หงส์เคียงบัลลังก์: เล่ห์รักพลิกแผ่นดิน•ตอนที่ 16

ราชสำนักระส่ำระสาย

ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
กลิ่นควันธูปการ์เป็งราคาแพงลอยตลบอบอวลอยู่ภายในตำหนักไท่เหอ ทว่าไม่สามารถกลบกลิ่นอายความตึงเครียดที่คุกกรุ่นราวกับพายุฝนตั้งเค้าได้เลย เสียงรองเท้าบูทหนังปักดิ้นทองของเหล่าขุนนางนับร้อยคู่ที่เดินเรียงแถวเข้ามากระทบกับพื้นหินอ่อน ส่งเสียงก้องกังวานน่าสะพรึงกลัว ทุกย่างก้าวคือเจตจำนองแห่งการกดดัน ทุกสายตาที่ประสานกันเต็มไปด้วยการคำนวณผลประโยชน์และความเป็นความตายของแผ่นดิน "ใต้เท้าเฉิน... ฝ่าบาททรงประชวรหนักถึงเพียงนี้ เกรงว่าราชสำนักจะว่างเว้นมังกรผู้กุมหางเสือมิได้นานเกินไปกระมังพ่ะย่ะค่ะ" เสียงแหบแห้งแต่แฝงไว้ด้วยอำนาจของขุนนางเฒ่าตระกูลหลี่ดังขึ้น ทำลายความเงียบงันภายในท้องพระโรง อัครเสนาบดีเฉินผู้กุมอำนาจเบ็ดเสร็จไม่แม้แต่จะชายตากลับไปมองผู้พูด รอยยิ้มบางเฉียบที่มุมปากของเขาคล้ายซ่อนคมมีดอาบยาพิษไว้ ใบหน้าเรียบเฉยนั้นเปี่ยมด้วยความเย่อหยิ่งของคนที่กำอำนาจเหนือบัลลังก์มังกรมาเนิ่นนาน ด้านหลังม่านมุกโปร่งแสงสีนิลที่ทอดยาวกั้นระหว่างพระพักตร์กับขุนนางเบื้องล่าง ร่างของฮ่องเต้หลังจิ่งกำลังทอดพระเนตรความวุ่นวายนี้ด้วยแววตานิ่งสนิท ทว่าลุ่มลึกจนยากจะหยั่งถึง บนพระนลาฏมีผ้าแพรพันไว้เพื่อตบตาว่าทรงประชวรหนักจากพิษไข้ แต่ความจริงแล้ว ภายใต้ชุดคลุมลายมังกรนั้นไม่มีร่องรอยของความอ่อนแอเลยแม้แต่น้อย มีเพียงรอยยิ้มเย้ยหยันที่ปรากฏขึ้นวูบหนึ่ง ก่อนจะถูกกลบเกลื่อนด้วยสีหน้าอ่อนระโหยโรยแรงเมื่อเสียงไอแสร้งดังเล็ดลอดออกมาจากพระโอษฐ์ "แคกๆ... พวกท่าน... เสียงดังเอะอะอันใดกันในท้องพระโรง หรือเห็นเราใกล้สิ้นลมแล้ว จึงไม่เกรงกลัวต่ออาญาฟ้าดิน" หลงจิ่งตรัสด้วยน้ำเสียงแหบพร่า สั่นเครือ คล้ายคนใกล้ตายเต็มที ไป๋อิงหลันซึ่งยืนสงบเสงี่ยมอยู่มุมเสาหลักของตำหนัก ในฐานะหมอหลวงหญิงผู้ถวายการรักษาใกล้ชิด นางก้มหน้าลงต่ำเพื่อซ่อนประกายตาอันเฉียบคม มือเรียวที่ซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อกว้างกำเข้าหากันแน่น นางรู้ดีว่านี่คือละครฉากใหญ่ที่นางกับพระองค์ร่วมกันกำกับขึ้น เพื่อล่อให้งูพิษโผล่หัวออกจากรู อัครเสนาบดีเฉินก้าวออกมาข้างหน้าหนึ่งก้าว โค้งคำนับอย่างไม่แนบเนียนนัก ท่าทางของเขาหาได้มีความเคารพยำเกรงต่อโอวาทสวรรค์ไม่ "ทูลฝ่าบาท อาการประชวรเรื้อรังของพระองค์ทำให้กิจการบ้านเมืองหยุดชะงัก ฎีกาจากหัวเมืองกองพะเนินเพราะไม่มีพระราชวินิจฉัย ขุนนางทั้งหลายต่างเป็นห่วงความมั่นคงของแผ่นดิน จึงเห็นพ้องต้องกันว่า... สมควรให้องค์ชายรองผู้ปรีชาสามารถ เข้ามาช่วยแบ่งเบาพระราชภาระ หรือ... หากฝ่าบาททรงไม่ไหวจริงๆ ก็น่าจะทรงมีพระราชสาส์นสละราชสมบัติเพื่อความสงบสุขของราษฎรพ่ะย่ะค่ะ" สิ้นคำพูดนั้น ท้องพระโรงทั้งห้องก็ตกอยู่ในความเงียบงันชั่วอึดใจ ขุนนางฝ่ายตรงข้ามต่างพากันก้มหน้าเงียบ ส่วนพวกพ้องของอัครเสนาบดีเฉินต่างพยักหน้ารับอย่างฮึกเหิม นี่คือการบีบบังคับกันอย่างแจ้งชัด การล้มล้างราชบัลลังก์โดยไม่ต้องใช้หยาดโลหิต ทว่าใช้เล่ห์เหลี่ยมการเมืองบีบให้ฮ่องเต้จนมุม หลังม่านมุก หลงจิ่งมิได้กริ้วโกรธตามที่คาดการณ์ ตรงกันข้าม พระองค์กลับทรงยกมุมพระโอษฐ์ขึ้นยิ้มเยาะอย่างเยือกเย็น พระองค์ทรงผ่อนลมหายใจช้าๆ พลางส่งสัญญาณมือลับๆ ให้ไป๋อิงหลันที่ยืนอยู่ไม่ไกล อิงหลันย่อกายเล็กน้อย นางก้าวเท้าออกมาจากเงาเสา น้ำเสียงไพเราะทว่าดังก้องกังวานกังวาลไปทั่วตำหนักทำลายความเงียบขึ้นทันที "เรียนอัครเสนาบดีเฉิน และใต้เท้าทุกท่าน... ในฐานะหมอหลวงผู้ถวายการรักษาฝ่าบาทอย่างใกล้ชิด อาการประชวรของฝ่าบาทเกิดจากพระหทัยตรึงเครียดเรื่องบ้านเมือง การที่พวกท่านมากดดันเรื่องการสละราชสมบัติในยามนี้ รังแต่จะทำให้พระอาการทรุดหนักลงไปอีก หรือว่า... พวกท่านจงใจเร่งให้ฝ่าบาทเสด็จสวรรคตเร็วขึ้น เพื่อจะได้แต่งตั้งคนของตนเองขึ้นแทนที่กันแน่เพคะ!" คำพูดของนางเฉียบคมราวน้ำแข็งแทงทะลุหัวใจของอัครเสนาบดีเฉิน สีหน้าของเฒ่าเจ้าเล่ห์ตึงขึ้นในทันที ดวงตาคมกริบหันขวับมาจ้องมองสตรีร่างบางที่กล้าหาญต่อปากต่อคำกับเขาต่อหน้าขุนนางนับร้อย "สามหัน! เจ้าเป็นแค่หมอหลวงหญิงชั้นผู้น้อย มีสิทธิ์อันใดมากล่าวหาข้าราชการชั้นผู้ใหญ่เช่นนี้! หรือแผ่นดินนี้ไม่มีกฎเกณฑ์บ้านเมืองหลงเหลืออยู่แล้ว!" อัครเสนาบดีเฉินตวาดกร้าว แรงกดดันจากอำนาจที่สั่งสมมานานแผ่ซ่านกดทับจนขุนนางรอบข้างพากันตัวสั่น "กฎเกณฑ์หรือเจ้าค่ะ?" อิงหลันเชิดหน้าขึ้นสู้ ดวงตากลมโตฉายแววท้าทายอย่างไม่เกรงกลัว "กฎเกณฑ์คือการจงรักภักดีต่อโอรสสวรรค์ มิใช่การมากดดันให้ฮ่องเต้ผู้ประชวรสละบัลลังก์กลางท้องพระโรงเช่นนี้ หากฝ่าบาททรงเป็นอันใดไป พวกท่านทั้งหมด... จะไม่พ้นข้อหากบฏคิดล้มล้างราชบัลลังก์อย่างแน่นอน!" บรรยากาศในตำหนักตึงเครียดจนแทบจะระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ เสียงลมหายใจของทุกคนติดขัด ขุนนางหลายคนเริ่มหน้าถอดสีเมื่อถูกต้อนด้วยข้อหาหนักหน่วง อัครเสนาบดีเฉินขบกรามแน่นจนสันนูนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เขาไม่คาดคิดเลยว่าหมอหลวงผู้นี้จะกล้าหาญถึงเพียงนี้ ทว่า ในขณะที่เกมการเมืองกำลังขับเคี่ยวกันถึงขีดสุด เสียงกงฉาและเสียงประกาศจากขันทีหน้าตำหนักก็ดังแทรกขึ้นทำลายสมาธิของทุกคน "องค์หญิงหนิงอันเสด็จ—!" ร่างระหงในชุดคลุมยาวปักลายหงส์สีทองอร่ามก้าวเข้ามาด้วยพระบาทมั่นคง พระพักตร์งดงามเยือกเย็นไร้รอยยิ้ม แต่แววตากลับเฉียบขาดดุจพญาเหยี่ยว พระขนิษฐาองค์นี้มิได้มาเพียงลำพัง ทหารองครักษ์เสื้อแพรนับร้อยนายต่างเดินตามเข้ามาปิดล้อมทางเข้าออกของท้องพระโรงไว้อย่างแน่นหนา กลายเป็นสถานการณ์ปิดเมืองตีแมวในพริบตา อัครเสนาบดีเฉินขมวดคิ้วแน่นด้วยความสังหรณ์ใจที่ไม่สู้ดีนัก เมื่อเห็นองค์หญิงหนิงอันเดินตรงมาหยุดอยู่เบื้องหน้าเขา พร้อมกับชูแผ่นป้ายทองคำสลักลายมังกรโบราณขึ้นสูง "อัครเสนาบดีเฉิน... เจ้าบอกว่าราชสำนักวุ่นวายเพราะฝ่าบาททรงประชวรหนัก เช่นนั้น พระราชโองการฉบับนี้... สั่งให้จับกุมขุนนางผู้ใดที่มีพฤติกรรมกบฏและกดดันราชบัลลังก์ในยามวิกฤต... เจ้าคิดว่าควรจะเริ่มที่ผู้ใดก่อนดีเล่า?" อารมณ์ของคนอ่านถูกแขวนไว้บนเส้นด้ายเมื่ออัครเสนาบดีเฉินหันมาสบตากับองค์หญิงหนิงอันด้วยรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม ก่อนที่เขาจะตบมือเสียงดังสามครั้ง และทหารองครักษ์นอกตำหนักที่ควรจะเป็นคนของฝ่าบาท กลับชักดาบพุ่งเข้าล้อมขุนนางและองค์หญิงไว้ทั้งหมดแทน! (ขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านตอนที่ 16 นะคะ หลิวเยี่ยนซีเตรียมกลยุทธ์พลิกเกมตลบหลังในตอนหน้าไว้รอทุกท่านแล้วค่ะ)
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หงส์เคียงบัลลังก์: เล่ห์รักพลิกแผ่นดิน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%