ความเงียบงันยามวิกาลภายในโรงเตี๊ยมร้างนอกเขตแดนอู่ตang หาใช่ความสงบสุขที่แท้จริงไม่ หากแต่เป็นความเงียบสงบก่อนพายุโลหิตจะโหมกระหน่ำ กลิ่นอายความอับชื้นของหยาดฝนที่ตกค้างเมื่อยามเย็นผสมผสานเข้ากับกลิ่นคาวเลือดจางๆ ที่ลอยมาตามสายลมราตรี บ่งบอกชัดเจนว่าสถานที่แห่งนี้มิได้มีเพียงพวกเขาสองคนหลบภัยอยู่เท่านั้น
หลี่เฟยเทียนนั่งขัดสมาธิอยู่บนกองฟางแห้งในมุมมืดของห้องโถงใหญ่ ดวงตาทั้งคู่ปิดสนิท โคจรเคล็ดวิชามารกลืนสวรรค์เพื่อขับพิษโลหิตที่ตกค้างจากการปะทะเมื่อวันก่อน เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายขึ้นตามไรผม ใบหน้าคมคายซีดเผือดลงเล็กน้อย ภายในตันเถียนของเขาราวกับมีคลื่นเพลิงมารแผดเผาความเจ็บปวดเสียดแท่น ทว่าสีหน้าของเขากลับยังคงเรียบเฉยราਤรูปสลักหิน ทะนงองอาจไม่ยอมก้มหัวให้ความเจ็บปวดใดๆ
เบื้องหน้าเขาไม่ไกลนัก มู่หรงเซวี่ยยืนพิงเสาไม้เก่าคร่ำคร่า นางอยู่ในชุดคลุมยาวสีขาวบริสุทธิ์ตัดกับความมืดมิดรอบกาย ร่างระหงแผ่ไอเย็นเยียบดุจน้ำแข็งพันปีออกมาจางๆ กระบี่วิหคเหมันต์ถูกวางพาดไว้บนตักเรียวเรียบร้อย ดวงตางามลึกล้ำราวกับห้วงดาราจับจ้องอยู่ที่ประตูไม้ผุพังที่ปิดสนิท
"เจ้ากำลังกังวลเรื่องอันใดหรือ..." เสียงทุ้มต่ำของหลี่เฟยเทียนดังขึ้นแผ่วเบาโดยที่เปลือกตาไม่ขยับ
มู่หรงเซวี่ยไม่หันกลับไปมอง นางเพียงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยเย็นชาไร้คลื่นอารมณ์ "ความเงียบในยามนี้ ผิดปกติเกินไป... นกกาที่ควรจะเกาะกิ่งไม้ต่างบินหนีเตลิด แม้แต่เสียงจิ้งหรีดก็ขาดหายไปอย่างไร้สาเหตุ นี่มิใช่ความเงียบของธรรมชาติ หลี่เฟยเทียน ปราณสังหารรอบตัวเราหนาแน่นขึ้นทุกขณะ"
สิ้นคำพูดของนาง บรรยากาศภายในโรงเตี๊ยมก็แปรเปลี่ยนเป็นเยียบเย็นเสียดกระดูกทันที!
*เปรี้ยง!*
หน้าต่างไม้ผุกร่อนด้านทิศเหนือระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ เศษไม้ปลิวว่อนคละคลุ้ง พร้อมกับเงาดำสายหนึ่งที่พุ่งวาบเข้ามาด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบ มันไร้ซึ่งเสียงฝีเท้า ไร้ซึ่งลมหายใจ มีเพียงประกายแสงสีเขียวมรกตวาวโรจน์จากคมมีดสั้นที่พุ่งตรงไปยังจุดกึ่งกลางหน้าอกของหลี่เฟยเทียนอย่างไร้ความปรานี!
นี่คือวิชา "เงาดาราผ่าวิญญาณ" ของมือสังหารแห่งสำนักเงาทมิฬ ผู้ขึ้นชื่อเรื่องการลอบสังหารผู้ฝึกตนในขอบเขตหลอมรวมลมปราณมานักต่อนัก การลงมือรวดเร็วดุจพายุหมุนและเหี้ยมเกรียมไร้ช่องโหว่
ทว่า หลี่เฟยเทียนหาได้ตื่นตระหนกไม่ แม้ในยามที่ลมปราณในร่างกายกำลังปั่นป่วนจากการขับพิษ
ดวงตาคมกริบเบิกโพลงขึ้นทันที ประกายแสงสีแดงฉานวับวาวดุจดั่งสัตว์ป่ากระหายเลือดสะท้อนอยู่ในความมืด เขาไม่แม้แต่จะขยับกายลุกขึ้นยืน เพียงแค่สะบัดแขนเสื้อวูบหนึ่ง คลื่นพลังมารสีดำสนิทก็แผ่พุ่งออกไปปะทะกับคมมีดสั้นนั้นอย่างจัง!
*เคร้ง!*
ประกายไฟสارتกระฉูดสว่างวาบไปทั่วห้องโถง ร่างของเงาดำสะท้อนถอยหลังไปสามก้าวอย่างคาดไม่ถึง มันส่งเสียงอุทานด้วยความตกใจ "เจ้า... พิษโลหิตสวรรค์ยังไม่สลาย เหตุใดพลังปราณของเจ้าจึงยังแกร่งกล้าถึงเพียงนี้!"
"คิดจะเอาชีวิตข้า เจ้ายังอ่อนหัดเกินไปสามร้อยปี" หลี่เฟยเทียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเยียบเย็น ทว่าในวินาทีนั้นเอง สายตากลับเหลือบไปเห็นบางสิ่งนอกหน้าต่างที่แตกละเอียด
ไม่ใช่มีเพียงคนเดียว... เงาดำนับสิบสายปรากฏขึ้นบนหลังคาและรายล้อมรอบตัวอาคาร พวกมันล้วนสวมชุดดำสนิท ใบหน้าสวมหน้ากากอสูรโลหิต แผ่กลิ่นอายสังหารอันเข้มข้นออกมาราวกับยมทูตจากขุมนรก
มู่หรงเซวี่ยแค่นเสียงเย็นชาออกมาคำหนึ่ง นางไม่รอช้า ร่างบางสะบัดวูบราศรัยหงส์รำพัน กระบี่วิหคเหมันต์ในมือถูกชักออกจากฝักอย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ แสงสีฟ้าครามเจิดจ้าสาดส่องขับไล่ความมืดมิดภายในโรงเตี๊ยมให้สว่างวาบราวกับเวลากลางวัน ไอเย็นยะเยือกแผ่ขยายปกคลุมพื้นดินจนกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งสีขาวโพลนในชั่วพริบตา
"บังอาจนัก บังCก1าญคิดลงมือต่อหน้าเรา รนหาที่ตาย!" นางกล่าวด้วยน้ำเสียงดุดัน ทว่าไพเราะกังวาน กระบี่ในมือวาดออกเป็นวงโค้ง งطดงามดุจดอกบัวเหมันต์เบ่งบานกลางพายุหิมะ
*ฉัวะ!*
คมกระบี่เฉียดผ่านร่างของมือสังหารที่อยู่ใกล้ที่สุดอย่างแม่นยำ เลือดสีแดงสดสาดกระเซ็นกระทบกับผนังไม้สีดำ เกิดเป็นภาพความงามอันน่าสะพรึงกลัว มือสังหารผู้นั้นยังไม่ทันได้กรีดร้อง ร่างกายก็แข็งเกลือกลายสภาพเป็นรูปปั้นน้ำแข็งและแตกสลายกลายเป็นผุยผงไปในพริบตาเดียว!
วิชากระบี่เหมันต์สวรรค์ของสำนักหมื่นบุปผา เมื่ออยู่ในมือของมู่หรงเซวี่ย ยิ่งแสดงอานุภาพสะท้านฟ้าดิน นางเปรียบเสมือนเทพธิดาน้ำแข็งผู้ลงมาพิพากษาเหล่าวิญญาณบาป ทว่าความดุเดือดของการต่อสู้เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น
กลุ่มมือสังหารภายนอกเห็นพรรคพวกถูกสังหารในกระบวนท่าเดียว พวกมันหาได้ถอยหนีไม่ กลับส่งเสียงคำรามประสานกันก้องฟ้า ปราณสังหารระเบิดออกพร้อมเพรียงกันจนอาคารไม้ทั้งหลังสั่นสะเทือน โซ่ตรวนเหล็กนับไม่ถ้วนพุ่งทะลุผนังเข้ามาพันธนาการร่างของหลี่เฟยเทียนและมู่หรงเซวี่ยเอาไว้จากทุกทิศทุกทาง
หลี่เฟยเทียนหรี่ตาลงเล็กน้อย เขาÛัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันตรายที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังการลอบสังหารครั้งนี้ นี่มิใช่การลอบสังหารของมือสังหารรับจ้างทั่วไป หากแต่มันคือ "ค่ายกลสังหารโลหิต" ที่ถูกเตรียมการมาเป็นอย่างดีเพื่อกำจัดพวกเขาโดยเฉพาะ!
มือหนายื่นออกไปคว้าด้ามกระบี่วิปลาสที่ปักอยู่ข้างกาย ปราณมารสายสีดำสายใหญ่ทะยานออกจากฝ่ามือเข้าผสานกับตัวกระบี่จนเกิดเสียงคำรามดุจพยัคฆ์โกรธเกรี้ยว เขากำลังจะทะยานร่างพังสลายค่ายกลนี้ให้สิ้นซากในกระบวนท่าเดียว
ทว่า ในเสี้ยววินาทีที่คมกระบี่หลุดออกจากฝักได้ครึ่งนิ้ว เสียงฝีเท้าหนักหน่วงปริศนาก็ดังขึ้นที่เบื้องหน้าประตูใหญ่...
เป็นเสียงฝีเท้าที่เยือกเย็นและทรงพลังยิ่งนัก ทุกก้าวที่เหยียบลงมาทำให้พื้นดินสะเทือนเลื่อนลั่นราวกับแผ่นดินไหว และที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดคือ กลิ่นอายพลังปราณที่แผ่ออกมาจากผู้มาเยือนใหม่ผู้นี้ อยู่ใน "ขอบเขตผันแปรวิญญาณ" ขั้นสูง ซึ่งเหนือกว่าหลี่เฟยเทียนในยามนี้ถึงสองขอบเขตใหญ่!
ประตูไม้ผุพังถูกพลังปราณอันไร้เทียมทานกระแทกจนกระเด็นหายไปในพริบตา เผยให้เห็นร่างสูงใหญ่ในชุดคลุมสีทองปักลายพยัคฆ์เหินเวหา ใบหน้าสวมหน้ากากครึ่งซีก ดวงตาคมปลาบดุจเหยี่ยวจ้องมองมาที่พวกเขาทั้งสองด้วยรอยยิ้มเย้ยหยัน
"หลี่เฟยเทียน... มู่หรงเซวี่ย... ข้าตามหาพวกเจ้ามานานนัก และในที่สุด เหยื่อทั้งสองก็มาติดกับดักด้วยตนเอง..."
— ขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางในวิถีกระบี่อันโดดเดี่ยวนี้ด้วยกันนะครับ —
— พยัคฆ์ขาวคำราม —
กระบี่วิปลาสประหารเทพ กับวิญญาณเซียนผู้โดดเดี่ยว•ตอนที่ 5
คืนหลอนในโรงเตี๊ยมร้าง
ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่วิปลาสประหารเทพ กับวิญญาณเซียนผู้โดดเดี่ยว นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!