"ยืนนิ่งเป็นเสาหินทื่อๆ แบบนั้น ระวังกระสุนนัดต่อไปจะเจาะทะลุกะโหลกหนาๆ ของคุณแทนที่จะเป็นผนังปูนนะครับ รณกร"
เสียงกระซิบแหบพร่าลอยละลิ่วฝ่าความมืดสนิทเข้ามาปะทะโสตประสาท สัมผัสอุ่นร้อนจากลมหายใจที่รดรินอยู่ใกล้ต้นคอมากเกินความจำเป็น ทำให้สัญชาตญาณดิบของอดีตนักสืบมือหนึ่งตื่นตัวถึงขีดสุด รณกรไม่รอช้า มือหนาคว้าหมับเข้าที่ข้อมือเรียวของอีกฝ่ายตามความเคยชิน พร้อมกับบิดล็อกไขว้หลังอย่างรวดเร็วเพื่อกดร่างโปร่งให้แนบติดกับผนังห้องอาหาร ความเงียบงันถูกแทนที่ด้วยเสียงหอบหายใจกระชั้นชิดของคนทั้งคู่ในความมืดมิด
แป๊ก!
แสงไฟสีส้มสลัวจากหลอดไฟฉุกเฉินบนเพดานสว่างวาบขึ้นกะทันหัน ขับไล่เงาดำทะมึนให้ถอยร่นเผยให้เห็นใบหน้าคมคายของเชฟหนุ่มชื่อดังที่บัดนี้กำลังนิ่วหน้าด้วยความเจ็บปวด ดวงตาคู่คมกริบราวกับเหยี่ยวจ้องมองเขากลับด้วยความไม่พอใจระคนท้าทาย เส้นผมสีเข้มชื้นเหงื่อลู่ปรกหน้าผาก ยิ่งขับให้ผิวขาวจัดดูโดดเด่นและน่ามองในเวลาเดียวกัน
"ปล่อยผมได้หรือยังครับ ท่านนักสืบผู้ทรงเกียรติ หรือคุณมีรสนิยมชอบใช้กำลังกับเชฟในที่มืด?" คิรินเอ่ยเสียงเรียบ แม้จะตกอยู่ในรองพลوตแต่ริมฝีปากบางเฉียบกลับเหยียดยิ้มเยาะอย่างไม่เกรงกลัว
รณกรผ่อนแรงที่ข้อมือลงทันทีเมื่อตระหนักว่าเสียงฝีเท้าและเหตุการณ์เมื่อครู่ไม่ใช่การลอบสังหารจากศัตรูภายนอก แต่เป็นความวุ่นวายที่เกิดจากระบบไฟสำรองของบ้านพักหลังนี้เอง ชายหนุ่มถอนหายใจยาวเหยียด ปล่อยมือออกจากร่างโปร่งแล้วก้าวถอยหลังเพื่อเว้นระยะห่างอันตรายนั้น
"ผมไม่ได้นิยมความรุนแรงครับเชฟ... ผมแค่รักษาระยะห่างจากคนปากเสียที่ชอบเดินย่องเบาเป็นแมวขโมยต่างหาก" รณกรสวนกลับทันควัน นัยน์ตาคมกริบกวาดมองสำรวจความเรียบร้อยของอีกฝ่าย "แล้วนี่คุณลุกขึ้นมาเดินทำไมกลางดึก แทนที่จะนอนหลับเอาแรงเหมือนชาวบ้านเขา"
คิรินยกมือขึ้นลูบข้อมือตัวเองเบาๆ พลางปรายตามองจานกระเบื้องสีขาวบนเคาน์เตอร์ครัวที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหลัง บนนั้นมีชิ้นเนื้อวากьюย่างMedium Rareราดซอสสูตรพิเศษส่งกลิ่นหอมเย้ายวนตัดกับความตึงเครียดในอากาศ เชฟหนุ่มเดินเลยร่างสูงโปร่งไปหยุดยืนหน้าเคาน์เตอร์ หยิบช้อนเงินขนาดพอดีมือขึ้นมาตักซอสชิมคำเล็ก ปฏิกิริยาของเจ้าตัวในวินาทีต่อมาคือการขมวดคิวน้อยๆ จนรอยย่นปรากฏขึ้นระหว่างคิ้ว
"เพราะผมไม่ได้มีความสุขกับการนอนท่ามกลางบรรยากาศน่าเบื่อ... และยิ่งหงุดหงิดเข้าไปใหญ่เมื่อรู้ว่ามื้อค่ำที่ผมตั้งใจปรุงถูกทำลายรสชาติลงด้วยน้ำมือของคนที่แยกไม่ออกระหว่างความเผ็ดร้อนกับความกลมกล่อม" คิรินวางช้อนกระทบจานเสียงดังเคร้ง น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงด้วยความเย่อหยิ่งและถือดีในศักดิ์ศรีของเชฟระดับท็อป
รณกรเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง ก้าวเท้าเข้าไปประชิดขอบเคาน์เตอร์ฝั่งตรงข้าม ดวงตาสองคู่ประสานกันดุจกระแสไฟฟ้าสถิตที่พร้อมปะทุได้ทุกเมื่อ
"หมายความว่าไงครับ? ซอสพริกไทยดำสูตรนั้นรสชาติออกจะยอดเยี่ยม คุณเล่นใส่เครื่องเทศซะจนลิ้นผมชาไปหมดทั้งแถบ นั่นคุณเรียกว่ากลมกล่อมเหรอ หรือลิ้นเชฟเพอร์เฟกต์ชันนิสต์อย่างคุณเริ่มเสื่อมสภาพไปตามอายุไขแล้ว?"
"หึ! ลิ้นผมยังใช้งานได้ดีกว่าสมองส่วนการวิเคราะห์ของคุณแน่นอนครับ รณกร" คิรินแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาคู่คมวาวโรจน์ด้วยความถือดี "ที่คุณกินเข้าไปแล้วรู้สึกว่ามันเผ็ดร้อนจนเกินพอดี นั่นเพราะคุณใส่อคติส่วนตัวลงไปผสมในจานด้วยต่างหาก พริกไทยอ่อนที่ผมเลือกใช้ต้องบดหยาบในอุณหภูมิที่พอเหมาะ เพื่อดึงความนุ่มนวลของเนื้อวัวออกมาตัดเลี่ยน แต่คุณกลับราดมันลงไปพรวดเดียวครึ่งถ้วยเหมือนกำลังราดน้ำปลาพริกข้างทาง... นั่นมันเป็นการดูถูกศิลปะการทำอาหารชัดๆ!"
"ผมไม่ได้ดูถูกศิลปะครับเชฟ ผมแค่เป็นคนกินเพื่อประทังชีวิต ไม่ได้กินเพื่อสุนทรียภาพอันสูงส่งจนต้องมานั่งบรรยายสรรพคุณของเครื่องเทศทีละเมล็ดแบบคุณ" รณกรเถียงฉับไว มุมปากหยักลึกกระตุกยิ้มกวนประสาท "อีกอย่างนะ... ถ้าอาหารจานนั้นมันวิเศษวิโสขนาดนั้น ทำไมคุณถึงทำหน้าเหมือนคนท้องผูกตอนชิมมันเมื่อกี้ล่ะครับ?"
บรรยากาศในห้องครัวกว้างขวางพลันอุณหภูมิลดฮวบลงทันตาเห็น ร่างโปร่งของเชฟคิรินก้าวเข้ามาประชิดขอบเคาน์เตอร์ฝั่งเดียวกันอย่างไร้เสียงเตือน ดวงตาคู่คมจดจ้องมองใบหน้าคมคายของอดีตนักสืบในระยะประชิด ชนิดที่ปลายจมูกเกือบจะชนกันหากใครฝ่ายหนึ่งขยับเข้ามาอีกเพียงมิลลิเมตรเดียว
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ เหลือเพียงเสียงเครื่องทำความเย็นของตู้แช่ไวน์ที่ดังฮัมเบาๆ เป็นฉากหลัง ลมหายใจอุ่นร้อนที่เจือกลิ่นอายจางๆ ของไวน์แดงและสมุนไพรพุ่งปะทะผิวแก้ม ทำให้รณกรเผลอชะงักไปชั่ววินาที ดวงตาคมกริบคู่นั้นไม่ได้ฉายแววโกรธเกรี้ยวอย่างที่ควรจะเป็น แต่มันกลับลึกล้ำและดึงดูดสายตาจนน่าประหลาด
"ถ้าคุณคิดว่าตัวเองลิ้นทองคำนัก... งั้นเรามาพิสูจน์กันตอนนี้เลยดีไหมครับ?" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยกระซิบชิดริมหีบปาก ร่องรอยความเย่อหยิ่งเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความท้าทายแพรรวพราวที่ทำเอาคนฟังถึงกับหายใจสะดุด
"พิสูจน์อะไรของคุณ?" รณกรแสร้งทำเป็นไขว้ห้างพิงสะโพกกับขอบเคาน์เตอร์ แม้หัวใจจะเต้นผิดจังหวะไปชั่วขณะด้วยระยะห่างที่อันตรายเกินต้านทาน
คิรินไม่ตอบด้วยคำพูด มือเรียวเอื้อมหยิบชิ้นเนื้อวากьюชิ้นพอดีคำขึ้นมาด้วยปลายส้อม ท่าทางเย้ายวนโดยธรรมชาติทำให้ท่วงทีนั้นดูราวกับภาพวาดชั้นดี ดวงตาคู่คมช้อนขึ้นมองสบตากับอดีตนักสืบอย่างท้าทาย
"อ้าปากครับ รณกร..." เชฟหนุ่มสั่งเสียงพร่า "แล้วชิมมันใหม่อีกครั้งด้วยสติ ไม่ใช่ด้วยอคติ... แล้วคุณจะรู้ว่าคำว่า 'ศิลปะ' ที่ผมพูดถึง มันรสชาติเป็นยังไง"
รณกรจ้องมองปลายส้อมที่ยื่นมาตรงหน้าสลับกับใบหน้าเรียบเฉยแต่แฝงแววเจ้าเล่ห์ของเชฟหนุ่ม รสชาติความดื้อรั้นพุ่งพล่านขึ้นมาในอก แต่ก่อนที่ริมฝีปากจะได้เอื้อMวาจาโต้แย้งใดๆ ออกไป เสียงฝีเท้าหนักหน่วงและเสียงทุบประตูกระจกบานใหญ่ด้านหน้าเซฟเฮาส์ก็ดังสนั่นหวั่นไหวราวกับมีใครบางคนกำลังพยายามพังมันเข้ามา!
กึก! กึก! เพล้ง!
เสียงกระจกแตกกระจายตามมาด้วยเสียงฝีเท้าหลายคู่ที่กรูเข้ามาด้านในตัวอาคารอย่างรวดเร็ว รณกรหุบปากฉับ สัญชาตญาณนักสืบพุ่งพล่านถึงขีดสุดในเสี้ยววินาที มือหนาคว้าข้อมือของคิรินกระชากเข้าหาตัวให้หลบหลังเคาน์เตอร์ทันที ดวงตาคมกริบกวาดมองความมืดสลัวเบื้องหน้าด้วยความระแวงระวัง
ชายชุดดำสามคนปรากฏตัวขึ้นที่ประตูห้องครัว พร้อมกับกระบอกปืนเก็บเสียงในมือที่ยกเล็งตรงมายังจุดที่พวกเขายืนอยู่พอดี!
"ซ่อนอยู่ตรงนี้ ห้ามส่งเสียงเด็ดขาด" รณกรกระซิบสั่งเสียงเข้ม พร้อมกับชักอาวุธประจำกายออกมาจากสายคาดเอว
คิรินเม้มริมฝีปากแน่น ดวงตาคู่คมมองแผ่นหลังกว้างที่กางบังตนเองไว้ท่ามกลางสถานการณ์เป็นตายเท่ากัน โดยที่ชิ้นเนื้อบนส้อมในมือยังคงค้างเติ่งอยู่กลางอากาศ...
ขอบคุณที่ติดตามอ่านจนจบตอนนะครับ แล้วพบกันใหม่ตอนหน้าครับผม
เซฟเฮาส์ไม่มีจริงกับเชฟหนุ่มปากจัด•ตอนที่ 3
ใครใช้ให้ปรุงรสแบบนั้น?
ผลงานโดย มหายุทธ์ไร้เทียมทาน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มหายุทธ์ไร้เทียมทาน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์ไม่มีจริงกับเชฟหนุ่มปากจัด นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!