รอยร้าวบนแผ่นกระเบื้องเคาน์เตอร์บาร์ไม่ได้เกิดขึ้นจากแรงกระแทกของอุบัติเหตุ แต่มันเกิดจากแรงกดทับของข้อศอกรินรดาที่ทิ้งน้ำหนักลงไปนานเกินไป สติของเธอล่องลอยไปไกลกว่าขอบฟ้าสีเทาหม่นเบื้องนอก กลิ่นหอมกรุ่นของเมล็ดพันธุ์กาแฟคั่วบดพันธุ์ดีที่เคยเยียวยาลมหายใจของเธอมาตลอดหลายปี กลับคละคลุ้งไปด้วยความอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก
เอกสารสัญญาซื้อขายที่ดินฉบับนั้นถูกพับครึ่งวางไว้ตรงหน้า รอยยับย่นบนกระดาษเปรียบเสมือนร่องรอยแห่งความพ่ายแพ้ที่กวินทร์จงใจทิ้งไว้ให้เธอดื่มด่ำ
"คุณคิดว่าความทรงจำนมันตีเป็นราคาตลาดได้จริงๆ หรือคะ คุณกวินทร์"
เสียงของรินรดาราบเรียบ เย็นเยียบ และสั่นเทาเล็กน้อยในจังหวะสุดท้ายที่เธอพยายามสะกดกลั้นมันไว้ ปลายเล็บจิกเข้ากับฝ่ามือตัวเองเพื่อเรียกความรู้สึกเจ็บปวดภายนอกมากลบเกลื่อนความร้าวรานภายใน
กวินทร์หัวเราะในลำคอเบาๆ เขายังคงสวมสูทสั่งตัดเข้ารูป แววตาคมกริบราวกับนักล่าที่ต้อนเหยื่อจนมุมในกรงขัง
"ความทรงจำกินไม่ได้หรอกครับคุณรินรดา มันไม่มีสภาพคล่องทางการเงิน และที่สำคัญ... มันปกป้องร้านกาแฟเล็กๆ แห่งนี้จากการถูกบังคับคดีไม่ได้หรอกนะ" เขายื่นนามบัตรสีทองหรูหราเลื่อนเข้ามาใกล้เธออีกนิด "เซ็นชื่อตรงนี้เสีย แล้วคุณยังจะได้มีเงินก้อนโตไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่อื่น... หรือจะอยู่ต่อในฐานะลูกจ้างในอาณาจักรของผม ผมก็เมตตาพอที่จะพิจารณาให้"
คำพูดเหยียดหยามที่เคลือบด้วยน้ำเสียงสุภาพนั้นบาดลึกยิ่งกว่าใบมีด ธาวินซึ่งยืนเงียบอยู่หลังประตูกระจกบานสลับมานาน กัดกรามแน่นจนสันกรามขึ้นเป็นสันนูน เขาก้าวพรวดเข้ามาในพื้นที่ส่วนตัวของบาร์ทันทีโดยไม่รอให้กวินทร์พูดจบ
"ถ้าร้านนี้มันไม่มีค่าในสายตาคุณ แล้วคุณจะดิ้นรนเอาเป็นเอาตายเพื่อซื้อที่ดินแปลงนี้ทำไมล่ะครับคุณกวินทร์" เสียงทุ้มต่ำของธาวินดังขึ้น พร้อมกับกลิ่นอายของอบเชยและเนยสดที่จางหายไป เหลือเพียงความดุดันและจริงจังที่หาได้ยากจากเชฟหนุ่มผู้แสนอ่อนโยนคนเดิม
กวินทร์หันขวับมามอง ปลายตามองสำรวจธาวินตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยแววตาสสมเพชเจือความระแวง "อ้อ... เชฟหนุ่มตกอับผู้หนีความล้มเหลวจากปารีส นึกว่าจะซ่อนตัวอยู่หลังเตาอบไปได้ตลอดรอดฝั่งเสียอีก ที่แท้ก็ยังวนเวียนอยู่แถวซากปรักหักพังนี้เองสินะครับ"
รินรดารีบยกมือขึ้นห้ามปรามธาวิน ดวงตาคู่สวยที่เคยเศร้าหมองบัดนี้ฉายแววเด็ดเดี่ยว เธอสูดหายใจเข้าลึกราวกับกำลังสูดดมกลิ่นคาเฟอีนเข้มข้นก่อนตัดสินใจดื่มมันรวดเดียวหมดแก้ว
"ฉันไม่ขายค่ะ" รินรดาเอ่ยชัดถ้อยชัดคำ ใบหน้าเชิดขึ้นเล็กน้อย แม้ขอบตาจะเริ่มร้อนผ่าว "ต่อให้คุณจะเอาเงินมากองตรงหน้าฉันสูงเท่าภูเขา คุณก็ไม่มีสิทธิ์ซื้อจิตวิญญาณของที่นี่"
กวินทร์หรี่ตาลง รอยยิ้มบนมุมปากหายวับไป ถูกแทนที่ด้วยแววตาดุดันอำมหิต "ความอวดดีมักมีราคาแพงเสมอ, คุณรินรดา... แล้วเราจะได้เห็นกันว่า คุณจะเอาปัญญาที่ไหนมาจ่ายหนี้ก้อนโตที่กำลังจะมาถึงในอีกสามวันข้างหน้า"
สิ้นคำขู่ กวินทร์ก็สะบัดตัวเดินออกจากร้านไปอย่างผู้ชนะ เสียงกระดิ่งลมเหนือประตูกระทบกันดังกรุ๊งกริ๊งบาดหูราวกับเสียงหัวเราะเยาะเย้ย
ความเงียบงันกลับมาปกคลุมร้านอีกครั้ง บรรยากาศรอบตัวหนักอึ้งจนแทบหายใจไม่ออก รินรดาทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้หลังเคาน์เตอร์อย่างไร้เรี่ยวแรง มือเรียวบางสั่นระริกขณะหยิบแก้วกาแฟที่เย็นชืดขึ้นมาถือไว้ ความเปราะบางที่เธอพยายามปกปิดมาตลอดพังทลายลงในวินาทีนี้
ธาวินก้าวเข้าไปใกล้ คุกเข่าลงข้างกายเธออย่างนุ่มนวล มืออุ่นจัดเอื้อมไปกุมมือเธอที่เย็นเฉียบไว้แน่นสัมผัสจากเขาราวกับเกราะกำบังอันอบอุ่นที่ดึงเธอขึ้นมาจากห้วงเหวลึก
"อย่าแบกรับไว้คนเดียวเลยนะครับริน..." เสียงของธาวินนุ่มนวลและสั่นเครือเล็กน้อย สายตาที่เขามองเธอนั้นเต็มไปด้วยความห่วงใยที่ลึกซึ้งเกินกว่าคำว่าเพื่อนร่วมงาน หรือแม้แต่คำว่าคนรัก
รินรดาเงยหน้าขึ้นสบตาเขา หยาดน้ำใสเอ่อคลอหน่วยตาคู่สวยก่อนจะไหลรินลงมาเงียบๆ "ธาวิน... ฉันเหนื่อยเหลือเกินค่ะ ฉันกลัวว่าฉันจะรักษาที่นี่ไว้ไม่ได้ กลัวว่าทุกอย่างที่พ่อแม่สร้างมาจะหายไปกับมือของฉัน"
ธาวินเลื่อนมือขึ้นเกลี่ยหยาดน้ำตาบนแก้มเนียนอย่างแผ่วเบา หัวใจของเขาเจ็บปวดตามทุกอณูความรู้สึกของเธอ "คุณไม่ได้อยู่คนเดียวนะครับ... ต่อให้เราต้องสูญเสียทุกอย่างไปจริงๆ แต่ถ้าเรายังมีกันและกัน เราจะสร้างมันขึ้นมาใหม่ด้วยมือของเราเอง"
ปลายนิ้วของเขาอุ่นจัดตัดกับความหนาวเหน็บในใจเธอ รินรดารู้สึกได้ถึงจังหวะหัวใจที่เต้นรัวระส่ำ ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นเพราะความอบอุ่นลึกซึ้งที่เขาหยิบยื่นให้ ท่ามกลางบรรยากาศที่บีบคั้นและชวนเคลิ้มไปกับความใกล้ชิด ทั้งสองโน้มใบหน้าเข้าหากันอย่างลืมตัว ระยะห่างระหว่างริมฝีปากลดลงเหลือเพียงลมหายใจอุ่นที่รดรินอยู่บนพวงแก้ม
ทันใดนั้นเอง... เสียงทุบประตูกระจกร้านดังปังขึ้นอย่างแรง พร้อมกับเงาร่างของใครบางคนที่ยืนอยู่เบื้องนอกท่ามกลางสายฝนที่เริ่มโปรยปรายลงมาอย่างหนักหน่วง เงาร่างนั้นคุ้นตาจนทำให้หัวใจของรินรดากระตุกวูบ ดิ่งลงไปถึงตาตุ่ม
ธาวินชะงักค้าง รินรดาสะดุ้งสุดตัวผละออกจากอ้อมแขนของเขาด้วยความตกใจ ดวงตาเบิกกว้างเมื่อมองผ่านกระจกใสออกไปแล้วพบกับร่างสูงโปรดของใครคนหนึ่งที่เธอคิดว่าชาตินี้จะไม่ขอพบเจออีก
ประตูกระจกถูกผลักเปิดออก เสียงกระดิ่งลมดังลั่น กลิ่นฝนปะปนกับกลิ่นน้ำหอมราคาแพงลอยปะทะจมูก ร่างนั้นก้าวเข้ามาพร้อมรอยยิ้มเยาะเย้ยที่มุมปาก ก่อนจะเอמהต์เสียงทักทายที่ทำให้เวลาในร้านหยุดชะงักลงทันที
"ไม่คิดเลยนะครับ ว่าเชฟขนมปังตกอับกับเจ้าของร้านกาแฟใกล้เจ๊ง จะมีความสุขกันได้ขนาดนี้... สวัสดีครับริน ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางเคียงข้างความละมุนและคราบน้ำตานี้มาจนถึงบทนี้นะคะ เมฆหมอกสีชมพู
สูตรลับฉบับละมุน: รสรักในถ้วยกาแฟ•ตอนที่ 47
บทที่ 47
ผลงานโดย เมฆหมอกสีชมพู
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เมฆหมอกสีชมพู)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สูตรลับฉบับละมุน: รสรักในถ้วยกาแฟ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!