กระบี่วิปลาสประหารเทพ กับวิญญาณเซียนผู้โดดเดี่ยว•ตอนที่ 6

กลิ่นอายมารในร่างมนุษย์

ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
กลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งในโรงเตี๊ยมร้างแห่งเมืองชายแดน ยังไม่เข้มข้นเท่าความอึดอัดที่ก่อตัวขึ้นระหว่างคนทั้งสองในยามวิกาล หลี่เฟยเทียนนั่งไขว่ห้างอยู่บนตั่งไม้ผุพัง นิ้วมือเรียวยาวข้างหนึ่งกำลังเคาะเบาๆ ลงบนด้ามกระบี่วิปลาสที่วางอยู่ข้างกาย ทุกจังหวะการเคาะราวกับเสียงนาฬิกาแห่งความตายที่นับถอยหลัง ทว่าดวงตาคมกริบกลับหรี่ลงเล็กน้อยเพื่อซ่อนประกายแสงสีดำสนิทที่เพิ่งวาบผ่านนัยน์ตาไปชั่วพริบตา เมื่อครู่... เขารabรู้ได้ถึงความผิดปกติในเส้นชีพจร ปราณมารที่หลับใหลอยู่ก้นบึ้งจิตวิญญาณกำลังตื่นตัวขึ้นราวกับสัตว์ป่าที่ได้กลิ่นอายเหยื่อ มันกระหายความรุนแรง มันต้องการการปลดปล่อย เบื้องหน้าเขาห่างออกไปเพียงสามก้าว มู่หรงเซวี่ยยืนนิ่งสงบดั่งรูปสลักน้ำแข็ง แสงจันทร์ที่สาดส่องผ่านช่องหน้าต่างผุพังอาบไล้เรือนร่างระหงของนางให้ดูราวกับเซียนสาวผู้สูงส่งหลุดลอยมาจากสรวงสวรรค์ ทว่าแววตาคู่คมของนางในยามนี้ ไม่มีร่องรอยของความอ่อนโยนหลงเหลืออยู่เลย มีเพียงความเย็นชาที่เฉียบคมราวกับคมกระบี่ในฝัก และความระแวงสงสัยที่กำลังแผดเผาอยู่ภายใน "เจ้าซ่อนอะไรไว้กันแน่, หลี่เฟยเทียน?" เสียงหวานใสดังก้องขึ้น ทำลายความเงียบงันในยามราตรี มันเป็นน้ำเสียงที่ราบเรียบไร้คลื่นอารมณ์ แต่กลับทรงพลังกดดันจนทำให้อากาศรอบกายแทบจะแข็งตัว นางก้าวเข้ามาใกล้ทีละก้าวอย่างเชื่องช้า ทุกย่างก้าวไร้ซึ่งซุ่มเสียงราวกับภูตผี ทว่าสัญชาตญาณของยอดฝีมือบอกเขาว่า นางกำลังเตรียมพร้อมที่จะชักกระบี่หิมะโปรยออกมารับมือกับสิ่งที่ไม่คาดฝัน หลี่เฟยเทียนเงยหน้าขึ้น มุมปากยกยิ้มฝืนๆ รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเย้ยหยันต่อโชคชะตาของตนเอง เขาสบตากับนางตรงๆ ไม่หลบเลี่ยง "ข้าก็คือข้า... บุรุษพเนจรผู้หนึ่งที่มีเพียงกระบี่และชีวิตที่ไร้แก่นสาร แม่นางมู่หรง ท่านคิดว่าข้าซ่อนสิ่งใดเล่า?" "คำโกหก" มู่หรงเซวี่ยสวนกลับทันควัน น้ำเสียงของนางเยียบเย็นลงอีกหลายส่วน ร่างเพรียวหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าเขา ระยะห่างเพียงแค่เอื้อมมือถึง แต่วิญญาณของคนทั้งสองกลับห่างไกลกันราวฟ้ากับเหว นางกวาดสายตามองสำรวจร่างของเขาตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ราวกับต้องการจะเฉือนเนื้อหนังของเขาออกมาดูหัวใจที่เต้นอยู่ข้างใน "ยามที่เจ้าลงมือสังหารพวกมือสังหารพรรคโลหิตโลกันตร์เมื่อเคารพก่อน... ปราณที่แผ่ออกมาจากร่างของเจ้า ไม่ใช่พลังปราณแท้จริงแห่งวิถีเซียน และไม่ใช่พลังวัตรของชาวยุทธจักรทั่วไป มันคือกลิ่นอายที่แม้แต่ตำราโบราณในหุบเขาหมื่นบุปผายยังบันทึกไว้ว่า... เป็นพลังของ ‘มารบรรพกาล’!" คำพูดนั้นหนักหน่วงราวน้ำหนักของขุนเขา ทว่าหลี่เฟยเทียนกลับไม่สะดุ้งสะเทือน เขายังคงนั่งนิ่ง สงบเยือกเย็นดั่งบึงลึกที่ไร้ระลอกคลื่น ในโลกยุทธภพแห่งนี้ ผู้ฝึกยุติต่างแสวงหาความเป็นอมตะด้วยวิถีแห่งเซียน ทุกคนบูชาความสว่างไสว เกลียดชังความมืดมิด แต่น้อยคนนักที่จะล่วงรู้ว่า... บางครั้ง แสงสว่างที่เจิดจ้าที่สุด ก็มักจะหล่อเลี้ยงมาจากเงาที่ดำมืดที่สุดเช่นกัน "โลกนี้ตัดสินคนจากเปลือกนอกเสมอ" หลี่เฟยเทียนแค่นหัวเราะเบาๆ ในลำคอ น้ำเสียงทุ้มต่ำเจือความโดดเดี่ยวอันล้ำลึก "หากข้าใช้พลังเซียนอันบริสุทธิ์เพื่อปกป้องตนเอง ข้าคงตายไปตั้งแต่สิบปีก่อนแล้ว แม่นางมู่หรง... ท่านเติบโตมาในสำนักใหญ่ ได้รับการถ่ายทอดเคล็ดวิชาที่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม ท่านย่อมไม่มีวันเข้าใจหรอกว่า การต้องมีชีวิตรอดด้วยการกลืนกินความแค้นและความมืดมิดมันเป็นเช่นไร" "เจ้ากำลังบอกว่า... ตัวตนที่แท้จริงของเจ้าคือมารร้ายเช่นนั้นหรือ?" มู่หรงเซวี่ยถามย้ำ มือเรียวบางเริ่มขยับเข้าใกล้ด้ามกระบี่หิมะโปรยที่เหน็บอยู่ข้างเอว หัวใจของนางกระตุกวูบอย่างเจ็บปวด ความรู้สึกบางอย่างที่นางพยายามปิดตายมาตลอดนับตั้งแต่สูญเสียสำนัก กำลังถูกความจริงข้อนี้สั่นคลอน นางเดินทางร่วมกับบุรุษผู้นี้ ฝ่าฟันอุปสรรคเคียงบ่าเคียงไหล่ จนเผลอมอบความไว้วางใจให้เขาไปจนหมดสิ้น แต่บัดนี้... สิ่งที่นางพบกลับเป็นความจริงที่ว่า ข้างกายของนางคือปีศาจที่พร้อมจะแว้งกัดได้ทุกเมื่อ หลี่เฟยเทียนลุกขึ้นยืนช้าๆ ความสูงของเขาสร้างแรงกดดันมหาศาลให้กับบรรยากาศรอบข้าง ร่างกายของเขาสูงสง่าและเต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้ออันทรงพลังสมชายชาตรี เขาก้าวเข้าไปใกล้นางทีละก้าว จนกระทั่งกลิ่นหอมเย็นจางๆ ของดอกเหมันต์จากตัวนางลอยมาปะทะนาสิก ทว่าในขณะเดียวกัน กลื่นอายคาวเลือดและความมืดมิดที่แผ่ออกจากร่างเขาก็เริ่มกดทับนางจนแทบหายใจไม่ออก "ถ้าข้าเป็นมาร... ป่านนี้ท่านคงไม่ยืนอยู่ตรงนี้เพื่อซักถามข้าหดอก" หลี่เฟยเทียนโน้มใบหน้าลงกระซิบข้างหูของนาง เสียงของเขาแหบพร่า ทว่าเต็มไปด้วยความจริงใจและแววตาที่เจ็บปวด "ข้ามีมารอยู่ในร่าง... แต่วิญญาณของข้าไม่เคยยอมก้มหัวให้ความชั่วร้าย แม่นางมู่หรง ท่านจะเชื่อใจข้า... หรือจะชักกระบี่เล่มนั้นเพื่อพิพากษาข้า ณ ที่ตรงนี้?" ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง บรรยากาศตึงเครียดถึงขีดสุด ดวงตาคู่สวยของมู่หรงเซวี่ยเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย นางมองลึกเข้าไปในดวงตาของเขา พยายามค้นหาความลวง ทว่าสิ่งที่นางพบมีเพียงความเวิ้งว้างและจริงใจที่ยากจะปฏิเสธ นิ้วที่กุมด้ามกระบี่สั่นเทาเล็กน้อย ความลังเลฉายชัดบนใบหน้าที่ปกติจะเย็นชาดุจน้ำแข็ง ทว่า... ในวินาทีที่ความเป็นความตายแขวนอยู่บนเส้นด้าย และก่อนที่มู่หรงเซวี่ยจะทันได้เอ่ยปากตัดสินใจอันใด *เปรี้ยง—!* เสียงฟ้าผ่าคำรามสนั่นหวั่นไหวราวกับแผ่นดินจะแยกออกเป็นเสี่ยงๆ แม้ภายนอกจะเป็นยามราตรีที่ไร้เมฆฝน ทว่าจู่ๆ ท้องฟ้าเหนือโรงเตี๊ยมกลับถูกย้อมด้วยแสงสีแดงฉานดั่งโลหิต แรงกดดันจากปราณสวรรค์อันน่าสะพรึงกลัวกดทับลงมาจากเบื้องบนจนหลังคาโรงเตี๊ยมพังทลายลงมาเป็นเสี่ยงๆ! มู่หรงเซวี่ยและหลี่เฟยเทียนผละออกจากกันตามสัญชาตญาณ ทั้งคู่แหงนมองขึ้นไปบนท้องฟ้าด้วยสีหน้าเปลี่ยนBสี ท่ามกลางกลุ่มควันและเศษซากปรักหักพังที่ร่วงหล่นลงมา ร่างเงาสสายหนึ่งในชุดคลุมสีดำสนิทปรากฏขึ้นกลางอากาศอย่างไร้ซุ่มเสียง ใบหน้าของมันสวมหน้ากากอสูรครึ่งซีกที่น่าเกลียดน่ากลัว ดวงตาสีเพลิงคู่หนึ่งจ้องมองตรงมาที่หลี่เฟยเทียนราวกับจ้องมองมดปลวก "ฮ่าๆๆๆ... ในที่สุดก็ตามหาเจอ ตัวมารผู้พลัดหลง... เจ้าคิดว่าจะซ่อนตัวอยู่ใต้เงาของนังเซียนผู้นี้ได้ตลอดไปอย่างนั้นหรือ, 'องค์ชายรัชทายาทแห่งแดนอสูร'!" — ขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางในวิถีกระบี่อันโดดเดี่ยวนี้ด้วยกันนะครับ — — พยัคฆ์ขาวคำราม —
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่วิปลาสประหารเทพ กับวิญญาณเซียนผู้โดดเดี่ยว นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%