เซียนผู้ลบลิขิตกับศิษย์สาวผู้เย็นชา: ฝืนวิถีสวรรค์ด้วยกระบี่เดียว•ตอนที่ 11

คำสัตย์สาบาน

ผลงานโดย เพลิงโอสถสวรรค์
เศษเสี้ยวโลหิตสีชาดที่หยดลงบนพื้นหินอัคนีเบื้องล่าง มิได้บ่งบอกถึงความพ่ายแพ้ หากแต่เป็นเครื่องเตือนใจถึงสัจธรรมอันโหดร้ายแห่งวิถีเซียน “เจ้าบ้าบิ่นถึงเพียงนี้ ตั้งแต่เมื่อใดกัน... เฟิงอวี่” น้ำเสียงที่หลุดลอดออกมาจากริมฝีปากเรียวบางดุจกลีบเหมันต์ของหลินซีนั้นแหบพร่าเล็กน้อย นางป้องร่างของตนไว้ด้วยม่านปราณน้ำแข็งสีครามเข้ม แม้ภายนอกจะยังคงรักษาภาพลักษณ์ของศิษย์เอกแห่งยอดเขาเหมันต์นิรันดร์ผู้ไร้ความรู้สึกไว้ได้ ทว่าเม็ดเหงื่อกาฬที่ผุดพรายขึ้นตามขมับและเรียวคิ้วที่ขมวดมุ่นเข้าหากัน ย่อมฟ้องชัดถึงสภาพภายในที่บอบช้ำจากการปะทะกับค่ายกลพิทักษ์จารึกเมื่อครู่ เฟิงอวี่มิได้หันกลับไปมองนางทันที เขายังคงยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้า ร่างกายสูงโปร่งในอาภรณ์สีหมึกเปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นผงและรอยดาบ ปลายกระบี่ไร้ลักษณ์ในมือขวายังคงสั่นระริก ปราณกระบี่สายหนึ่งยังวนเวียนกรีดกรายอยู่รอบคมดาบราวกับมังกรเพลิงที่กระหายเลือด เขากวาดสายตาคมกริบมองไปยังแผ่นศิลาโบราณสูงตระหง่านเบื้องหน้า ซึ่งสลักอักขระฟ้าดินโบราณอันซับซ้อน ลายเส้นเหล่านั้นมิได้เป็นเพียงตัวอักษร หากแต่เป็นห้วงมหรรณพแห่งพลังปราณที่คอยกลืนกินผู้ที่ไร้คุณสมบัติให้กลายเป็นจุล จารึกชิ้นนี้คือเบาะแสเดียวที่จะนำพาทั้งคู่ไปสู่ 'คัมภีร์ผ่าลิขิต' มรดกชิ้นสุดท้ายที่อาจารย์ของเขาทิ้งไว้ก่อนดับสูญภายใต้ทัณฑ์สวรรค์ และมันก็เป็นสิ่งเดียวกับที่สำนักกระบี่นภากำลังตามล่าเพื่อทำลายล้างเช่นกัน “หากไม่บ้าบิ่น... ข้าคงไม่มีชีวิตรอดมาจนถึงวันที่ได้ยืนเคียงข้างนางมารน้ำแข็งเช่นเจ้าหรอกนะ หลินซี” เฟิงอวี่กล่าวตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าเจือแววเย้าแหย่ที่มักจะทำให้หญิงสาวรู้สึกขัดหูอยู่เสมอ “วาจาพล่อยๆ” หลินซีแค่นเสียงลอดไรฟัน นางปัดมือเบาๆ คลายม่านปราณออก เผยให้เห็นรอยเลือดจางๆ ที่มุมปาก “หากเจ้ายังคิดจะใช้กระบวนท่า ‘1 ดาบพลิกฟ้า’ ทะลวงค่ายกลชั้นที่สามด้วยตัวคนเดียว เกรงว่าข้าคงต้องแบกศพเจ้าออกจากหุบเขาอัคนีโลกันตร์แห่งนี้แทนที่จะได้ร่วมทางกันตามสัญญา” “สัญญา?” เฟิงอวี่ค่อยๆ ลดปลายกระบี่ลง ชายหนุ่มหมุนตัวกลับมาเผชิญหน้ากับนาง ดวงตาคู่นคมปลาบจับจ้องเข้าไปในดวงตาสีเทาน้ำแข็งที่เย็นชาแต่ล้ำลึกคู่นั้น “ข้าจำได้ว่าพวกเราเพียงแค่ตกลงจะเดินไปในทิศทางเดียวกันชั่วคราวเท่านั้น มิได้มีคำว่า ‘สัญญา’ ใดๆ ระหว่างเราสักนิด” บรรยากาศรอบกายพลันเงียบงันลงชั่วขณะ มีเพียงเสียงสะท้อนของลมปราณที่ยังคงเดือดพล่านอยู่ในรัศมีร้อย丈 (ประมาณ 333 เมตร) แสงสีส้มแดงจากลาวาเบื้องล่างสะท้อนกระทบกับใบหน้าด้านข้างของทั้งสอง ขับเน้นให้เห็นสัดส่วนอันคมคายและเยือกเย็นตัดกันอย่างสิ้นเชิง หลินซีชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาดุจหยกสลักวูบไหวขึ้นวับหนึ่งแต่นางก็รีบเก็บอาการไว้อย่างรวดเร็วราวกับผิวน้ำที่ถูกลมพัดผ่านแล้วกลับมาสงบนิ่งดังเดิม นางก้าวเท้าเข้ามาใกล้เขาอีกสองก้าว กลิ่นอายความเย็นยะเยือกของยอดเขาเหมันต์ปะทะเข้ากับกลิ่นไอความร้อนระอุของอัคนี เกิดเป็นไอหมอกบางเบาล้อมรอบตัวคนทั้งสอง “เฟิงอวี่... เจ้าคิดว่าการฝืนลิขิตฟ้ามันง่ายดายนักหรือ?” หลินซีเอ่ยถาม น้ำเสียงของนางจริงจังขึ้นจนน่าใจหาย “อาจารย์ของเจ้าดับสูญเพราะท้าทายกฎสวรรค์ สำนักของข้าขับไล่ข้าเพราะข้าปฏิเสธที่จะตัดขาดจากความรู้สึก... พวกเราต่างก็เป็นคนบาปที่ถูกสวรรค์ทอดทิ้ง หากเจ้าและข้ายังดึงดันจะตามหาจารึกชิ้นนี้ต่อไป ปลายทางย่อมมิใช่ความหลุดพ้น แต่อาจเป็นจุดจบที่อัปลักษณ์ยิ่งกว่าความตาย” เฟิงอวี่เงียบไป ชายหนุ่มมิได้โต้แย้ง เขารู้ดีว่าทุกคำที่นางเอ่ยล้วนเป็นความจริง วิถีเซียนที่เขาและนางเลือกเดินคือนรกภูมิบนดินที่ไร้ซึ่งทางถอยหลัง หากก้าวพลาดแม้แต่ครึ่งนิ้ว วิญญาณจะแตกสลายไม่​อาจกลับมาเกิดใหม่ ทว่า... เมื่อเขานึกถึงแววตาของอาจารย์ในวาระสุดท้าย ร่างกายของเขาก็พลلุ่งพล่านด้วยเพลิงโทสะที่ไม่มีวันดับมอด ชายหนุ่มก้าวเข้าไปประชิดนางอย่างรวดเร็ว จนหลินซีต้องผถอยหลังไปครึ่งก้าวโดยสัญชาตญาณ ทว่าแผ่นหลังของนางกลับชนเข้ากับผนังหินผาเบื้องหลังพอดี เฟิงอวี่ใช้มือข้างหนึ่งยันผนังหินกั้นนางไว้ในวงแขน ระยะห่างระหว่างทั้งสองใกล้ชิดจนสัมผัสได้ถึงลมหายใจที่เจือไอเย็นและไอร้อนระอุ “ข้าไม่สนว่าสวรรค์จะกำหนดให้ข้าตายอย่างไร...” เฟิงอวี่กระซิบชิดริมหูของนาง น้ำเสียงทุ้มต่ำทรงพลังสั่นสะท้อนถึงก้นบึ้งของจิตวิญญาณ “และข้าก็ไม่สนว่าเจ้าจะแบกรับความหนาวเหน็บมาจากสำนักรกร้างนั่นมากแค่ไหน หลินซี... ในเมื่อพวกเราต่างก็เป็นเศษเดนที่ถูกฟ้าดินขับไล่ เช่นนั้นก็มาทำ ‘สัตย์สาบาน’ ต่อหน้าจารึกนี้เสียสิ” หลินซีเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย นางไม่คาดคิดว่าเขาจะกล้าหาญถึงเพียงนี้ในการรุกรานพื้นที่ส่วนตัวของนาง นางเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แววตาเย็นชาเริ่มสั่นคลอนด้วยคลื่นอารมณ์ที่ซัดส่ายอยู่ภายใน “สัตย์สาบานอันใด?” นางเค้นเสียงถาม แม้หัวใจในอกจะเต้นรัวราวดรัมศึก “คำสัตย์ของคนบาปสองคน...” เฟิงอวี่แย้มยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยความทะนงตนและท้าทายอำนาจฟ้าดิน “นับจากวินาทีนี้เป็นต้นไป ไม่ว่าเบื้องหน้าจะเป็นเทพเซียนหรืออสูรโลกันตร์ ข้า ‘เฟิงอวี่’ จะไม่มีวันปล่อยมือจากกระบี่... และจะไม่ยอมให้เจ้าต้องตายโดดเดี่ยวบนเส้นทางนี้อย่างเด็ดขาด” คำพูดนั้นราวกับค้อนเหล็กที่ทุบลงบนจิตใจอันแข็งกระด้างของหลินซี นางนิ่งงังไปชั่วขณะ ความรู้สึกแปลกประหลาดที่นางพยายามกดขี่ข่มเหงมาตลอดหลายสิบปีด้วยเคล็ดวิชาเหมันต์นิรันดร์ บัดนี้กลับปะทุขึ้นราวกับเปลวเพลิงที่โหมกระหน่ำละลายน้ำแข็งในอกจนหมดสิ้น นางเม้มริมฝีปากแน่น ก่อนจะยกมือเรียวขึ้นวางบนแผ่นอกแกร่งของเขา สัมผัสได้ถึงจังหวะหัวใจที่เต้นรัวและหนักแน่นราวกับกลองรบ “เจ้ามันคนสารเลว... เฟิงอวี่” หลินซีเอ่ยออกมาเบาหวิว น้ำเสียงของนางมิได้มีความโกรธเกรี้ยวหลงเหลืออยู่เลย มีเพียงความยอมจำนนต่อโชคชะตาที่นางเป็นผู้เลือกเอง “หากเจ้ากล้าผิดคำสาบานนี้... ต่อให้วิญญาณของเจ้าแตกสลาย ข้าก็จะเป็นคนลากเจ้าลงสู่อเวจีด้วยมือของข้าเอง” “ตกลง” เฟิงอวี่ตอบรับด้วยรอยยิ้มจริงจัง เขายกมือขึ้นประสานกับมือเรียวของนางที่ทาบอยู่บนอก ทันใดนั้น อักขระโบราณบนแผ่นศิลาเบื้องหน้าก็เปล่งแสงสีทองเจิดจ้าขึ้นวับหนึ่ง ราวกับฟ้าดินรับรู้และเป็นพยานให้กับคำสัตย์สาบานของคนทั้งสอง ทว่า ในวินาทีที่แสงสีทองสาดส่องลงมาทาบทับร่างของทั้งคู่ เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับร้อยก็ดังสะท้อนก้องมาจากปากทางเข้าถ้ำอัคนี พร้อมกับจิตสังหารอันแหลมคมที่พุ่งตรงเข้ามาปักตรึงบรรยากาศให้เย็นเยือกยิ่งกว่าน้ำแข็ง “ฮ่าๆๆๆ ไม่นึกเลยว่า ‘ศิษย์สาวน้ำแข็ง’ แห่งยอดเขาเหมันต์ จะมาสมสู่กับ ‘สุนัขจนตรอก’ ที่สำนักกระบี่นภาตามล่าอยู่ ณ ที่อับอัปยศเช่นนี้!” เสียงหัวเราะเย้ยหยันดังขึ้นสะท้อนก้อง พร้อมกับเงาร่างนับสิบที่พุ่งทะยานผ่านม่านควันอัคนีเข้ามา นำหน้าโดยชายชราในชุดคลุมสีทองปักลายอินทรีย์เพลิง ดวงตาทั้งคู่หรี่แคบมองคนทั้งสองด้วยแววตาราวกับพญาเหยี่ยวที่กำลังจ้องมองเหยื่อในกรง เฟิงอวี่หรี่ตาลงเล็กน้อย เขาค่อยๆ ดึงมือออกจากนาง ชักกระบี่ไร้ลักษณ์ออกจากฝักด้วยมือข้างเดียว เสียงคมโลหิตเสียดสีกับฝักดัง *กริ๊ง* กังวานบาดแก้วหู หลินซีขยับกายยืนเคียงข้างเขาอย่างรู้ใจ ปราณน้ำแข็งสีครามแผ่พุ่งออกจากร่างนางจนอุณหภูมิรอบตัวลดฮวบลงจนเกิดเกล็ดน้ำแข็งเกาะตามผนังหิน “ดูเหมือนว่า...” เฟิงอวี่กล่าวเบาๆ โดยไม่ละสายตาจากกลุ่มคนเบื้องหน้า “จะมีพวกไม่ได้รับเชิญมาร่วมเป็นสักขีพยานในคำสัตย์ของเราเสียแล้วกระมัง” ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางในวิถีกระบี่นี้ด้วยกันนะครับ พบกันใหม่ตอนหน้าครับ (เพลิงโอสถสวรรค์)
สารจากนักเขียน (เพลิงโอสถสวรรค์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนผู้ลบลิขิตกับศิษย์สาวผู้เย็นชา: ฝืนวิถีสวรรค์ด้วยกระบี่เดียว นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%