กลิ่นอายอับชื้นของศิลาโบราณและไอปราณที่ถูกกักเก็บมานานนับหมื่นปีคละคลุ้งอยู่ในความเวิ้งว้าง
เฟิงอวี่ก้าวเท้าลงบนพื้นหินที่ปกคลุมด้วยชั้นฝุ่นหนาทึบ รองเท้าผ้าดิบของเขาสفสัมผัสกับพื้นผิวที่ไร้ซึ่งร่องรอยของผู้คนมาเนิ่นนาน เสียงฝีเท้าสะท้อนก้องกังวานไปตามผนังถ้ำลึก ดุจเสียงถอนหายใจของกาลเวลาที่ถูกปลุกให้ตื่นจากการหลับใหล ที่นี่คือ "ยอดเขาหมื่นมรรคา" สถานลับแห่งบรรพกาลที่ถูกลบเลือนไปจากบันทึกของสำนักเซียนทั้งแปด ดินแดนที่แม้แต่ผู้บรรลุขอบเขตวิญญาณแท้จริงยังไม่กล้าก้าวย่างเข้ามา
"เจ้ากำลังพาข้ามาเดินสู่อุโมงค์แห่งความตาย... หรือหลุมศพของตัวเราเองกันแน่, เฟิงอวี่"
เสียงเรียบเฉยราวน้ำค้างแข็งบนยอดเขาเหมันต์เอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบงัน หลินซีหยุดยืนอยู่เบื้องหลังเขาในระยะห่างเพียงก้าวเดียว ชายเสื้อสีขาวบริสุทธิ์ของนางพลิ้วไหวตามกระแสลมปราณเย็นเยียบที่หมุนวนอยู่ภายในถ้ำ ใบหน้ารูปสลักของนางยังคงความเยชาและสงบนิ่ง ทว่านัยน์ตาคู่คมกลับกวาดมองไปรอบกายด้วยความระแวดระวัง ไอเย็นแผ่ซ่านออกจากร่างของนางจนหยดน้ำบนเพดานถ้ำกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งร่วงหล่นลงมา
เฟิงอวี่ไม่หันกลับไปมอง เขายังคงจ้องมองแผ่นศิลาโบราณเบื้องหน้าที่มีรอยกระบี่สลักไว้อย่างลึกล้ำ รอยกระบี่นั้นหาใช่ร่องรอยจากการใช้กำลังภายนอก แต่มันคือจิตวิญญาณแห่งกระบี่ที่ถูกหลอมรวมเข้ากับกฎแห่งฟ้าดิน จนกาลเวลาผ่านไปนับหมื่นปี รอยแผลนั้นก็ยังคงแผ่รังสีคมกล้าบาดลึกถึงขั้วหัวใจ
"หากที่นี่คือหลุมศพ... มันก็คงเป็นสุสานที่สมบูรณ์แบบที่สุดสำหรับการฝังรากฐานวิชากระบี่ของเรา" เฟิงอวี่เอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและราบเรียบ ดวงตาคมกริบสะท้อนแสงเรืองรองสีฟ้าครามจากอักขระโบราณที่สลักอยู่บนผนัง "เจ้าก็รู้ หลินซี... วิถีกระบี่ของพวกเรามาถึงทางตันแล้ว หากยังดึงดันฝึกฝนตามตำราของสำนักเซียนต่อไป ไม่ช้าก็เร็วพวกเราย่อมต้องกลายเป็นเพียงหุ่นเชิดใต้เงื้อมมือของทัณฑ์สวรรค์"
หลินซีเม้มริมฝีปากบางเฉียบสีราวกุหลาบขาว นางไม่เอաբคำใดโต้แย้ง เพราะในใจของนางย่อมรู้ดีว่าสิ่งที่ชายหนุ่มพูดนั้นคือความจริงอันโหดร้าย วิชาเซียนตระกูลหลินที่นางฝึกฝนมาตั้งแต่เยาว์วัยแท้จริงแล้วเป็นเพียงโซ่ตรวนที่คอยสูบ
กินจิตวิญญาณ เพื่อไม่ให้ผู้ฝึกตนหลุดพ้นจากการควบคุมของ "ผู้กำหนดกฎ" บนเบื้องบน
"แต่การจะเปิดประตูแห่งมรรคาที่ถูกผนึกด้วยโลหิตของเซียนบรรพกาล..." หลินซีสาวเท้าเข้ามาใกล้ ยื่นมือเรียวดุจหยกขาวแตะลงบนแขนเสื้อของเขาเบาๆ ความเย็นยะเยือกจากปลายนิ้วของนางส่งผ่านเนื้อผ้าเข้ามาถึงผิวหนัง แต่มันกลับไม่สามารถดับความร้อนรุ่มที่สุมอยู่ในอกของเฟิงอวี่ได้ "เจ้าต้องแลกด้วยสิ่งใด เจ้าคิดว่าข้าไม่รู้หรือว่าวิชา 'กระบี่ลบลิขิต' กำลังกัดกินอายุขัยของเจ้าทีละน้อย?"
เฟิงอวี่ชะงักไปเล็กน้อย เขาก้มมองมือนั้น ก่อนจะหันกลับไปสบตา2กับดวงตางามที่มักจะเย็นชากับคนทั้งโลก แต่วันนี้กลับสะท้อนประกายความห่วงใยที่ถูกปิดตายไว้อย่างมิดชิด ความรู้สึกอุ่นวาบแล่นริ้วผ่านหัวใจที่ด้านชามานาน
"ข้าไม่เคยกลัวความตาย..." เฟิงอวี่เอื้อมมือไปกุมมือเรียวเย็นเฉียบนั้นไว้ หลบเลี่ยงไม่ได้ที่จะสัมผัสถึงชีพจรที่เต้นอ่อนแรงของนางจากการฝืนใช้พลัง "สิ่งที่ข้ากลัว... คือการต้องมีชีวิตอยู่โดยเห็นเจ้าต้องถูกพวกมันพรากจิตวิญญาณไปต่อหน้าต่อตาในวันทัณฑ์สวรรค์มาถึงต่างหาก หลินซี"
คำพูดนั้นหนักแน่นดุจภูผา ราวกับคมกระบี่ที่พุ่งทะลวงผ่านเกราะป้องกันอันแข็งแกร่งในใจของนาง หลินซีสะท้อนใจวูบหนึ่ง นัยน์ตาสีรัตติกาลไหวระริกเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี นางพยายามจะชักมือกลับตามสัญชาตญาณของการฝึกวิชาไร้รัก ทว่าเฟิงอวี่กลับบีบกระชับมันไว้แน่นขึ้น ราวกับต้องการใช้ความอบอุ่นจากฝ่ามือของตนหลอมละลายน้ำแข็งพันปีที่ห่อหุ้มหัวใจนาง
"เจ้า... คนบ้า..." หลินซีพึมพำเสียงเบา หันหน้าหนีไปทางอื่นเพื่อซ่อนร่องรอยความระ1ทึกใจที่กำลังตีรวนอยู่ในอก นางสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อตั้งสติ ปราณเหมันต์ในกายสงบลงชั่วขณะ "หากเจ้าอยากตายด้วยกันนัก ข้าก็พร้อมจะร่วมทางไปกับเจ้าในสุสานแห่งนี้... แต่บอกไว้ก่อน หากกระบี่ของเจ้าช้ากว่าข้าแม้แต่ส่วนเสี้ยวเดียว ข้าจะไม่รอเจ้าเป็นอันขาด"
มุมปากของเฟิงอวี่กระตุกขึ้นเป็นรอยยิ้มจางๆ รอยยิ้มที่หาดูได้ยากยิ่ง รอยยิ้มที่ทำให้บรรยากาศอึมครึมภายในถ้ำโบราณพลอยสว่างไสวขึ้นมาวูบหนึ่ง
"ตกลง... ถ้าเช่นนั้น ให้เกียรติเป็นผู้ชักกระบี่เบิกทางร่วมกับข้าสักครั้งเถอะ ศิษย์น้องหลิน"
ทั้งสองก้าวเข้าประชิดแผ่นศิลาโบราณพร้อมกัน พลังปราณสองสายที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง—สายหนึ่งร้อนแรงดุจเปลวเพลิงแผดเผาที่พร้อมจะเผาผลาญทุกกฏเกณฑ์ อีกสายหนึ่งเยือกเย็นบริสุทธิ์ดุจน้ำค้างแข็งที่พร้อมจะแช่แข็งแม้แต่กาลเวลา—ถูกปลดปล่อยออกมาพร้อมกันจนเกิดเสียงคำรามก้องกังวานไปทั่วทั้งยอดเขาหมื่นมรรคา
*ตูมมมม!*
อักขระโบราณบนศิลาเรืองแสงสว่างวาบเป็นสีทองอร่าม ปรากฏร่างของกระบี่โปร่งใสเล่มหนึ่งค่อยๆ ลอยเด่นขึ้นมาจากรอยแยกของหิน ไอพลังระดับเซียนโบราณแผ่ขยายออกเป็นวงกว้าง กดทับร่างของทั้งสองจนกระดูกลั่นกรอบ เฟิงอวี่และหลินซีประสานสายตากันเป็นครั้งสุดท้าย พวกเขาพยักหน้ารับรู้ซึ่งกันและกันโดยไม่ต้องเอ่ยคำใด มือขวาเอื้อมไปกุมด้ามกระบี่วิญญาณที่กำลังจะตื่นจากการหลับใหล
ทว่า ในวินาทีที่ปลายนิ้วของเฟิงอวี่สัมผัสโดนด้ามกระบี่นั้นเอง—
*เปรี้ยง!*
เสียงสายฟ้าสีเลือดคำรามก้องมาจากท้องฟ้าภายนอกถ้ำ ทั้งที่ก่อนหน้านี้เป็นเพียงความเงียบงันของราตรีกาล แรงกดดันระดับมหาศาลที่เหนือกว่าขอบเขตเซียนทั่วไปพุ่งทะลุทะลวงชั้นหินลงมาตรงจุดที่พวกเขายืนอยู่ราวกับลูกศรพิฆาต ผนังถ้ำรอบด้านแตกร้าวเป็นทางยาว เศษหินและฝุ่นผงร่วงหล่นราวกับหิมะถล่ม
และก่อนที่เฟิงอวี่จะทันได้ดึงกระบี่ออกจากฝัน เงาร่างสีดำสนิทร่างหนึ่งก็ก้าวออกมาจากรอยแยกของมิติกลางอากาศภายในถ้ำ—สถานที่ซึ่งไม่ควรมีผู้ใดเข้าถึงได้—พร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นที่บาดลึกถึงจิตวิญญาณ
"ช้าก่อน... เฟิงอวี่ หลินซี... เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าการหนีมายังซากปรักหักพังที่ถูกลืมเลือนนี้ จะพ้นเงื้อมมือของ 'ทัณฑ์สวรรค์' ไปได้?"
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางในวิถีกระบี่นี้ด้วยกันนะครับ พบกันใหม่ตอนหน้าครับ (เพลิงโอสถสวรรค์)
เซียนผู้ลบลิขิตกับศิษย์สาวผู้เย็นชา: ฝืนวิถีสวรรค์ด้วยกระบี่เดียว•ตอนที่ 12
ยอดเขาหมื่นมรรคา
ผลงานโดย เพลิงโอสถสวรรค์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เพลิงโอสถสวรรค์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนผู้ลบลิขิตกับศิษย์สาวผู้เย็นชา: ฝืนวิถีสวรรค์ด้วยกระบี่เดียว นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!