โลหิตหยดหนึ่งร่วงหล่นลงกระทบพื้นศิลาอัคนี เกิดเสียง *ฉี่* เบาหวิวพร้อมกับไอความร้อนที่ระเหิดกลายเป็นควันสีเทา
ภายในถ้ำผนผนึกโบราณลึกสามพันโยชน์ใต้หุบเขาอสูรคลั่ง บรรยากาศอบอวลด้วยกลิ่นอายคาวเลือดและเศษเสี้ยวพลังปราณที่แตกซ่าน เฟิงอวี่กุมกระบี่บินในมือขวาแน่นจนข้อนิ้วปรากฏสีขาวซีด ดวงตาคมกริบดุจพญาอินทรีจับจ้องร่างของผู้อาวุโสนิกายมารที่เพิ่งสิ้นลมลงตรงหน้า มือของมันยังคงชี้ไปยังแผ่นหินจารึกโบราณที่สลักลวดลายประหลาด—ลวดลายที่เฟิงอวี่เคยเห็นในความฝันอันเลือนรางเมื่อครั้งสูญเสียอาจารย์
"เจ้า... คิดว่ากำจัดข้าแล้วจะจบงั้นหรือ... เฟิงอวี่..." เสียงแหบพร่าราวกับเสียงกบ3ขาครางในลำคอของมารเฒ่าดังขึ้นเฮือกสุดท้าย ก่อนที่ดวงตาเบิกโพลงจะไร้ซึ่งประกายชีวิต
เบื้องหลังของเขา หลินซี ศิษย์เอกแห่งยอดเขาเหมันต์นิรันดร์ยืนนิ่งสงบดั่งรูปสลักน้ำแข็ง อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ของนางไม่มีแม้แต่รอยเปื้อนของหยาดโลหิต ทว่าไอปراณเยือกแข็งรอบกายกลับแผ่ขยายออกเป็นวงกว้างจนหยาดน้ำจากเพดานถ้ำกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งร่วงหล่น นางกวาดสายตาเรียบเฉยสำรวจร่องรอยบนแผ่นหิน ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบดุจธารน้ำแข็งขั้วโลก
"วิชาสะบั้นวิญญาณนี้... ไม่ใช่เคล็ดวิชาของแดนมนุษย์"
เฟิงอวี่ไม่ตอบคำถาม เขาใช้ปลายกระบี่เขี่ยเศษกระดาษหนังอสูรเก่าคร่ำคร่าที่ซ่อนอยู่ใต้เสื้อคลุมของศพขึ้นมา บนหนังอสูรแผ่นนั้นปรากฏอักขระโบราณสามตัวที่สั่นไหวราวกับมีชีวิต: *'หอคอยร้อยสวรรค์'*
หัวใจของจอมยุทธ์หนุ่มกระตุกวูบ ภาพความทรงจำเมื่อสิบปีก่อนย้อนกลับมาในหัว เสียงร้องโหยหวนของอาจารย์ที่ถูกสายฟ้าทัณฑ์สวรรค์แผดเผาจนร่างสลายกลายเป็นจุล ทั้งที่อาจารย์ไม่เคยกระทำความผิดใดๆ นอกจากพยายามฝ่าด่านทะลวงขอบเขตเพื่อค้นหาความจริงเบื้องหลังการหายตัวไปของบรรพจารย์
"เจ้าจำสัญลักษณ์นี้ได้หรือไม่ หลินซี" เฟิงอวี่เอ่ยเสียงทุ้มต่ำ นัยน์ตาฉายแวววับโรจน์ด้วยเพลิงโทสะที่ถูกกดทับมาเนิ่นนาน
หลินซีขยับกายเข้าใกล้ ร่างระหงของนางส่งกลิ่นหอมเย็นจางๆ คล้ายดอกเหมันต์พันปี นางทอดสายงามมองอักขระบนหนังอสูร นิ้วเรียวดุจหยกขาวแตะลงบนอากาศเบาๆ ปรากฏม่านพลังใสสะท้อนภาพเหตุการณ์ในอดีตขึ้นมาลางๆ
"หอคอยร้อยสวรรค์ไม่ได้มีอยู่จริงในทำเนียบเซียน... มันคือชื่อเรียกของ 'องค์กรลับ' ที่อยู่เบื้องบน" หลินซีกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมขึ้นเล็กน้อย แม้ใบหน้าจะยังคงไร้ระลอกคลื่นอารมณ์ ทว่าแววตาคู่สวยกลับไหววูบชั่วพริบตา "อาจารย์เคยกล่าวไว้ก่อนจะปิดด่านนิรันดร์ว่า มีตัวตนระดับสูงกลุ่มหนึ่งในแดนเซียนเบื้องบนคอยควบคุม 'โชคชะตา' และ 'เขตจำกัด' ของทุกสำนักในโลกเบื้องล่าง หากผู้ใดฝึกวิชาจนเข้าใกล้ขอบเขตที่กำหนด พวกมันจะส่ง 'ทัณฑ์สวรรค์ปลอม' ลงมาทำลายล้าง เพื่อไม่ให้มีใครก้าวข้ามหัวพวกมันไปได้"
คำพูดของนางดุจสายฟ้าฟาดผ่าลงกลางใจของเฟิงอวี่
ที่แท้... อาจารย์ไม่ได้ตายเพราะฝืนลิขสิทธิ์ฟ้าดินตามธรรมชาติ แต่ตายเพราะถูก 'ฆาตกรรม' โดยเงื้อมมือของพวกที่เรียกตัวเองว่าเซียนเบื้องบน!
ความแค้นนับร้อยปี ความอัดอั้นตันใจที่ต้องแบกรับมาตลอดชีวิตพรั่งพรูขึ้นมาดั่งคลื่นใต้น้ำ ปราณกระบี่ไร้ลักษณ์รอบกายเฟิงอวี่ระเบิดออกอย่างไร้การควบคุม ผนังถ้ำศิลาแกร่งสั่นสะเทือน เศษหินนับร้อยร่วงหล่นลงมาทับถมกันจนเกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว พื้นดินใต้เท้าเริ่มปริแตกเป็นรอยแยกสีดำสนิทที่แผ่ไอร้อนระอุออกมา
"ตั้งสติเสีย เฟิงอวี่!"
เสียงหวานเยือกเย็นแต่ทรงพลังดังขึ้นข้างกาย พร้อมกับสัมผัสเย็นเฉียบที่ต้นแขน หลินซีคว้าจับแขนเสื้อของเขาไว้ ปราณเหมันต์บริสุทธิ์ไหลทะลักเข้าสู่จุดชีพจรเพื่อกดขี่ไอปราณคลุ้มคลั่งของชายหนุ่มให้สงบลง นางจ้องลึกลงไปในดวงตาที่แดงก่ำของเขาด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดา "หากเจ้าควบคุมจิตใจไม่ได้ตอนนี้ ต่อให้เจ้ามีกระบี่วิเศษอยู่ในมือ เจ้าก็เป็นได้แค่ผุยผงใต้ฝ่าเท้าของพวกมัน"
เฟิงอวี่สูดลมหายใจเข้าลึกระงับโทสะ เขากวาดสายตามองหญิงสาวผู้ยืนหยัดเคียงข้างเขาเสมอมา แม้ภายนอกนางจะเยชาชาเย็นชาไร้หัวใจ แต่ในยามวิกฤตเช่นนี้ มีเพียงนางเท่านั้นที่ดึงเขากลับมาจากขอบเหวแห่งความบ้าคลั่ง
"ข้าเข้าใจแล้ว..." เฟิงอวี่ผ่อนลมหายใจยาว ปราณรอบกายสงบลงอย่างรวดเร็ว "ดูเหมือนว่าศัตรูที่แท้จริงของเรา ไม่ใช่แค่นิกายมารเบื้องล่าง แต่เป็นกฎเกณฑ์เน่าเฟะของแดนเซียนที่อยู่สูงขึ้นไปต่างหาก"
ทว่า ก่อนที่ทั้งสองจะได้สนทนาอันใดเพิ่มเติม บรรยากาศภายในถ้ำก็พลันเปลี่ยนแปรอุณหภูมิดิ่งฮวบลงจนถึงจุดเยือกแข็ง เปลวเพลิงสีฟ้าครามที่จุดไว้ตามผนังถ้ำดับวูบลงพร้อมกันอย่างไร้สาเหตุ
*ตึง! ตึง! ตึง!*
เสียงฝีเท้าหนักหน่วงก้องกังวานมาจากความมืดมิดเบื้องลึกของถ้ำ ราวกับมีภูเขาขนาดยักษ์กำลังเคลื่อนตัวเข้ามา แรงกดดันระดับปราณหลอมรวมวิญญาณขั้นสมบูรณ์แผ่พุ่งกดทับลงมาจนกระดูกทั่วร่างของทั้งสองส่งเสียงลั่นเปรี๊ยะ
เฟิงอวี่ชักกระบี่ออกจากฝักครึ่งหนึ่ง คมกระบี่เปล่งประกายสีเงินยวงตัดผ่านความมืด หลินซีพลิกข้อมือเรียกกระบี่อัคคีเหมันต์ออกมาถือไว้ ท่าทางเตรียมพร้อมรับศึกอย่างเต็มกำลัง
เงาร่างมหึมาปรากฏขึ้นท่ามกลางความมืดมิด เป็นบุรุษสวมหน้ากากทองคำลายมังกรทมิฬ ดวงตาสองข้างเปล่งแสงสีแดงฉานดุจโลหิต และในมือของมัน... กำลังถือศิลาวิญญาณชิ้นหนึ่งที่กำลังส่งเสียงร้องระงมราวกับวิญญาณนับหมื่นกำลังกรีดร้อง
"พวกเจ้า... ล่วงล้ำเข้ามาในเขตหวงห้ามของ 'ผู้พثักษ์ลิขิต' เร็วกว่าที่คาดไว้เสียจริง..." เสียงทุ้มต่ำกังวานราวกับมาจากขุมนรกเอื้อnเอ่ยขึ้น พร้อมกับรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมใต้หน้ากาก "น่าเสียดายนัก ที่วันนี้... จะเป็นจุดจบของตำนานบทสุดท้ายแห่งสำนักกระบี่ไร้ลักษณ์"
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางในวิถีกระบี่นี้ด้วยกันนะครับ พบกันใหม่ตอนหน้าครับ (เพลิงโอสถสวรรค์)
เซียนผู้ลบลิขิตกับศิษย์สาวผู้เย็นชา: ฝืนวิถีสวรรค์ด้วยกระบี่เดียว•ตอนที่ 10
กลิ่นอายมังกรทมิฬ
ผลงานโดย เพลิงโอสถสวรรค์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เพลิงโอสถสวรรค์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนผู้ลบลิขิตกับศิษย์สาวผู้เย็นชา: ฝืนวิถีสวรรค์ด้วยกระบี่เดียว นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!