"ถ้าเจ้าก้าวผ่านพ้นประตูลานหินนี้ไป เส้นทางเบื้องหน้าจักมิใช่เพียงแค่การล้างมลทินให้สำนักหุบเขาหมื่นบุปผาของเจ้าอีกแล้ว... แต่มันคือหลุมศพที่ไร้ซึ่งป้ายชื่อ"
เสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงคำรามของพยัคฆ์ในพงไพรลึกดังขึ้น ท่ามกลางความเงียบงันของโรงเตี๊ยมร้างกลางหุบเขาอสูรคำราม หลี่เฟยเทียนนั่งไข្វ่ห้างอยู่บนขอบหน้าต่างที่ผุพัง นัยน์ตาข้างหนึ่งสะท้อนประกายแสงสีชาดจางๆ อันเป็นร่องรอยของวิชามารที่เขากัดฟันฝึกฝนจนบรรลุถึงแก่นแท้ แต่มือข้างขวากลับกำด้ามกระบี่วิปลาสไว้แน่นจนข้อต่อนิ้วขาวซีด สะท้อนถึงความลังเลและภาระทางจิตใจที่แบกรับไว้ไม่ต่างกัน
มู่หรงเซวี่ย ยืนนิ่งสนิทอยู่เบื้องล่าง ร่างระหงของนางถูกห่อหุ้มด้วยอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ที่ตัดกับรอยเลือดแห้งกรังจากการต่อสู้เมื่อคืนวาน ไอเย็นยะเยือกแผ่ซ่านออกจากร่างของนางจนหยาดน้ำค้างบนพื้นกลายเป็นผลึกน้ำแข็ง ใบหน้ารูปไข่ที่งดงามราวกับภาพวาดของเซียนสวรรค์ยังคงไร้ซึ่งความรู้สึก ทว่าแววตาคู่คมกลับไหววูบชั่วขณะยามที่นางประสานสายตากับเขา
นางไม่ตอบคำถามในทันที ปล่อยให้สายลมยามราตรีพัดพาเอาเส้นผมสีดำสนิทของนางปลิวไสว กลิ่นอายของดอกเหมันต์ที่ติดกายผสมผสานเข้ากับกลิ่นคาวเลือดจางๆ ในบรรยากาศ นางก้าวเท้าเข้ามาใกล้ขอบหน้าต่างทีละน้อย ฝีเท้านั้นเบาราวกับนุ่น แต่ทุกย่างก้าวกลับกดทับบรรยากาศรอบตัวให้หนักอึ้งลงอย่างประหลาด
"หลี่เฟยเทียน... เจ้าคิดว่าข้า มู่หรงเซวี่ย เป็นสตรีอ่อนแอที่ต้องให้บุรุษปกป้องไปตลอดเส้นทางเช่นนั้นหรือ?" น้ำเสียงของนางเย็นชาดุจน้ำค้างแข็งในเหมันตฤดู ทว่าแฝงไว้ด้วยความเด็ดเดี่ยวที่แม้แต่ยอดฝีมือชายชาตรีหลายคนยังต้องก้มหัวให้ "กลุ่มเงาทมิฬโลหิตฆ่าล้างสำนักของข้า พวกมันใช้ค่ายกลมารโลหิตดูดกลืนพลังปราณบรรพชนจนหมดสิ้น แค้นนี้หากไม่ชำระ ข้าต่อให้บรรลุเป็นเซียนสวรรค์ ก็มิอาจสงบจิตลงได้"
หลี่เฟยเทียนแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความเย้ยหยันต่อโชคชะตาและตัวตนของตนเอง เขาดีดตัวลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เงาร่างสูงโปร่งทอดตัวยาวทับร่างของนาง ชายหนุ่มโน้มใบหน้าเข้าไปใกล้จนสัมผัสได้ถึงไอเย็นที่แผ่ออกมาจากตัวนาง
"ล้างแค้น? เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าเบื้องหลังกลุ่มเงาทมิฬโลหิต มีเพียงแค่พวกเดนตายกลุ่มนั้น?" หลี่เฟยเทียนหรี่ตาลงเล็กน้อย แววตาสะท้อนความจริงอันโหดร้ายที่เขาเพิ่งสืบทราบมาจากการปะทะกับมือสังหารเมื่อสามวันก่อน "ข้าจะบอกอะไรให้... ร่องรอยค่ายกลที่พวกมันใช้ ไม่ใช่วิชาของแดนมนุษย์ แต่มันคือ 'ค่ายกลกลืนสวรรค์' ที่สูญหายไปเมื่อสามร้อยปีก่อน หากเจ้าก้าวเข้าไปพัวพันโดยไม่มีข้าคอยเปิดทาง เจ้าจักกลายเป็นเพียงหุ่นเชิดโลหิตให้พวกมันสูบกินวิญญาณเซียนจนหมดสิ้น!"
บรรยากาศภายในห้องโถงร้างพลันตึงเครียดขึ้นถึงขีดสุด แรงกดดันจากลมปราณสองสายปะทะกันจนฝุ่นผงบนพื้นลอยเคว้งคว้าง ปราณมารสีชาดของหลี่เฟยเทียนแผ่พุ่งออกมาราวกับสัตว์ร้ายที่พร้อมจะฉีกกระชากทุกสิ่ง ขณะที่ปราณเหมันต์ของมู่หรงเซวี่ยก็เปล่งประกายเจิดจ้า ปกป้องร่างของนางไว้มิให้ถูกคุกคาม ทั้งสองยืนประจันหน้ากันอย่างไม่มีใครยอมใคร ราวกับพยัคฆ์หนุ่มผู้โดดเดี่ยวและนางหงส์น้ำแข็งผู้ทะนงตน
นี่มิใช่การเดินทางร่วมกันด้วยความสเน่หา หรือมิตรภาพอันสวยงามในยุทธภพ แต่มันคือ 'ข้อตกลงบนเส้นทางทุรกันดาร' ที่เดิมพันด้วยชีวิตและวิญญาณ!
มู่หรงเซวี่ยเงยหน้าขึ้นสบตาเขานิ่ง เนตรคู่สวยคู่นั้นไม่มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย มีเพียงความมุ่งมั่นที่ลุกโชนดั่งเปลวเพลิงใต้พื้นน้ำแข็ง นางยื่นมือเรียวบางที่สวมถุงมือผ้าไหมสีขาวออกไปข้างหน้า ฝ่ามือแบราบราวกับจะแสดงความจริงใจ
"ดี... ถ้าเช่นนั้น เรามาทำสัญญาเลือดกัน ณ ที่นี้" เสียงของนางราบเรียบ แต่มั่นคงดั่งภูผา "ข้า มู่หรงเซวี่ย ยินดีร่วมเดินทางเคียงบ่าเคียงไหล่กับเจ้า ยอดฝีมือพเนจรหลี่เฟยเทียน จนกว่าความจริงจะปรากฏและศัตรูถูกกำจัดสิ้นซาก... แต่หากเจ้าคิดทรยศหักหลังข้า หรือใช้พลังมารทำร้ายผู้บริสุทธิ์ กระบี่เซวี่ยเหมันต์ในมือข้าจักตัดหัวใจของเจ้าก่อนที่เจ้าจะทันได้กระพริบตา"
หลี่เฟยเทียนมองฝ่ามือเรียวนั้น รอยยิ้มหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากอีกครั้ง ก่อนที่เขาจะตัดสินใจทำในสิ่งที่แม้แต่ตัวเขาเองก็คาดไม่ถึง
ชายหนุ่มไม่ลังเลที่จะยกมือขึ้นใช้ปลายนิ้วชี้ที่อาบไว้ด้วยปราณมารกรีดลงบนฝ่ามือของตนเอง จนโลหิตสีแดงเข้มไหลรินออกมาผสมผสานกับไอความเย็น จากนั้นเขาก็จับมือของนางมากดทับลงบนรอยแผลนั้นโดยตรง!
*ฉ่า—!*
เสียงปฏิกิริยาระหว่างปราณมารและปราณเหมันต์แผดเผาจนเกิดควันสีขาวพวยพุ่ง ความเจ็บปวดแล่นริ้วขึ้นสู่สมองของทั้งสองคน แต่มไม่มีใครส่งเสียงร้องออกมาแม้แต่ครึ่งคำ นัยน์ตาของทั้งคู่ประสานกันอย่างแน่วแน่ ท่ามกลางพันธสัญญาแห่งเลือดและวิญญาณที่ถูกผนึกไว้ด้วยความตาย
"ข้าไม่เคยผิดสัญญา... และเกลียดที่สุดคือคนทรยศ" หลี่เฟยเทียนกระซิบเสียงพร่าข้างใบหูของนาง ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับแก้มเนียนที่เย็นเฉียบ "จำคำของข้าไว้... นับจากวินาทีนี้เป็นต้นไป ชีวิตของเจ้าอยู่ในกำมือข้า เช่นเดียวกับที่ชีวิตของข้า... ฝากไว้ที่แผ่นหลังของเจ้าแล้ว มู่หรงเซวี่ย"
เมื่อสิ้นเสียงคำประกาศกร้าว ทันใดนั้นเอง พื้นดินใต้ฝ่าเท้าของโรงเตี๊ยมร้างก็เกิดการสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงราวกับแผ่นดินไหว! โคมไฟโบราณที่แขวนอยู่แกว่งไกวและแตกกระจาย เสียงฝีเท้าอันหนักหน่วงนับร้อยชีวิตดังขึ้นจากรอบทิศทาง พร้อมกับกลิ่นอายสังหารที่พวยพุ่งทะลุทะลวงหลังคาลงมาอย่างฉับพลัน
ธนับเพลิงนับร้อยดอกพุ่งแหวกความมืดเข้ามาปักลงบนผนังไม้จนเกิดเปลวไฟลุกโชน และก่อนที่หลี่เฟยเทียนจะทันได้ชักกระบี่ออกจากฝัก เงาร่างในชุดดำสนิทนับสิบก็พังทลายประตูเข้ามาพร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นที่บาดแก้วหู
"ฮ่าๆๆๆ! ไม่นึกเลยว่ายอดฝีมือแห่งหุบเขาหมื่นบุปผาและไอ้ตัวประหลาดสำนักมาร จะมาสุมหัวกันอยู่ที่นี่... นายท่านรอพวกเจ้ามานานแล้ว!"
— ขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางในวิถีกระบี่อันโดดเดี่ยวนี้ด้วยกันนะครับ —
— พยัคฆ์ขาวคำราม —
กระบี่วิปลาสประหารเทพ กับวิญญาณเซียนผู้โดดเดี่ยว•ตอนที่ 4
ข้อตกลงบนเส้นทางทุรกันดาร
ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่วิปลาสประหารเทพ กับวิญญาณเซียนผู้โดดเดี่ยว นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!