หยาดโลหิตสีชาดหยดหนึ่งร่วงหล่นลงกระทบผิวน้ำในลำธารเบื้องล่าง เกิดเป็นระลอกคลื่นวงแล้ววงเล่าที่สะท้อนแสงจันทร์สีนวลให้แตกกระเจิงราวกับภาพวาดพู่กันที่ถูกมือมารขยี้จนแหลกเหลว
กลิ่นอายปราณกระบี่ที่เย็นเยียบจนถึงกระดูกสันหลังไม่ได้มาจากลมหนาวของหุบเขาหลังสำนัก หากแต่มาจากคมกระบี่สีครามใสราวน้ำแข็งหมื่นปีที่จ่ออยู่ห่างจากลำคอของเฟิงอวี่เพียงมิลลิเมตรเดียวเท่านั้น
"เจ้าล้ำเส้นมาไกลเกินไปแล้ว, เฟิงอวี่"
น้ำเสียงของนางราบเรียบ เย็นชา และไร้ซึ่งคลื่นอารมณ์ใดๆ ดุจเดียวกับรูปสลักน้ำแข็งบนยอดเขาเหมันต์นิรันดร์ แต่ในแววตาสีรัตติกาลคู่นั้นกลับไหววับด้วยประกายความซับซ้อนที่แม้แต่นางเองก็ไม่อาจซ่อนเร้นไว้ได้มิด
เฟิงอวี่แย้มยิ้ม มุมปากหยักขึ้นเป็นรอยยิ้มเย้ยหยันฟ้าดินเช่นเคย แม้ความตายจะอยู่ใกล้แค่เอื้อม เขากลับไม่ถอยหลังแม้แต่ครึ่งก้าว ร่างกายของเขายังคงผ่อนคลาย แต่ดวงตาดุจเหยี่ยวคู่นั้นจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของหลินซี ราวกับต้องการทะลวงผ่านเกราะป้องกันอันหนาเตอะของวิชาเซียนตัดกิเลสเข้าไปให้ถึงหัวใจที่แท้จริงของนาง
"ล้ำเส้นงั้นหรือ? หลินซี... ข้าคิดว่าพวกเราต่างหากที่กำลังเดินอยู่บนเส้นด้ายเส้นเดียวกัน เส้นด้ายที่เรียกว่า 'ความลับของสำนัก' และเจตจำนงแห่งสวรรค์ที่น่าขบขันนั่น" เฟิงอวี่เอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าทรงพลังในทุกถ้อยคำ "ภารกิจลับในยามวิกาลของศิษย์เอกแห่งยอดเขาเหมันต์... หากเรื่องนี้แพรพรายออกไป คิดว่าพวกผู้อาวุโสจะลงทัณฑ์เจ้าด้วยกระบี่อัสนีสวรรค์กี่สายกัน?"
กระบี่ในมือของหลินซีสั่นน้อยๆ ปราณกระบี่รอบตัวนางปั่นป่วนจนใบไม้รอบกายแตกละเอียดเป็นผุยผงด้วยแรงกดดันระดับขอบเขตหลอมรวมวิญญาณขั้นสมบูรณ์ แต่นางไม่กล้าลงมือ—ไม่ใช่เพราะนางลังเลที่จะสังหารผู้บุกรุก แต่เป็นเพราะคำพูดของเขาจี้ถูกจุดดำมืดในจิตสำนึกที่นางพยายามกดทับมันไว้ด้วยวิชาเซียนมาตลอดหลายปี
"หุบปากเสีย!" หลินซีตวาดเบาๆ ปราณกระบี่พุ่งทะยานออกไปเฉือนเส้นผมสีดำสนิทของเฟิงอวี่ร่วงหล่นลงพื้นสองสามเส้น "เจ้าไม่รู้อะไรเลย... การกระทำของข้าในคืนนี้ คือหนทางเดียวที่จะปกป้องวิถีแห่งสำนักนี้ไว้ได้!"
"ปกป้อง?" เฟิงอวี่หัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะของเขาทุ้มต่ำและแฝงด้วยความขื่นขมที่สะสมมาตั้งแต่ในอดีต "อาจารย์ของข้าก็เคยพูดคำนี้ก่อนที่ท่านจะถูกทัณฑ์สวรรค์กลืนกินจนไม่เหลือแม้แต่เศษกระดูก! คำว่า 'ปกป้อง' ของพวกเจ้า... มันก็แค่ข้ออ้างในการก้มหัวให้กฎเกณฑ์อันอยุติธรรมไม่ใช่หรือ?"
บรรยากาศรอบกายพลันเงียบสงัดลงชั่วขณะ เสียงลมหายใจของคนทั้งสองประสานเข้ากับเสียงสายน้ำไหลอย่างไร้ความปรานี หลินซีจ้องมองชายหนุ่มผู้มีวิชาตัวเบาไร้ลักษณ์เบื้องหน้า แววตาที่เคยว่างเปล่าไร้ความรู้สึกเริ่มสั่นไหวอย่างรุนแรง ภาพอดีตที่นางถูกพรากความทรงจำในวัยเยาว์เพื่อแลกกับการได้เป็นศิษย์เอกผุดขึ้นมาในหัว สมองของนางร่ำร้องให้ลงมือสังหารพยานปากเอกคนนี้เสีย เพื่อรักษาความสงบสุขจอมปลอมของสำนัก แต่หัวใจที่ถูกแช่แข็งมานานนับปีกลับรู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุเมื่อเห็นร่องรอยความเจ็บปวดในแววตาของเขา
"เจ้ามันดื้อรั้น... และโง่เขลาที่สุด" หลินซีลดปลายกระบี่ลงเล็กน้อยอย่างไม่ตั้งใจ
"ข้าอาจจะโง่เขลาที่เลือกเดินสวนทางกับสวรรค์..." เฟิงอวี่ก้าวเข้าไปประชิดตัวนางในระยะที่ลมหายใจรดกันได้ รวดเร็วจนหลินซีไม่ทันตั้งตัว ปลายกระบี่ของนางแนบชิดกับอกเสื้อของเขาโดยมีหัวใจที่กำลังเต้นระรัวของทั้งคู่กั้นกลาง "แต่ข้าไม่มีวันโง่พอที่จะปล่อยให้ผู้หญิงที่ข้า... ที่ข้าสนใจ ต้องแบกรับภาระอันหนักอึ้งนี้ไว้เพียงลำพัง"
ใบหน้าที่เคยเยือกเย็นดั่งน้ำแข็งของหลินซีพลันขึ้นสีแดงระเรื่อจางๆ ภายใต้แสงจันทร์ แม้จะเป็นเพียงเสี้ยววินาทีแต่มันก็ชัดเจนพอกที่จะทำให้ลมหายใจของเฟิงอวี่สะดุด นางถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยอัตโนมัติ ดวงตาเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกใจและไม่พอใจที่ถูกเขากวนใจจนจิตหลุดจากสมาธิ
"เฟิงอวี่! เจ้ากล้าล่วงเกิน..."
"ข้ายังไม่ได้ทำอะไรเลยต่างหากเล่า" เฟิงอวี่ส่งยิ้มเจ้าเล่ห์ที่มุมปาก ก่อนจะปรับน้ำเสียงให้จริงจังขึ้นเมื่อสัมผัสได้ถึงบางสิ่งบางอย่างที่กำลังเคลื่อนตัวเข้ามาในความมืดรอบหุบเขา "แต่ดูเหมือนว่า... แขกที่ไม่ได้รับเชิญตัวจริงกำลังจะมาเยือนแล้วนะ"
สิ้นเสียงของชายหนุ่ม ม่านหมอกสีดำทมิฬก็พวยพุ่งขึ้นปกคลุมทั่วบริเวณหุบเขาหลังสำนักทันที กลิ่นอายโลหิตและจิตสังหารอันชั่วร้ายแผ่ซ่านกดทับลงมาจนอากาศแทบกลายเป็นของแข็ง ปราณกระบี่ของหลินซีสะท้อนแสงวาบขึ้นมาเองโดยอัตโนมัติเพื่อป้องกันไอชั่วร้าย
ในเงานั้น ร่างเงาร่างหนึ่งก้าวออกมาจากความมืด พร้อมกับเสียงหัวเราะแหบพร่าที่บาดลึกถึงวิญญาณ
"ฮ่าๆๆๆ... ช่างเป็นภาพที่น่าประทับใจเสียจริง ศิษย์เอกผู้สูงส่งแห่งยอดเขาเหมันต์กับจอมยุทธ์นอกรีตผู้ฝืนลิขิตฟ้า... ไม่นึกเลยว่าความลับเรื่อง 'คัมภีร์โลหิตผลาญสวรรค์' จะนำพาหนุ่มสาวมาพบกันในยามวิกาลเช่นนี้"
หลินซีหน้าถอดสีทันที ร่างกายของนางสั่นเทาไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นเพราะตัวตนของแขกผู้มาเยือนคนนี้คือบุคคลที่นางกำลังตามล่าเพื่อปิดปากมาตลอดสามวันเต็ม!
เฟิงอวี่หรี่ตาลง กลิ่นอายพลังปราณที่แผ่ออกมาจากร่างเงานั้นเหนือกว่าขอบเขตหลอมรวมวิญญาณทั่วไปอย่างเทียบไม่ติด ทว่าก่อนที่ใครจะได้ขยับตัว จู่ๆ อักขระเวทสีทองนับพันก็ปรากฏขึ้นบนท้องฟ้าเหนือหุบเขา ส่งเสียงคำรามราวกับอสนีบาตฟาดลงมากลางกระหม่อม และเสียงอันกึกก้องจากหอคอยทัณฑ์สวรรค์ก็ดังสะท้อนก้องกังวานไปทั่วทั้งสำนัก
*"ผู้ใดฝืนกฎ... ผู้นั้นต้องมอดไหม้!"*
พร้อมกับแสงสีทองสว่างวาบพุ่งตรงมายังจุดที่พวกเขายืนอยู่ ร่างของบุคคลลึกลับในเงาดำก็ยกย่องมุมปากขึ้นเผยรอยยิ้มอันน่าสะพรึงกลัว ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้เลือดในกายของเฟิงอวี่และหลินซีเย็นเฉียบถึงขั้วหัวใจ
"พวกเจ้าคิดว่าใครกัน...ที่เป็นคนเปิดประตูคุกใต้ดินให้ข้าเดินออกมาในคืนนี้?"
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางในวิถีกระบี่นี้ด้วยกันนะครับ พบกันใหม่ตอนหน้าครับ
เซียนผู้ลบลิขิตกับศิษย์สาวผู้เย็นชา: ฝืนวิถีสวรรค์ด้วยกระบี่เดียว•ตอนที่ 2
การปะทะใต้แสงจันทร์
ผลงานโดย เพลิงโอสถสวรรค์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เพลิงโอสถสวรรค์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนผู้ลบลิขิตกับศิษย์สาวผู้เย็นชา: ฝืนวิถีสวรรค์ด้วยกระบี่เดียว นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!