เสียงทุบโต๊ะประชุมไม้สักทองราคาเจ็ดหลักดังสนั่นหวั่นไหว สะท้อนก้องไปทั่วห้องประชุมใหญ่ของตลาดย่อยหลักทรัพย์ เสมือนเสียงเคาะโลงศพที่ถูกตอกตะปูตัวสุดท้ายอย่างไม่ปรานี
"มันเกิดอะไรขึ้นวะ! ใครช่วยอธิบายให้ฉันฟังที!"
ก้องเกียรติ ทายาทหนุ่มผู้เคยถือครองความมั่นใจราวกับเจ้าโลก แผดเสียงคำรามลั่น ใบหน้าที่เคยฉาบด้วยรอยยิ้มเย่อหยิ่งบิดเบี้ยวจนน่าเกลียด เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายเต็มขมับจนเส้นเลือดข้างขมับปูดโปน มือสั่นเทาที่กำสมาร์ทโฟนราคาแพงไว้แน่นจนข้อนิ้วขาวซีด หน้าจอแสดงกราฟราคาหุ้นของบริษัท "ตระกูลกิตติธร" ที่ดิ่งลงเหวในแนวดิ่ง ราวกับเครื่องบินรบที่ถูกยิงปีกหักและกำลังดิ่งพสุธากระแทกพื้นอย่างไร้ทางรอด
ตัวเลขสีแดงฉานกระพริบถี่ๆ ฟ้องความเสียหายที่เพิ่มขึ้นทุกวินาที มูลค่าตลาดหลายหมื่นล้านที่สั่งสมมานับทศวรรษกำลังละลายหายไปในอากาศราวกับภาพลวงตา ภายในเวลาไม่ถึงสองชั่วโมง หุ้นของเขาร่วงติดฟลอร์ถึงสามรอบติดต่อกัน!
บรรดากรรมการบริษัทและผู้บริหารระดับสูงต่างนั่งตัวลีบ ก้มหน้ามองพื้นราวกับกลัวว่าเงาของตัวเองจะไปสะดุดตาเสือร้ายที่กำลังคลุ้มคลั่ง ไม่มีใครกล้าสบตา หรือแม้แต่จะส่งเสียงหายใจแรง ทุกคนรู้ดีว่าเบื้องหลังมหาสมุทรสีเลือดในตลาดหุ้นวันนี้ ไม่ใช่ความผันผวนทางเศรษฐกิจตามธรรมชาติ แต่มันคือ "การฆาตกรรมทางเศรษฐกิจ" ที่กระทำโดยมือที่มองไม่เห็น
"ท่านประธานครับ... ฝ่ายบริหารความเสี่ยงรายงานเข้ามาแล้วครับ" เลขานุการส่วนตัววิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาในห้อง ล้มลุกคลุกคลานจนเกือบสะดุดขอบประตู สีหน้าซีดเผือดราวกับคนใกล้ตาย "มีกลุ่มทุนปริศนา กว้านซื้อหุ้นบริษัทเราคืนทั้งหมดผ่านบัญชีนรนามในตลาดมืด และในขณะเดียวกัน..."
เลขานุการกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เสียงสั่นเครือจนแทบฟังไม่ศัพท์ "...พวกเขากำลังเทขายหุ้นที่เราค้ำประกันไว้กับธนาคารทุกแห่งพร้อมกันในราคาต่ำกว่าตลาด เพื่อบังคับให้เกิด Margin Call ครับ!"
เปรี้ยง!
ก้องเกียรติคว้าแก้วกาแฟเซรามิกปาใส่ผนังห้องจนแตกกระจาย เศษแก้วและน้ำสีดำกระเด็นกระดอนไปทั่ว เขารู้ความหมายของคำว่า Margin Call ดีกว่าใคร มันหมายถึงจุดจบ การล้มละลาย และการยึดทรัพย์สินทั้งหมดเพื่อชำระหนี้!
"ใคร! ใครมันบังaaniจ! ตระกูลไหน สถาบันการเงินไหนกล้าประกาศสงครามกับกิตติธรกรุ๊ป!" ก้องเกียรติคำรามด้วยความคลุ้มคลั่ง ดวงตาแดงก่ำด้วยความโกรธแค้นและหวาดกลัวระคนกัน
ในวินาทีนั้นเอง ประตูห้องประชุมไม้สักก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแผ่วเบา แต่กลับสร้างแรงกดดันมหาศาลจนทุกคนในห้องต้องสะดุ้งเฮือก หันขวับไปมองเป็นตาเดียว
ร่างสูงโปร่งในชุดสูทตัดเย็บพิเศษเข้ารูปเนื้อดี ก้าวเข้ามาด้วยฝีเท้ามั่นคงและเยือกเย็น ราวกับพญาคชสารที่กำลังเดินตรวจอาณาเขตของตนเอง รัศมีอำนาจที่แผ่ออกมาจากตัวเขากดทับบรรยากาศในห้องให้หนักอึ้งจนแทบหายใจไม่ออก
รินทร์... ชายหนุ่มที่พวกมันเคยเหยียบย่ำ ดูถูก และขับไล่ให้เป็นคนไร้ค่าในสังคม ชายผู้เคยสวมเสื้อผ้าเก่าๆ และก้มหัวให้พวกมันด้วยความเจ็บช้ำ วันนี้... เขากลับยืนอยู่ ณ จุดสูงสุดด้วยสายตาที่ราบเรียบไร้คลื่นอารมณ์ ดุจดั่งเทพเจ้าแห่งความตายที่ถือเคียวเกี่ยววิญญาณ
ข้างกายของเขาคือ มินตรา หญิงสาวผู้ยืนเคียงข้างในวันที่มืดมนที่สุด รอยยิ้มบางๆ บนเรียวปากของเธองดงามและทรงพลังเสียจนทำให้บรรดาเศรษฐีและผู้บริหารในห้องต้องหลบสายตาด้วยความละอาย
"แก... รินทร์!" ก้องเกียรติเบิกตากว้างจนแทบถลعونออกมาจากเบ้า ความตกตะกอนในสมองหยุดทำงานไปชั่วขณะ สมองของเขาปฏิเสธที่จะเชื่อภาพตรงหน้า "แก... แกเข้ามาในนี้ได้ยังไง! รปภ. ไปไหนหมดวะ!"
รินทร์ไม่ได้ตอบคำถามโง่ๆ นั้น เขาก้าวเดินช้าๆ ไปหยุดอยู่ที่หัวโต๊ะประชุม ซึ่งเคยเป็นเก้าอี้ประจำตำแหน่งของก้องเกียรติ มือเรียวยาวเอื้อมไปแตะพนักเก้าอี้ตัวนั้นเบาๆ ก่อนจะปัดฝุ่นจางๆ ที่ไม่มีอยู่จริงออก ราวกับจะทำความสะอาดสิ่งสกปรก
"รปภ. ของนายนะเหรอ?" รินทร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าเย็นเยียบถึงกระดูกดำ "พวกเขาคงกำลังยุ่งกับการเซ็นเอกสารรับมอบทรัพย์สินชิ้นสุดท้ายของตระกูลกิตติธรอยู่มั้ง... นายไม่ต้องเป็นห่วงพวกเขาหรอก ห่วงตัวเองก่อนดีกว่า ว่าจะมีปัญญาหาเงินที่ไหนไปชดใช้หนี้หลายหมื่นล้านที่นายเพิ่งผลาญไปในเวลาไม่กี่ชั่วโมงนี้"
"แกพูดเรื่องบ้าอะไร!" ก้องเกียรติพุ่งเข้าหาด้วยความคลุ้มคลั่ง สัญชาตญาณดิบสั่งให้เขาอยากฉีกกระชากหน้ากากเยือกเย็นของรินทร์ให้แหลกคามือ "แกมันก็แค่ไอ้จนตรอก! แกเอาเงินที่ไหนมาซื้อหุ้นฉัน! แกไม่มีทางทำลายฉันได้หรอก!"
รินทร์ปรายตามองผู้ชายที่กำลังดิ้นรนเหมือนสุนัขจนตรอกด้วยความสมเพชเวทนา เขายกมุมปากขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่ไม่ได้มีความอบอุ่นหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย
"เงินเหรอ?" รินทร์ควักกระเป๋าเสื้อสูท หยิบบัตรเครดิตโลหะสีดำสนิทที่สะท้อนแสงไฟระยิบระยับออกมาคีบไว้ระหว่างนิ้วสองนิ้ว "นายจำได้ไหม ก้องเกียรติ... วันที่นายเหยียบหัวฉันแล้วบอกว่า 'คนจนอย่างแก ต่อให้เกิดใหม่อีกสชาติก็ไม่มีวันซื้อตั๋วเข้ามาร่วมโต๊ะกับฉันได้' วันนี้... ฉันเอาเงินทั้งระบบมาซื้อบริษัทของนายทั้งดุ้นแล้วไงล่ะ"
นิ้วเรียวของรินทร์สะบัดบัตรสีดำในมือเบาๆ ก่อนจะเสียบมันลงบนเครื่องอ่านบัตรไร้สายพกพาที่มินตարդึงออกมาจากกระเป๋าเอกสารอย่างรู้ใจ
ติ๊ง!
เสียงสัญญาณอนุมัติวงเงินดังขึ้นกังวานใส ท่ามกลางความเงียบงันระดับป่าช้า หน้าจอแท็บเล็ตในมือเลขาฯ ของก้องเกียรติแสดงยอดเงินโอนเข้าบัญชีค้ำประกันฉุกเฉินเพื่อซื้อกิจการที่เหลือทั้งหมด... สามหมื่นล้านบาทถ้วน! จ่ายสดแบบไม่กะพริบตา!
ก้องเกียรติทรุดฮวบคุกเข่าลงกับพื้นพรมราคาแพง แรงโน้มถ่วงรอบตัวคล้ายเพิ่มขึ้นเป็นร้อยเท่า เขารู้แล้ว... รู้ซึ้งถึงคำว่า 'พินาศสิ้นเชิง' มันเป็นอย่างไร
รินทร์ก้มตัวลงเล็กน้อย กระซิบข้างหูกลุ่มคนที่ครั้งหนึ่งเคยเหยียบย่ำชีวิตเขาด้วยน้ำเสียงกระซิบที่ดังก้องในโสตประสาทของทุกคน
"เกม... จบแล้วล่ะครับคุณชาย"
ในเสี้ยววินาทีนั้น เสียงแจ้งเตือนข้อความฉุกเฉินดังขึ้นพร้อมกันบนสมาร์ทโฟนของทุกคนในตระกูลกิตติธร หน้าจอทุกเครื่องปรากฏข่าวใหญ่สะเทือนโลกาว่า "ตระกูลกิตติธรยื่นล้มละลายอย่างเป็นทางการ ทรัพย์สินทั้งหมดถูกอายัดโดยกองทุนปริศนา"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุนผลงานชิ้นนี้ด้วยความอินอย่างสุดซึ้งครับ
ระบบเปย์เงินร้อยล้าน: เมื่ออดีตคนจนกลายเป็นเจ้าพ่อ•ตอนที่ 18
หุ้นตกดิ่งลงเหว
ผลงานโดย เงาฮันเตอร์ไร้เงา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงาฮันเตอร์ไร้เงา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ระบบเปย์เงินร้อยล้าน: เมื่ออดีตคนจนกลายเป็นเจ้าพ่อ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!