เซฟเฮาส์ไม่มีจริงกับเชฟหนุ่มปากจัด•ตอนที่ 2

เชฟปากปีจอขอเชิญออกไป

ผลงานโดย มหายุทธ์ไร้เทียมทาน
เสียงเตาแก๊สอินดักชันที่ตัดไฟฉับพลัน พร้อมกับกลิ่นอายควันจางๆ ของเนื้อแกะย่างซอสเบอร์รี เป็นสัญญาณเตือนภัยระยะประชิดที่รณกรสัมผัสได้ทันที ร่างสูงโปร่งของเชฟคิรินก้าวเข้าประชิดตัวเขาด้วยความเร็วระดับนักกีฬาพาร์คัวร์ ใบหน้าคมคายที่มักจะเชิดขึ้นด้วยความถือดีบัดนี้อยู่ห่างจากปลายจมูกของเขาไม่ถึงคืบ ดวงตาสีสนิมเหล็กคู่นั้นไม่ได้ฉายแววหวาดกลัวต่อคำเตือนเรื่อง "ฆาตกร" เลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม มันกลับทอประกายความท้าทายกรุ่นโกรธอย่างชัดเจน "คุณเล่นมุกอะไรของคุณ รณกร" น้ำเสียงทุ้มต่ำแต่เย็นเฉียบของคิรินดังลอดไรฟัน ขณะที่มือเรียวยาวทรงพลังข้างหนึ่งเอื้อมไปคว้าปกเสื้อเชิ้ตของเขาอย่างถือวิสาสะ "นี่มันห้องครัวระดับมิชลินสตาร์ ไม่ใช่โรงละครสัตว์ที่คุณจะมาตะโกนเรื่องฆาตกรเพื่อเรียกร้องความสนใจ" รณกรไม่แม้แต่จะขยับถอยหลังหนี เขายังคงรักษารอยยิ้มมุมปากที่กวนประสาทเป็นเอกลักษณ์เอาไว้ได้อย่างเหนียวแน่น สายตาคมกริบของนักสืบกวาดมองผ่านไหล่กว้างของเชฟหนุ่มไปยังประตูห้องครัวโซนเสิร์ฟ ที่ซึ่งร่างของพนักงานเสิร์ฟหนุ่มกำลังวางจานอาหารสุดท้ายลงบนโต๊ะของแขก VIP ด้วยมือที่สั่นเทาเล็กน้อย—สั่นเทาด้วยความตื่นเต้น หรือสั่นเทาเพราะอะดรีนาลีนที่หลั่งพล่านจากการฆ่าคนกันแน่นะ? "ผมหน้าตาเหมือนคนว่างงานจนต้องมาเล่นมุกตลกฝืดเหรอครับ เชฟคิริน" รณกรเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล แต่ทุกพยางค์กลับคมกริบราวกับใบมีดโกน "ลองก้มมองจานอาหารจานนั้นให้ดีสิครับ... จานที่เพิ่งออกไปจากเคาน์เตอร์ของคุณเมื่อสามนาทีที่แล้ว มีผงสีขาวแปลกปลอมผสมอยู่ในซอสทรัฟเฟิล ไม่ใช่เกลือหิมาลายัน ไม่ใช่พริกไทยดำ แต่เป็นโพแทสเซียมไซยาไนด์ในปริมาณที่มากพอจะทำให้หัวใจของวาณิชธาตุคนนั้นหยุดเต้นภายในห้าวินาทีแรกที่กลืนลงคอ" คิรินชะงักไปชั่วเสี้ยววินาที ร่างกายที่เกร็งตึงเมื่อครู่ผ่อนลงเล็กน้อยก่อนจะเปลี่ยนเป็นความระแวง ดวงตาสีสนิมเหล็กหันขวับไปมองจานอาหารที่ถูกเสิร์ฟออกไปแล้วอย่างรวดเร็ว กรามหนาขบเข้าหากันจนขึ้นสันนูน ความเป็นเพอร์เฟกต์ชันนิสต์ในตัวเชฟหนุ่มถูกท้าทายด้วยความจริงที่ว่า "มีบางอย่างผิดพลาดในอาณาจักรของเขา" และมันเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาผู้ชายปากกวนคนนี้ "คุณรู้อะไรมา" คิรินถามเสียงต่ำ ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับปลายคางของรณกรเนื่องจากระยะห่างที่ใกล้กันจนเกินความจำเป็น "รู้ว่าถ้าคุณยังยืนกดผมติดกำแพงแบบนี้ แขกวีไอพีคนนั้นคงได้ไปยมโลกก่อนที่คุณจะได้เสิร์ฟของหวานน่ะสิครับ" รณกรเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ดวงตากลมโตแพรวพราวด้วยประกายความท้าทาย "สนใจเปลี่ยนบทบาทมาเป็นผู้ช่วยนักสืบชั่วคราวไหมล่ะครับ เชฟ? หรือจะปล่อยให้ครัวของคุณกลายเป็นฉากฆาตกรรมระดับประเทศดี?" คิรินแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาคู่คมจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของรณกรราวกับต้องการจะค้นหาว่าผู้ชายคนนี้เป็นใครกันแน่—ไอ้คนกวนประสาทที่ก้าวเข้ามาในเซฟเฮาส์ของเขาอย่างไร้ความเกรงกลัว และตอนนี้ยังกล้ามาสั่งให้เขาหยุดทำอาหารเพื่อไปไล่ล่าฆาตกร "อย่าสำคัญตัวผิดไป รณกร" คิรินผละมือออกจากปกเสื้อของอีกฝ่ายอย่างไม่ไยดี ก่อนจะคว้าผ้ากันเปื้อนสีดำสนิทมาพาดบ่าอย่างรวดเร็ว "ในครัวนี้ ไม่มีใครมีสิทธิ์สั่งผม... แต่ถ้ามีใครบังอาจเอาสารพิษมาแปดเปื้อนผลงานศิลปะบนจานของผม คนๆ นั้นต้องชดใช้ด้วยการล้างจานไปตลอดชีวิต" รณกรอมยิ้มบางๆ กับความปากแข็งที่ไม่เคยเปลี่ยนของเชฟหนุ่ม "ตามใจครับ... แต่บอกไว้ก่อนนะว่างานนี้ไม่มีค่าจ้างให้ นอกจากกาแฟดำแก้วโปรดของคุณ" บรรยากาศในครัวตึงเครียดขึ้นในทันทีเมื่อคิรินส่งสัญญาณมือให้พนักงานทุกคนหยุดการเคลื่อนไหว เสียงมีดกระทบเขียงเงียบลง เหลือเพียงเสียงเพลงแจ๊สเบาๆ จากลำโพงที่ตัดกันอย่างสิ้นเชิงกับสถานการณ์ระทึกขวัญ รณกรก้าวฉับๆ ออกจากโซนเตรียมอาหาร มุ่งตรงไปยังโต๊ะอาหาร VIP ที่ตั้งอยู่ริมกระจกบานใหญ่ มองเห็นวิวกรุงเทพฯ ยามค่ำคืน แต่สิ่งที่เขาสสนใจในตอนนี้ไม่ใช่ทัศนียภาพ หากเป็นร่างของชายวัยกลางคนผู้ทรงอิทธิพลที่กำลังใช้ส้อมตัดชิ้นเนื้อแกะชุ่มฉ่ำเตรียมส่งเข้าปาก "เดี๋ยวก่อนครับ!" รณกรตะโกนลั่น พร้อมกับพุ่งตัวเข้าไปปัดจานอาหารตรงหน้าชายคนนั้นจนกระเด็นตกลงบนพรมราคาแพง เสียงจานกระเบื้องแตกกระจายพร้อมกับเศษเนื้อที่กระเด็นเลอะเทอะ เรียกเสียงอุทานด้วยความตกใจจากแขกและบอดี้การ์ดรอบโต๊ะ "แกเป็นใครวะ! กล้าดียังไงถึงมาทำลายอาหารของฉัน!" นักธุรกิจใหญ่ผุดลุกขึ้นยืนด้วยความโกรธเกรี้ยว ใบหน้าแดงก่ำ เส้นเลือดที่ขมับเต้นตุบๆ บอดี้การ์ดชุดสูทสีดำสองคนชักสีหน้าเคร่งเครียด มือข้างหนึ่งเตรียมเอื้อมไปที่เอวเพื่อชักอาวุธ รณกรไม่ได้แสดงอาการหวาดกลัว เขายกมือขึ้นระดับอกเป็นเชิงยอมจำนน ดวงตาคมกราบกรานไปยังบอดี้การ์ดทั้งสองอย่างรู้ทัน ก่อนจะหันมาสบตากับคิรินที่เดินตามมาสมทบด้วยใบหน้าเรียบเฉยแต่แฝงความดุดัน "ผมต้องขอโทษด้วยครับท่าน แต่ถ้าท่านทานเนื้อชิ้นนั้นเข้าไปเมื่อกี้ ป่านนี้ลูกหลานคงต้องเตรียมชุดสีดำไว้ใส่ไปงานศพแล้วล่ะครับ" รณกรกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่ทรงพลังพอที่จะหยุดยั้งความโกลาหลรอบโต๊ะได้ชั่วขณะ ในจังหวะนั้นเอง คิรินก้มลงหยิบเศษเนื้อชิ้นที่ตกอยู่บนพื้นขึ้นมาพินิจพิเคราะห์ด้วยปลายนิ้ว ก่อนจะใช้ผ้าเช็ดปากสีขาวแตะลงบนคราบซอสแล้วดมกลิ่นเพียงเสี้ยววินาที สีหน้าของเชฟหนุ่มเปลี่ยนเป็นมืดมนราวกับพายุฝน "ไซยาไนด์จริงด้วย..." คิรินพึมพำลอดไรฟัน ดวงตาสีสนิมเหล็กหันขวับไปมองพนักงานเสิร์ฟคนเดิมที่ยืนตัวสั่นอยู่ไม่ไกลจากมุมเสา "ไอ้เจษฎ์... มึงอธิบายมาซิว่าทำไมซอสจานนี้ถึงมีกลิ่นอัลมอนด์ขมจางๆ ผสมอยู่ ทั้งๆที่สูตรของกูไม่มีทางใส่ส่วนผสมนั้นเด็ดขาด!" พนักงานเสิร์ฟหนุ่มหน้าซีดเผือด เข่าทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นในทันที เหงื่อกาฬไหลซกเต็มใบหน้า มือที่กุมถาดสั่นเทาจนเห็นได้ชัด ปากอ้าง ริมฝีปากสั่นระริกราวกับอยากจะพูดอะไรบางอย่างแต่ไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมา รณกรก้าวเข้าไปใกล้ร่างที่กำลังสั่นเทานั้น ช้าๆ และมั่นคง เขาย่อตัวลงให้อยู่ในระดับสายตาเดียวกัน รอยยิ้มมุมปากปรากฏขึ้นอีกครั้ง แต่นัยน์ตากลับเย็นเยียบราวน้ำแข็ง "ไม่ต้องรีบแก้ตัวหรอกครับเจษฎ์" รณกรเอ่ยเสียงนุ่ม "เพราะนอกจากคุณจะเป็นคนวางยาในจานนี้แล้ว... ดูเหมือนว่าโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อของคุณ กำลังส่งพิกัดสดไปยังใครบางคน ที่ตอนนี้... กำลังยืนมองพวกเราอยู่ตรงทางออกหน้าร้านพอดี" สิ้นคำพูดของรณกร ไฟในห้องอาหารทั้งหมดก็ดับวูบลงพร้อมกันอย่างไร้สาเหตุ ความมืดมิดกลืนกินทุกสิ่งรอบตัวเหลือเพียงเสียงลมหายใจที่กระชั้นชิด และเสียงฝีเท้าหนักหน่วงคู่หนึ่งที่กำลังก้าวเข้ามาหยุดอยู่ตรงธรณีประตู... -------------------------------------------------- ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ติดตามและร่วมลุ้นไปกับเคมีสุดเดือดนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ!
สารจากนักเขียน (มหายุทธ์ไร้เทียมทาน)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์ไม่มีจริงกับเชฟหนุ่มปากจัด นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%