"เจ้าคิดว่าขีดจำกัดของมดปลวกอย่างเจ้า จะปีนป่ายขึ้นมาถึงยอดเขาอัคคีสวรรค์นี้ได้สักกี่น้ำกัน... เฟิงอวี่"
เสียงหัวร่อเย้ยหยันดังสะท้อนก้องกังวานท่ามกลางลานประลองหินศิลาทมิฬ แรงกดดันจากลมปราณระดับหลอมรวมวิญญาณขั้นสมบูรณ์แผ่พุ่งกดทับลงมาดุจขุนเขาหินผา ผู้ท้าทายต่างถอยร่นด้วยความหวาดหวั่น ทว่าร่างของบุรุษในชุดคลุมสีหมึกกลับยังคงยืนหยัดตรงแน่ว ปลายเท้ามั่นคงรากหยั่งลึกลงบนพื้นศิลา ดวงตาคมกริบดั่งคมกระบี่ที่ซ่อนฝักทอดมองคู่ต่อสู้เบื้องหน้าด้วยความสงบนิ่งอันน่าสะพรึงกลัว
นี่คือการแข่งขันประลองยุทธ์ประจำปีแห่งสำนักเซียนบูรพา มหกรรมที่เหล่าผู้อาวุโสและศิษย์สายตรงนับพันชีวิตต่างเฝ้ารอคอย เพื่อพิสูจน์ว่าผู้ใดคือผู้ครอบครองวิถีแห่งฟ้าอย่างแท้จริง
เฟิงอวี่ไม่ได้ปริปากตอบโต้ วาจาในยุทธภพเป็นเพียงสายลมที่พัดผ่าน การกระทำต่างหากคืออักษรโลหิตที่จารึกความจริง ไอเย็นยะเยือกแผ่ซ่านออกจากร่างของเขาชั่วขณะ เมื่อหวนนึกถึงภาพเงาของอาจารย์ผู้ล่วงลับ ผู้ต้องทัณฑ์สวรรค์อันอยุติธรรมเพียงเพราะขัดขืนกฎเกณฑ์คร่ำครึ ความแค้นเคืองและเจตจำนงอันแน่วแน่ถูกหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวในกระดูกไขสันหลัง *ฟ้ากำหนดข้า มิสู้ข้ากำหนดฟ้า... วันนี้ ข้าจะใช้กระบี่ในมือนี้แหละ ฉีกทึ้งกฎเหล็กโสมมของพวกท่านให้สิ้นซาก*
บนระเบียงหยกขาวเบื้องบน หลินซี ศิษย์เอกแห่งยอดเขาเหมันต์นิรันดร์ ทอดสายตาลงมายังลานประลองเบื้องล่างด้วยแววตาที่ยากจะหยั่งถึง นางงดงามราวรูปสลักน้ำแข็งบริสุทธิ์ ไร้ซึ่งรอยยิ้ม ไร้ซึ่งความหวั่นไหว ทว่าปลายนิ้วเรียวที่กำราวระเบียงหยกแน่นจนข้อต่อขาวซีด กลับเป็นสิ่งเดียวที่ทรยศความเย็นชาของนาง วิชาเซียนตระกูลหลินบังคับให้ผู้ฝึกฝนต้องตัดขาดจากกิเลสและอารมณ์ความรู้สึก หากแต่ยามที่เห็นแผ่นหลังอันทะนงตนของเฟิงอวี่ หัวใจที่ควรจะด้านชดดั่งหอคอยน้ำแข็งกลับสั่นสะท้านด้วยระลอกคลื่นแห่งความกังวล
"น้องหญิงหลิน ท่านคิดว่าศิษย์นอกสำนักผู้นั้นจะรับมือกระบวนท่า 'อัคคีผลาญนภา' ของพี่รองกู่ได้กี่ลมหายใจกัน?" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นข้างกาย นางเหลือบมองเพียงหางตา ไร้ซึ่งคำตอบ มีเพียงความเงียบงันที่กดดันยิ่งกว่าพายุ
"เริ่มประลอง!"
เสียงกังวานของกรรมการสนามดังขึ้นราวสายฟ้าฟาด กู่เทียนเหิง ไม่รอช้า ทะยานร่างขึ้นกลางอากาศ ร่างกายพลันลุกโชนด้วยเปลวเพลิงสีชาด รัศมีความร้อนแผดเผาจนอากาศรอบกายบิดเบี้ยว กลายเป็นคลื่นพลังทำลายล้างที่พุ่งตรงเข้าใส่เฟิงอวี่ดุจดาวหางตกกระทบพื้น "ตายเสียเถอะเจ้าสวะ!"
บรรดาศิษย์รอบสนามต่างอุทานด้วยความตื่นตระหนก พลังนี้เหนือกว่าขอบเขตที่ศิษย์ทั่วไปจะรับมือได้ นี่คือการหมายเอาชีวิตกลางลานประลองอย่างโจ่งแจ้ง!
ทว่า เฟิงอวี่หาได้ขยับเขยื้อนหนีไม่ ร่างของเขายังคงนิ่งงดงามราวกับรูปปั้นหินผา ดวงตาหรี่ลงครึ่งหนึ่ง จับจ้องทุกอนุการเคลื่อนไหวของเปลวเพลิงที่กำลังถาโถมเข้ามา ในวินาทีที่ความร้อนระอุแผดเผาขนตาของเขา วิชาก้าวพริบตาไร้ลักษณ์ก็ทำงาน ปราณลมปราณสายหนึ่งระเบิดออกใต้ฝ่าเท้า ร่างของเขาพลันเลือนรางกลายเป็นภาพติดตา
ตูมมม!
พื้นศิลาทมิฬระเบิดกระจายเศษหินปลิวว่อน คลื่นกระแทกแผ่ขยายเป็นวงกว้างจนผู้คนต้องยกแขนขึ้นป້ອງใบหน้า กู่เทียนเหิงเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง เมื่อการโจมตีอันภาคภูมิใจของตนกลับคว้าได้เพียงความว่างเปล่า
"เจ้า... หาตัวไม่เจอ!"
"ข้าอยู่ตรงนี้ต่างหาก"
เสียงกระซิบแผ่วเบาดั่งมาจากขุมนรกดังขึ้นข้างใบหูของกู่เทียนเหิง ขนกายทั่วร่างของมันลุกชันด้วยสัญชาตญาณแห่งความตาย เมื่อหันขวับกลับไป ก็พบว่าปลายกระบี่สีนิลกาฬเล่มหนึ่งจ่ออยู่ตรงระหว่างคิ้วของมันแล้ว ไอปราณเย็นเฉียบและคมกริบทะลุทะลวงผิวหนังจนเลือดสีแดงสดหยดลงบนพื้นหิน
รอบลานประลองตกอยู่ในความเงียบงันสนิท ไม่มีใครคาดคิดว่าการโจมตีอันรวดเร็วและดุดัน จะถูกสยบลงได้ภายในกระบวนท่าเดียว!
หลินซีที่อยู่บนระเบียงหยกผ่อนลมหายใจoutยาวอย่างแนบเนียน มุมปากงดงามหยักขึ้นน้อยนิดโดยที่ไม่มีผู้ใดสังเกตเห็น ทว่าความตึงเครียดกลับไม่ได้ลดน้อยลงเลย เพราะในเสี้ยววินาทีต่อมา ผู้อาวุโสใหญ่ผู้ควบคุมกฎแห่งสำนักเซียนบูรพา ซึ่งเป็นอาจารย์ของกู่เทียนเหิง ก็ลุกขึ้นยืนด้วยใบหน้าดำทะมึน แววตาเต็มไปด้วยจิตสังหารที่ไม่อาจปิดบัง
"บังani! ใช้เล่ห์กลนอกรีตทำร้ายเพื่อนร่วมสำนัก มีความผิดฐานสมคบคิดกับมาร คุมตัวมันไว้!" ผู้อาวุโสใหญ่ตวาดลั่น พลังปราณระดับกำเนิดวิญญาณถูกปลดปล่อยออกมาข่มขวัญกดทับกดดันเฟิงอวี่โดยตรง นี่คือการใช้อำนาจกดขี่ข่มเหงผู้เยาว์อย่างหน้าไม่อาย!
เฟิงอวี่แค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาคมกริบฉายแววดุดันดั่งพยัคฆ์หนุ่ม เขาไม่เพียงแต่ไม่ถอยหลัง แต่ยังก้าวเท้าเดินหน้าเผชิญหน้ากับแรงกดดันระดับกำเนิดวิญญาณด้วยลำตัวที่ตั้งตรงสง่างาม
"ใช้เล่ห์กลหรือฝีมือที่แท้จริง ผู้อาวุโสย่อมรู้แก่ใจดี หากสำนักเซียนบูรพาแห่งนี้ไม่มีความยุติธรรมหลงเหลืออยู่..." เฟิงอวี่เอ่ยขึ้น น้ำเสียงราบเรียบแต่ทรงพลังดุจอสุนีบาต กวาดสายตามองเหล่าผู้อาวุโสบนที่นั่งประธานทีละคน ก่อนจะชักกระบี่ออกจากฝักครึ่งหนึ่ง เสียงโลหิตเสียดสีกับฝักกระบี่ดังเสียดแก้วหู "เช่นนั้น วิถีกระบี่ในมือของข้า ก็ไม่มีความจำเป็นต้องไว้หน้าผู้ใดอีกต่อไป!"
เปรี้ยง!
สิ้นเสียงคำประกาศกร้าว ท้องฟ้าที่เคยแจ่มใสเหนือยอดเขาอัคคีสวรรค์พลันมืดครึ้มลงในพริบตา เมฆดำทะมึนหมุนวนเป็นเกลียวคลื่น สายฟ้าสีทองคำคำรามลั่นสะท้านสะเทือนผืนปฐพี แรงกดดันจากทัณฑ์สวรรค์โบราณปรากฏขึ้นเหนือหัวของเฟิงอวี่ ราวกับฟ้าดินกำลังพิโรธต่อคำประกาศท้าทายอันอาจหาญของเขา
ทุกผู้คนในสำนักต่างหน้าถอดสีด้วยความหวาดกลัว ทว่าในจังหวะวิกฤตที่ไม่มีใครคาดคิดนั้นเอง ร่างระหงในชุดอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ราวกับเทพเซียนก็ทะยานลงมาจากระเบียงหยก ปลายเท้าแตะลงบนพื้นลานประลองเคียงข้างเฟิงอวี่อย่างแผ่วเบา ดาบน้ำแข็งในมือของหลินซีเปล่งประกายแสงเจิดจ้า นางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชาที่สั่นเครือเล็กน้อยแต่เด็ดเดี่ยว "หากสำนักนี้จะลงทัณฑ์เขา... เช่นนั้น ข้า หลินซี ก็ขอร่วมรับทัณฑ์สวรรค์เคียงข้างเขาด้วยเช่นกัน!"
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางในวิถีกระบี่นี้ด้วยกันนะครับ พบกันใหม่ตอนหน้าครับ (เพลิงโอสถสวรรค์)
เซียนผู้ลบลิขิตกับศิษย์สาวผู้เย็นชา: ฝืนวิถีสวรรค์ด้วยกระบี่เดียว•ตอนที่ 5
กฎเหล็กแห่งยอดเขา
ผลงานโดย เพลิงโอสถสวรรค์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เพลิงโอสถสวรรค์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนผู้ลบลิขิตกับศิษย์สาวผู้เย็นชา: ฝืนวิถีสวรรค์ด้วยกระบี่เดียว นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!