพ้นและการทำลายล้าง คลื่นพลังปราณกวาดกวาดซัดร่างของยอดฝีมือแถวหน้ากระเด็นกระดอนราวกับใบไม้ปลิดปลิว โลหิตสาดกระเซ็นย้อมผืนปฐพีเบื้องล่างให้กลายเป็นสีชาดในชั่วพริบตา
มู่หรงเซวี่ยขยับกายอย่างงดงามไร้ที่ติ นิ้วเรียวยาวดีดกระบี่เบาๆ สกัดกั้นเส้นทางหนีของศัตรูที่หลุดรอดจากวงล้อมของหลี่เฟยเทียน นางเคลื่อนไหวราวกับการร่ายรำท่ามกลางหิมะโปรยปราย ทว่าทุกย่างก้าวกลับคร่า ุมชีวิตของศัตรูได้อย่างเลือดเย็น เคมีระหว่างจอมยุทธ์ผู้ทะนงตนและนางเซียนผู้เย็นชาช่างเข้าขาและทรงพลังยิ่งนัก ราวกับพายุหมุนและเหมันต์นิรันดร์ที่ผสานกันเพื่อทำลายล้างทุกสิ่งที่ขวางทาง
ผ่านไปเพียงชั่วอึดใจ ความโกลาหลทั้งหมดก็กลับคืนสู่ความสงบเงียบ
หลี่เฟยเทียนยืนหอบหายใจเล็กน้อย เม็ดเหงื่อผุดพรายบนหน้าผาก แต่นัยน์ตายังคงเปล่งประกายความห้าวหาญ เขาเก็บกระบี่เข้าฝักอย่างเชื่องช้า ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบม้วนคัมภีร์ลับของตระกูลหลินขึ้นมาเปิดดูผ่านๆ
"ได้ข้อมูลครบถ้วนแล้วครับ" หลี่เฟยเทียนกล่าวพรางหันไปสบตากับมู่หรงเซวี่ย "เรื่องราวเบื้องหลังการล่มสลายของสำนักท่าน... มีความเกี่ยวข้องกับราชสำนักและพรรคมารโลหิตจริงๆ ด้วย"
มู่หรงเซวี่ยรับม้วนคัมภีร์มาถือไว้ นิ้วมือของนางสั่นเทาเล็กน้อย ความแค้นฝังลึกที่ถูกกดทับไว้หลายปีปะทุขึ้นในแววตาคู่สวย ทว่าก่อนที่นางจะได้เอ่ยวาจาใดๆ ออกมา บรรยากาศรอบกายก็พลันแปรเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน
*ตึง! ตึง! ตึง!*
พื้นดินใต้ฝ่าเท้าสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นราวกับเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ เสียงระฆังโบราณจากยอดหอคอยลับของป้อมปราการดังขึ้นกังวานสามครั้งติดๆ กัน เป็นสัญญาณเตือนภัยระดับสูงสุดที่ตระกูลหลินไม่เคยใช้มานานนับร้อยปี
หลี่เฟยเทียนขมวดคิ้วแน่น สัญชาตญาณนักสู้ร้องเตือนภัยอย่างบ้าคลั่ง เขารีบคว้าแขนของมู่หรงเซวี่ยถอยหลังทันที
แต่ทว่า... รอบกายของพวกเขากลับถูกล้อมรอบด้วยม่านพลังสีทองอร่ามที่ผุดขึ้นมาจากพื้นดิน อักขระโบราณนับพันตัวลอยเคว้งคว้างอยู่กลางอากาศ ปิดกั้นเส้นทางหนีทีไล่ทั้งหมดอย่างสมบูรณ์แบบ
และ ณ จุดกึ่งกลางของม่านพลังนั้น เงาร่างหนึ่งในชุดคลุมสีทองขาดวิ่นกำลังก้าวเดินออกมาจากความมืด ใบหน้าของมันเหี่ยวย่นราวกับซากไม้แห้ง แต่ดวงตากลับเปล่งประกายแสงสีทองเจิดจ้าดั่งอสูรกาย
"คิดว่าจะเข้ามาแล้วออกไปได้ง่ายๆ งั้นหรือ... เจ้าหนูตระกูลหลี่" เสียงแหบแห้งราวกระดาษทรายเสียดสีกันดังขึ้น พร้อมกับแรงกดดันระดับขอบเขตหลอมรวมวิญญาณขั้นสมบูรณ์ที่กดทับลงมาจนหลี่เฟยเทียนกระอักเลือดคำโตออกมาสดๆ ร้อนๆ
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่าฟันมรสุมยุทธภพเคียงบ่าเคียงไหล่กันมา ณ ที่นี้ด้วยนะครับ
กระบี่วิปลาสประหารเทพ กับวิญญาณเซียนผู้โดดเดี่ยว•ตอนที่ 14
พายุกระบี่ที่ป้อมปราการ
ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่วิปลาสประหารเทพ กับวิญญาณเซียนผู้โดดเดี่ยว นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!