"หากพวกเจ้ายังก้าวล่วงเข้ามาในเขตแดนของสำนักกระบี่เมฆาอัสนีอีกเพียงก้าวเดียว... อย่าหาว่าสำนักของเราไร้ไมตรีจิต!"
เสียงคำรามด้วยลมปราณระดับหลอมรวมวิญญาณดังสะท้านป่าทึบเบื้องหน้า แรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวแผ่ซ่านออกมาจากค่ายกลกระบี่เจ็ดดาวที่ถูกกางกั้นไว้ราวกับตาข่ายมรณะ พื้นดินใต้ฝ่าเท้าสั่นสะเทือน ใบไม้แห้งปลิวว่อนด้วยแรงพิโรธของกลุ่มผู้ไล่ล่าจากสามสำนักใหญ่ที่ร่วมมือกันปิดล้อมเส้นทางหนีของพวกเขาทุกด้าน
เฟิงอวี่มิได้สะท้านสะเทือนต่อคำขู่โสโครกนั้นแม้แต่น้อย ดวงตาคมกริบดุจคมกระบี่กวาดมองค่ายกลเบื้องหน้าอย่างพิจารณา มือขวากุมด้ามกระบี่ไร้ลักษณ์ไว้แน่นจนข้อต่องอขาว ไอปราณสีครามเข้มไหลเวียนรอบกายราวกับมังกรเพลิงที่กำลังจำศีล
ข้างกายเขา หลินซี ยืนหยัดอย่างสง่างามท่ามกลางพายุอารมณ์ อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ของนางพลิ้วไหวตามแรงลมปราณที่แผ่ออกมา ความเย็นเยียบราวน้ำแข็งพันปีแผ่ซ่านรัศมีรอบตัวจนหยาดน้ำค้างบนใบหญ้าจับตัวเป็นเกล็ดน้ำแข็งสีขาวโพลน แม้ใบหน้างามล้ำจะยังคงราบเรียบราวนางพญาหิมะ แต่ดวงตาคู่สวยกลับฉายแววระ-อุด้วยโทสะอันเงียบงัน นางมิใช่คนที่จะยอมจำนนต่อข้อกล่าวหาอันเป็นเท็จ—ข้อหาปล้นชิงโอสถบรรพกาลและสังหารผู้อาวุโสสำนักสวรรค์เร้นลับ ซึ่งความจริงแล้วเป็นฝีมือของพวกมันเองที่หักหลังกันลับหลัง
"พวกมันโยนความผิดให้เรา เพราะต้องการผนึกวิชากระบี่ฝืนลิขิตของข้า และต้องการเคล็ดวิชาเหมันต์นิรันดร์ในร่างของเจ้า..." เฟิงอวี่กล่าวเสียงทุ้มต่ำ นัยน์ตาคมกวาดมองเงาร่างนับสิบบนยอดไม้ที่กำลังพุ่งทะยานเข้ามาล้อมกรอบ
"สุนัขรับใช้ที่ไร้ยางอาย ถึงตายก็ยังไม่สำนึก" หลินซีกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบเฉียบคมดุจใบมีดน้ำแข็ง นางปรายตามองไปยังผู้อาวุโสพรรคโลหิตโลกันตร์ที่ยืนอยู่แถวหน้าสุด "ข้าจะแสดงให้พวกมันเห็นว่า การหาญกล้ากระตุกหนวดพยัคฆ์เหมันต์ มีจุดจบเช่นไร"
"ช้าก่อนซีเอ๋อร์..." เฟิงอวี่เอื้อมมือไปแตะแขนเสื้อนางแผ่วเบา สัมผัสได้ถึงความเย็นยะเยือกที่แผ่ออกมาจากร่างนาง แต่กระนั้นเขากลับสัมผัสได้ถึงความสั่นเทรุนแรงที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความเยือกเย็นนั้น "เจ้าบาดเจ็บจากการฝืนใช้พลังเมื่อคราวก่อน ปล่อยให้เป็นหน้าที่ข้าเถอะครับ"
หลินซีชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาสีรัตติกาลมองสบตาเขา ความอบอุ่นสายหนึ่งพลันแทรกซึมผ่านกำแพงน้ำแข็งในใจนางอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน นางเม้มริมฝีปากบางเบา "ท่าน... ระวังตัวด้วย อย่าคิดตายต่อหน้าข้าเป็นอันขาด มิฉะนั้น ต่อให้ท่านกลายเป็นผี ข้าก็จะตามไปลากวิญญาณท่านกลับมาลงทัณฑ์"
คำพูดนั้นแม้จะฟังดูเยือกเย็นและดุดัน แต่เฟิงอวี่กลับระบายยิ้มบางๆ ออกมา เป็นรอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยความมั่นใจและความหมายลึกซึ้งที่พวกเขารู้กันเพียงสองคน
"วางใจเถอะครับ ข้ายังไม่อยากตาย... ข้ายังต้องอยู่ปกป้องเจ้าจากสวรรค์เฮงซวยนี่อีกนาน"
*เปรี้ยง!*
ไม่ทันที่ฝ่ายตรงข้ามจะได้เอ่ยวาจาเจรจา เฟิงอวี่ก็สะบัดมือซัดกระบี่ออกไปครึ่งคืบ!
แสงกระบี่สีครามเจิดจ้าพุ่งทะยานแหวกอากาศราวกับสายฟ้าแลบ มันไม่ใช่กระบี่ธรรมดา แต่เป็นวิชาตัวเบาและกระบี่ที่ผสานเข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ 'วิชากระบี่ไร้ลักษณ์ ขั้นที่สาม: ทลายดารา' พลังปราณมหาศาลพุ่งเข้าปะทะกับค่ายกลเจ็ดดาวจนเกิดเสียงระเบิดกัมปนาท ค่ายกลที่ขึ้นชื่อว่าไร้ช่องโหว่ กลับปรากฏรอยร้าวขนาดใหญ่อย่างฉับพลัน
"บัดซบ! มันแข็งแกร่งเกินไปแล้ว รีบฆ่ามัน!" ผู้อาวุโสพรรคโลหิตโลกันตร์แผדเสียงลั่นด้วยความตื่นตระหนก กระบี่เลือดนับพันเล่มถูกชักออกจากฝักพุ่งเข้าใส่คนทั้งสองราวกับห่าฝนโลหิต
ในวินาทีนั้นเอง หลินซีไม่รอช้า นางยกมือขึ้นวาดผ่านอากาศเบื้องหน้า คลื่นความเย็นยะเยือกแผ่ขยายออกไปในพริบตา สายน้ำในรัศมีร้อยลี้กลายเป็นน้ำแข็ง ห่าฝนโลหิตที่พุ่งเข้ามาถูกแช่แข็งกลางอากาศก่อนจะร่วงหล่นลงมาแตกละเอียดเป็นผงธุลีสีแดงบนพื้นดิน
"วิชาเหมันต์สยบปฐพี!"
ร่างบางพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า อาภรณ์สีขาวโบกสะบัดราวกับเทพเซียนลงมาจากสรวงสวรรค์ รัศมีพลังปราณของนางกดทับเหล่าจอมยุทธ์เบื้องล่างจนกระอักเลือดออกมาพร้อมกัน การประสานพลังระหว่างกระบี่ไร้ลักษณ์ของเฟิงอวี่และเหมันต์นิรันดร์ของหลินซีในยามนี้ ร้ายกาจและทรงพลังเสียจนแม้แต่ผู้ฝึกตนขอบเขตกำเนิดจิตวิญญาณยังต้องสั่นสะท้าน
ทว่า... ท่ามกลางความชุลมุนของการฝ่าวงล้อม ฟ้าเบื้องบนกลับแปรเปลี่ยนเป็นสีดำสนิทอย่างไร้สาเหตุ เมฆดำทมิฬม้วนตัวเข้าหากันอย่างรวดเร็วจนเกิดเป็นเกลียวพายุหมุนขนาดมหึมา เสียงคำรามของสายฟ้าฟาดสีทองคำบริสุทธิ์ดังสนั่นหวั่นไหวราวกับเสียงคำรามของเทพเจ้าแห่งการลงทัณฑ์
*เปรี้ยง! ครืนนน!*
สายฟ้าสีทองเส้นหนึ่งผ่าลงมาตรงหน้าพวกเขาพอดี แรงอัดมหาศาลทำให้พื้นดินแยกออกเป็นเหวลึก ขัดขวางเส้นทางหลบหนีของทั้งคู่ทันที
เฟิงอวี่หรี่ตาลงมองท้องฟ้าด้วยความโกรธเกรี้ยว "ทัณฑ์สวรรค์... พวกมันถึงกับใช้ค่ายกลบรรพกาลดึงทัณฑ์สวรรค์ลงมาหมายสังหารพวกเราจริงๆ หรือนี่!"
หลินซีร่อนลงยืนเคียงข้างเขา ลมหายใจนางหอบสะท้านเล็กน้อยจากการใช้พลังฝืนธรรมชาติเมื่อครู่ แต่สายตายังคงเด็ดเดี่ยวไม่เปลี่ยนแปลง "พวกมันไม่เพียงต้องการกำจัดเรา แต่ต้องการให้เราตายอย่างไร้ร่องรอย เพื่อปกปิดความลับเรื่องสมบัติโบราณ"
เฟิงอวี่สูดลมหายใจเข้าลึกๆ กำด้ามกระบี่ในมือแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน เขาก้าวขึ้นมาบังร่างบางไว้ครึ่งก้าว สายตาคมกริบจ้องมองไปยังเงาร่างลึกลับที่ค่อยๆ ก้าวเดินออกมาจากม่านหมอกสีดำทมิฬเบื้องหน้า—เงาร่างที่แผ่กลิ่นอายอันคุ้นเคยและน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าผู้ใดในยุทธภพ
และในวินาทีที่เงาร่างนั้นปรากฏชัดเจนภายใต้แสงสายฟ้าสีทอง เฟิงอวี่ก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงระคนแค้นเคือง เพราะบุคคลที่ยืนอยู่เบื้องหน้ามิใช่ใครอื่น แต่คือ...
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางในวิถีกระบี่นี้ด้วยกันนะครับ พบกันใหม่ตอนหน้าครับ (เพลิงโอสถสวรรค์)
เซียนผู้ลบลิขิตกับศิษย์สาวผู้เย็นชา: ฝืนวิถีสวรรค์ด้วยกระบี่เดียว•ตอนที่ 7
เส้นทางหนีจากสำนัก
ผลงานโดย เพลิงโอสถสวรรค์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เพลิงโอสถสวรรค์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนผู้ลบลิขิตกับศิษย์สาวผู้เย็นชา: ฝืนวิถีสวรรค์ด้วยกระบี่เดียว นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!