ตูมมมม!
แรงระเบิดสะท้านฟ้ากวาดเอาเศษศิลาอัคนีและค่ายกลโลหิตนับพันชิ้นให้แหลกสลายกลายเป็นผุยผง เปลวเพลิงสีชาดพวยพุ่งทะยานขึ้นสู่ห้วงนภาดุจพญามังกรคลั่งที่หลุดพ้นจากพันธนาการ แรงดันอากาศมหาศาลแผ่ขยายออกเป็นคลื่นกระแทกวงกว้าง บดขยี้ทุกสิ่งในรัศมีร้อยลี้ให้ราบเป็นหน้ากลอง ป้อมปราการมารทมิฬที่ตั้งตระหง่านมานับร้อยปีบัดนี้เหลือเพียงหลุมลึกมหึมาคุกรุ่นด้วยควันพิษและกลิ่นไอความตาย
ทว่า ท่ามกลางมหันตภัยแห่งการทำลายล้างนั้น ร่างสองร่างยังคงทะยานฝ่าม่านเพลิงออกมาดุจสายฟ้าฟาด
หลี่เฟยเทียนกัดฟันกรอด กระอักลิ่มเลือดสีเข้มออกมาคำโต พลังปราณมารในตันtian (ตันเถียน) ปั่นป่วนจนแทบจะฉีกร่างของเขาออกเป็นเสี่ยงๆ แขนเสื้อด้านขวาขาดวิ่นจนเห็นรอยแผลไหม้เกรียมจากเพลิงอัคคีทมิฬ แต่ทว่ามือข้างนั้นยังคงโอบประคองร่างบางอันเยือกเย็นของมู่หรงเซวี่ยเอาไว้แน่นไม่ยอมปล่อย
"อดทนไว้นะครับ... อีกนิดเดียวเราจะพ้นเขตกั้นนี้แล้ว" หลี่เฟยเทียนส่งเสียงคำรามผ่านลำคอ ดวงตาคมกริบสีนิลฉายแววดุดันดุจพยัคฆ์หนุ่มที่กำลังแบกชะตากรรมของโลกหล้า เขาทุ่มเทพลังลมปราณเฮือกสุดท้ายกระตุ้น "วิชาตัวเบาเก้าขั้นฟ้า" พร่างพรายเป็นเงาร่างนับร้อยสายพุ่งทะยานสู่ทิศเหนือ
เบื้องหลังของพวกเขามีเพียงความว่างเปล่าและซากปรักหักพัง
มู่หรงเซวี่ยซบพักตร์ลงกับลาดไหล่กว้างที่ชุ่มโชกด้วยเหงื่อและโลหิต กลิ่นอายบุรุษที่ผสมผสานกับกลิ่นคาวเลือดทำให้หัวใจที่เคยเยือกเย็นดุจน้ำแข็งนับพันปีของนางเกิดรอยร้าวขึ้นอย่างห้ามไม่ได้ นางสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นที่แผ่ซ่านออกมาจากแผ่นอกของเขา ความอบอุ่นที่พร้อมจะปกป้องนางจากภัยพิบัติทั่วหล้า แม้ว่าตัวเขาเองจะบาดเจ็บปางตายอยู่รำไรร
"ท่าน... ทำไมต้องเอาชีวิตมาเสี่ยงเพื่อข้า..." น้ำเสียงของนางราบเรียบดั่งเคย แต่สั่นเครือเล็กน้อยจนแทบสังเกตไม่เห็น
"เพราะท่านคือมู่หรงเซวี่ย... และข้าคือหลี่เฟยเทียน" หลี่เฟยเทียนตอบกลับด้วยรอยยิ้มหยันที่มุมปาก ดวงตาเป็นประกายคมกล้าท่ามกลางลมหนาว "ในเมื่อเส้นทางบำเพ็ญเพียรนี้มันโดดเดี่ยวและโหดร้ายนัก มีสตรีเยือกเย็นเช่นท่านร่วมทางถมถุยเย้ยหยันฟ้าดินเล่นสักครา จะเป็นไรไปเล่า!"
วาจานี้หนักแน่นดุจขุนเขา ไร้ความเกรงกลัวต่อกฎเกณฑ์สวรรค์ใดๆ ทั้งสิ้น
ทั้งสองพุ่งทะยานลัดเลาะผ่านเทือกเขาสูงชันแดนเหนือ ลมหนาวพัดโชยราวกับคมมีดบาดเนื้อหนัง บรรยากาศรอบกายถูกปกคลุมด้วยหิมะขาวโพลนสุดลูกหูลูกตา ที่นี่คือ "เขตแดนรกร้างบูรพา" ดินแดนรอยต่อระหว่างยุทธภพฝ่ายธรรมะและอธรรมที่ขึ้นชื่อเรื่องความโหดร้าย ทว่าในยามนี้ มันกลับกลายเป็นสถานที่หลบภัยแห่งเดียวที่พวกเขาสามารถใช้พักฟื้นลมปราณได้
หลี่เฟยเทียนร่อนลงสู่ถ้ำน้ำแข็งธรรมชาติแห่งหนึ่งอย่างแผ่วเบา ก่อนที่เข่าทั้งสองข้างจะทรุดฮวบลงกับพื้นหิมะ กระอักเลือดคำโตออกมาอีกครั้ง ร่างกายของเขามาถึงขีดจำกัดแล้ว พิษโลหิตจากค่ายกลมารเมื่อครู่กำลังกัดกินเส้นชีพจรทีละน้อย
"เฟยเทียน!" มู่หรงเซวี่ยรีบประคองร่างของเขาไว้ ดวงตางามคู่คริสตัลฉายแววตื่นตระหนกเป็นครั้งแรก นางรีบโคจรพลังปราณเหมันต์บริสุทธิ์ถ่ายเทเข้าไปในแผ่นหลังของเขาเพื่อกดจุดสกัดพิษ
ปลายนิ้วเรียวงามสั่นเทาราวกับต้องลมหนาว ไอเย็นบริสุทธิ์แผ่ซ่านเข้าประสานกับพลังมารที่ดุร้ายในร่างของหลี่เฟยเทียน แม้ทั้งสองขั้วพลังจะต่อต้านกันอย่างรุนแรงจนเกิดเสียงดัง "ฉี่ๆ" ราวกับน้ำราดเหล็กหลอม แต่มู่หรงเซวี่ยก็กัดฟันอดทน นางยอมใช้พลังชีวิตของตนเองเป็นสะพานเชื่อมเพื่อยื้อชีวิตบุรุษผู้โง่เขลาแต่จริงใจผู้นี้ไว้
"อย่า... อย่าฝืนพลังของท่านเลยเซวี่ยเอ๋อร์" หลี่เฟยเทียนจับมือเรียวที่ทาบอยู่บนแผ่นหลังของเขาไว้ ฝ่ามือของเขาร้อนผ่าวราวกับเตาหลอม ส่วนฝ่ามือของนางเย็นเฉียบราวกับหิมะพันปี การหลอมรวมของหยินและหยางกระตุ้นให้เกิดกระแสพลังแปลกประหลาดหมุนวนรอบตัวพวกเขาทั้งสอง
บรรยากาศภายในถ้ำเงียบสงัด มีเพียงเสียงลมหายใจหอบกระชั้นและเสียงลมหนาวที่พัดหวีดหวิวอยู่ภายนอก
หลี่เฟยเทียนเงยหน้าขึ้นมองสตรีตรงหน้า แสงสลัวจากหิมะสะท้อนใบหน้างามล้ำเลิศที่ซีดเซียวแต่น่าหลงใหล เส้นผมสีดำสนิทล้อมกรอบใบหน้าเรียวเล็ก ริมฝีปากบางเฉียบที่เคยเยชาบัดนี้เม้มเข้าหากันแน่นเพื่ออดกลั้นความเจ็บปวด ความงดงามที่ตัดขาดจากทางโลกนี้ทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะยื่นมือไปเกลี่ยปอยผมที่เปียกชื้นเหงื่อออกจากหน้าผากของนางอย่างแผ่วเบา
"ข้าไม่เป็นไร..." หลี่เฟยเทียนกล่าวเสียงแหบพร่า รอยยิ้มอบอุ่นปรากฏขึ้นบนใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยเลือด "ข้าแค่คิดว่า... หากพวกเราต้องตายที่นี่จริงๆ ข้าก็ไม่เสียใจเลยสักนิด"
"ท่านพูดเพ้อเจ้ออะไร..." มู่หรงเซวี่ยหลบสายตา ความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่างตีตื้นขึ้นมาในอก นางผู้ซึ่งถูกฝึกฝนให้ตัดขาดจากกิเลสและอารมณ์ทั้งปวงเพื่อสืบทอดวิชาของสำนัก เหตุใดจึงรู้สึกเจ็บปวดแปลกๆ เมื่อได้ยินคำว่า "ตาย" จากปากของบุรุษผู้นี้
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังลึกซึ้งและอบอวลด้วยความผูกพันอันยากจะอธิบายนั้นเอง
ครืนนน!
พื้นถ้ำน้ำแข็งกลับสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง หินงอกหินย้อยสีขาวบริสุทธิ์ร่วงหล่นลงมาแตกกระจาย เสียงคำรามต่ำทุ้มราวกับเสียงคำรามของอสูรกายโบราณดังสะท้อนมาจากส่วนลึกของถ้ำ ม่านพลังปราณธรรมชาติที่ปกป้องปากถ้ำอยู่ถูกทำลายลงในพริบตา
หลี่เฟยเทียนหรี่ตาลงทันที สัญชาตญาณนักฆ่าและยอดฝีมือพเนจรกรีดร้องเตือนภัยอย่างบ้าคลั่ง เขารวบรวมพลังปราณที่เหลืออยู่ไม่ถึงสามส่วน ดีดตัวลุกขึ้นยืนบังร่างของมู่หรงเซวี่ยไว้เบื้องหลัง พร้อมกับสะบัดมือเรียกกระบี่วิปลาสสีนิลกาฬออกมาถือไว้ในมือ ใบกระบี่ส่งเสียงร้องคำรามก้องราวกับกระหายเลือด
"ใครกัน!" หลี่เฟยเทียนตะโกนก้อง เสียงสะท้อนดังก้องไปทั่วถ้ำลึก
ความมืดมิดเบื้องหน้าค่อยๆ แตกออกเป็นเสี่ยงๆ พร้อมกับไอสังหารสีทองอร่ามที่ทรงพลังกดดันจนอากาศรอบกายกลายเป็นสุญญากาศ เงาร่างหนึ่งก้าวเดินออกมาจากความมืดทีละก้าวอย่างเชื่องช้า แต่มั่นคงดุจขุนเขาไท่ซาน
บุคคลผู้นั้นสวมชุดคลุมยาวสีทองปักลายพยัคฆ์เหินหาว ใบหน้าสวมหน้ากากเงินครึ่งซีกเผยให้เห็นรอยยิ้มเยียบเย็นที่มุมปาก และที่สำคัญที่สุด... บนหน้าอกของมันปักสัญลักษณ์ "หอคอยบรรพกาลเจ็ดชั้น" ซึ่งเป็นขุมกำลังอันดับหนึ่งแห่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่แม้แต่สำนักใหญ่ทั้งเก้ายังต้องก้มหัวให้!
"นึกไม่ถึงเลยว่า... ยอดฝีมือผู้ใช้วิชามารที่ทางการตามล่า จะมาหลบหัวซุกหัวซุนอยู่ในรูหนูเช่นนี้เอง หลี่เฟยเทียน... หรือข้าควรจะเรียกว่า 'ทายาทคนสุดท้ายของราชวงศ์มาร' ดีล่ะ?"
น้ำเสียงเย้ยหยันดังขึ้น พร้อมกับแรงกดดันระดับขอบเขตหลอมรวมวิญญาณขั้นสมบูรณ์ที่แผ่พุ่งเข้ากดทับจนกระดูกทั่วร่างของหลี่เฟยเทียนส่งเสียงลั่นกรอบ!
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่าฟันมรสุมยุทธภพเคียงบ่าเคียงไหล่กันมา ณ ที่นี้นะครับ
กระบี่วิปลาสประหารเทพ กับวิญญาณเซียนผู้โดดเดี่ยว•ตอนที่ 15
หลบหนีสู่แดนเหนือ
ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่วิปลาสประหารเทพ กับวิญญาณเซียนผู้โดดเดี่ยว นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!