“หากพระองค์ทรงก้าวพลาดเพียงก้าวเดียว ศีรษะของข้าและพระองค์จะวางอยู่บนถาดไม้หน้าตำหนักเฉินไม่ใช่หรือเพคะ?”
ไป๋อิงหลันเอ่ยขึ้นท่ามกลางความมืดมิดของศาลาเก๋งแปดเหลี่ยมหลังลับตาคน มือเรียวบางของนางขยับจอกสุราที่บรรจุชาอุ่นๆ วางลงบนโต๊ะหินอ่อนด้วยจังหวะที่มั่นคง แม้นัยน์ตาจะจับจ้องไปยังเงาร่างของสตรีอีกคนตรงหน้า แต่นางรู้ดีว่าภายใต้ความเงียบงันของวังหลวงแห่งนี้ ทุกก้อนหินและต้นไม้ล้วนมีหู
องค์หญิงหนิงอันคลี่พัดปักลายดอกโบตั๋นออกช้าๆ บดบังรอยยิ้มที่แฝงด้วยความขมขื่น นางหันมองไปรอบด้านก่อนจะกระซิบตอบเสียงแผ่ว “เฉินจงหยวนไม่เคยปล่อยให้ใครรอดพ้นจากเงื้อมมือเขาไปได้ อิงหลัน... เจ้ากำลังเล่นอยู่กับเปลวเพลิงที่พร้อมจะแผดเผาเราทั้งคู่ให้เป็นจุล”
“ไฟย่อมกลัวลม หากลมพัดแรงพอ เพลิงย่อมมอดดับ” อิงหลันยกจอกชาขึ้นจรดริมฝีปาก สายตาคมกริบดุจมีดโกนของนางสะท้อนกับแสงจันทร์เสี้ยว “องค์หญิงเพคะ ข้าไม่ได้ต้องการเพียงแค่รอดชีวิต ข้าต้องการล้างบัญชีเลือดที่ตระกูลไป๋ถูกตราหน้าว่าเป็นกบฏ หากข้าเป็นเพียงหมากที่รอวันถูกเขี่ยทิ้ง ข้าคงไม่กล้าเอ่ยปากขอความร่วมมือกับพระองค์หรอกเพคะ”
หนิงอันนิ่งไปชั่วครู่ เสียงลมหายใจของนางสั่นไหวเล็กน้อย “สิ่งที่เจ้าต้องการคือเครือข่ายข่าวกรองในวังหลัง... เจ้าจะให้ข้าเป็นหูตาให้เจ้า โดยที่ข้าเองก็กำลังเดินอยู่บนคมดาบอย่างนั้นหรือ? เจ้าให้อะไรข้าเป็นการตอบแทนได้บ้าง นอกจากคำลวงที่หอมหวาน?”
อิงหลันวางจอกชาลง เสียงกระทบของมันก้องกังวานในความเงียบ นางโน้มตัวเข้าไปใกล้ จนกลิ่นหอมอ่อนๆ ของสมุนไพรจากตัวนางโชยเข้าจมูกขององค์หญิงหนิงอัน “ข้ามีวิธีรักษาอาการประชวรเรื้อรังของไทเฮา... ที่หมอหลวงผู้อ่อนหัดของเฉินจงหยวนไม่มีทางทำได้ และข้ายังมีวิธีทำให้ตำแหน่ง ‘สนมเอก’ ที่เฉินจงหยวนหมายตาจะยัดเยียดให้หลานสาวของเขานั้น ตกไปอยู่ในมือของคนที่พระองค์ไว้ใจที่สุด”
ดวงตาขององค์หญิงหนิงอันเบิกกว้างขึ้นวูบหนึ่ง ความลังเลในแววตาถูกแทนที่ด้วยความตื่นตะลึงระคนหวัง นี่คือข้อเสนอที่ยากจะปฏิเสธสำหรับผู้ที่ถูกกดทับอำนาจมาตลอดชีวิต
“เจ้า... เจ้ารู้เรื่องนั้นได้อย่างไร?” องค์หญิงเค้นเสียงถาม
“ข้ารู้กระทั่งว่าใต้ฝ่าพระบาททรงทำเป็นอ่อนแอเพื่อตบตาใคร” อิงหลันยิ้มที่มุมปาก “และข้ารู้ด้วยว่าพระองค์ทรงรอคอยโอกาสที่จะกู้คืนอำนาจคืนจากอัครเสนาบดีเฉิน การที่ข้าก้าวเข้ามาที่นี่ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ และองค์หญิงก็ทรงทราบดีกว่าใคร”
การสนทนาถูกตัดบทลงอย่างเฉียบพลันเมื่อเสียงฝีเท้าหนักๆ ขององครักษ์เวรยามดังใกล้เข้ามา อิงหลันขยับตัวกลับไปนั่งท่าทีสำรวมดุจนางกำนัลผู้ซื่อสัตย์เพียงชั่วพริบตา หนิงอันสูดหายใจลึก พยายามปรับสีหน้าให้เป็นปกติ ทั้งคู่ไม่พูดสิ่งใดต่อ แต่แววตาที่สบกันนั้นคือคำมั่นสัญญาที่หนักแน่นยิ่งกว่าพินัยกรรมเลือด
ทว่า ในขณะที่อิงหลันกำลังจะลุกขึ้นจากศาลา เงาร่างหนึ่งที่ควรจะอยู่ที่ตำหนักอักษรกลับปรากฏตัวขึ้นภายใต้แสงคบเพลิงที่วูบไหวไม่ไกลจากจุดนั้น
หลงจิ่ง... ฮ่องเต้ผู้กุมอำนาจที่มองไม่เห็นในมือ ทรงก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าเรียบเฉย ทว่าดวงตาคู่นั้นกลับจับจ้องมาที่อิงหลันราวกับจะทะลวงถึงก้นบึ้งของหัวใจ องครักษ์ติดตามอยู่เบื้องหลังอย่างเงียบกริบ บรรยากาศรอบข้างพลันกดดันจนลมหายใจแทบหยุดชะงัก
“ดึกดื่นป่านนี้ องค์หญิงกับนางกำนัลช่างขยันขันแข็งนักนะ” สุรเสียงเรียบเรื่อยแฝงไอเย็นเยียบดังขึ้น
อิงหลันย่อกายถวายบังคมด้วยท่าทีอ่อนช้อย ทว่าในใจกลับเต้นรัวเหมือนกลองศึก นางรู้ดีว่าแผนการที่เพิ่งวางไว้กำลังถูกทดสอบด้วยบทเรียนที่โหดร้ายที่สุด หากหลงจิ่งล่วงรู้ความลับนี้ ความตายไม่ใช่สิ่งเดียวที่จะได้รับ แต่หมายถึงการสูญสิ้นทุกอย่างที่นางเพียรสร้างมา
“หม่อมฉันเพียงแต่...” อิงหลันเริ่มเอ่ย แต่ทว่าหลงจิ่งกลับก้าวเข้ามาใกล้จนปลายเท้าเกือบชิดกัน ก่อนจะก้มลงมากระซิบที่ข้างหูของนางด้วยสุรเสียงที่ได้ยินกันเพียงสองคน
“คืนนี้... มาพบข้าที่ตำหนักบรรทม ข้ามี 'งานสำคัญ' ให้เจ้าทำ และหวังว่าเจ้าจะฉลาดพอที่จะไม่ปฏิเสธความปรารถนาของข้า”
ลมหายใจของอิงหลันสะดุดกึกเมื่อหลงจิ่งผละออกพร้อมรอยยิ้มที่ยากจะคาดเดา เขาหันหลังเดินจากไป ทิ้งให้ทั้งนางและองค์หญิงหนิงอันยืนตัวแข็งทื่ออยู่กลางความมืดมิดที่ดูเหมือนจะไร้ทางออก
แล้วหมากตัวสำคัญที่สุดบนกระดานนี้... ก็เริ่มเคลื่อนไหวโดยที่ไม่มีใครตั้งตัวติด
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางเข้าสู่เล่ห์กลอันตรายไปกับหลิวเยี่ยนซีนะคะ
หงส์เคียงบัลลังก์: เล่ห์รักพลิกแผ่นดิน•ตอนที่ 4
พันธมิตรในความมืด
ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หงส์เคียงบัลลังก์: เล่ห์รักพลิกแผ่นดิน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!