"ฝ่าบาท... ทรงลงพระปรมาภิไธยในราชโองการฉบับนี้เสียเถิด เพื่อความสงบสุขของใต้หล้าและเลือดเนื้อเชื้อไขของพระองค์เอง"
เสียงทุ้มต่ำที่แฝงไปด้วยแรงกดดันของอัครเสนาบดีเฉินดังก้องกังวานไปทั่วท้องพระโรง กลิ่นกำยานหอมละมุนในอากาศกลับดูหนักอึ้งจนแทบหายใจไม่ออก หลงจิ่งนั่งสงบนิ่งอยู่บนบัลลังก์มังกร พระเนตรคมกริบดุจพยัคฆ์ซ่อนเล็บทอดมองขุนนางเฒ่าเบื้องล่างด้วยความรู้สึกสมเพชที่ฉาบไว้ภายใต้ใบหน้าเรียบเฉย
ไป๋อิงหลันที่ยืนอยู่หลังม่านมุกข้างพระวรกาย มือทั้งสองข้างกำกันแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ นางสัมผัสได้ถึงไอสังหารที่แผ่ซ่านมาจากกองทหารองครักษ์ที่แปรพักตร์ ซึ่งบัดนี้ยืนรายล้อมขุนนางฝ่ายซื่อสัตย์ราวกับหมาป่าล้อมแกะ
"อัครเสนาบดีเฉิน... ท่านรบเร้าให้ข้าสละราชบัลลังก์ เพื่อส่งมอบอำนาจให้องค์ชายรองผู้เป็นหุ่นเชิดของท่านเช่นนั้นหรือ" หลงจิ่งเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย หากแต่ทว่าในทุกคำพูดกลับมีความเยือกเย็นที่ทำเอาผู้ที่ได้ยินต้องหนาวสันหลัง
"หามิได้พ่ะย่ะค่ะ ข้าพเจ้าเพียงแต่ต้องการรักษาเสถียรภาพของราชสำนักที่ฝ่าบาททรงบริหารจนระส่ำระสายต่างหาก!" เฉินกวงกวาดสายตามองไปรอบท้องพระโรง "หากทรงขัดขืน... เหล่าขุนนางที่จงรักภักดีต่อบ้านเมืองก็คงไม่อาจเพิกเฉยต่อความหายนะที่กำลังจะเกิดขึ้นได้"
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ของทหารนับร้อยก็ดังกระหึ่มจากภายนอก ท้องพระโรงสั่นสะเทือนตามจังหวะก้าว เสียงกลองศึกที่ควรจะดังอยู่ ณ ชายแดน กลับมาดังก้องขึ้นภายในเขตพระราชฐานชั้นใน เสียงนั้นเปรียบเสมือนจังหวะหัวใจที่เต้นรัวของคนทั้งแผ่นดิน
ไป๋อิงหลันขยับตัวเข้ามาใกล้พระกรรณของฮ่องเต้ สูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อข่มความตื่นตระหนก "ฝ่าบาท... ทหารองครักษ์ขององค์หญิงหนิงอันประจำการอยู่ที่ประตูทิศเหนือแล้วเพคะ หากรออีกเพียงชั่วยาม แผนการที่ท่านวางไว้จะสัมฤทธิ์ผล แต่หากท่านยอมอ่อนข้อตอนนี้ เราจะไม่มีวันได้กลับมาอีก"
หลงจิ่งไม่ได้ตอบโต้ หากแต่พระหัตถ์ที่วางอยู่บนพนักเก้าอี้กลับบีบแน่นขึ้นเล็กน้อย นี่คือการเดิมพันด้วยชีวิต... เดิมพันด้วยแผ่นดินที่บรรพชนสร้างมาด้วยหยาดเลือด
"อัครเสนาบดีเฉิน ท่านมั่นใจนักหรือว่ากองทหารที่ท่านนำมาด้วย... จะยังคงเป็นของท่านอยู่จนจบงานเลี้ยงนี้?" หลงจิ่งแย้มพระสรวล ทว่าเป็นรอยยิ้มที่ทำให้เฉินกวงชะงักไปชั่วครู่
"หมายความว่าอย่างไร!"
"ความหมายที่ว่า... กบฏย่อมต้องได้รับโทษทัณฑ์เยี่ยงกบฏ"
ทันทีที่สิ้นคำพูดของฮ่องเต้ เสียงระฆังเตือนภัยจากหอคอยหลวงก็ดังกึกก้องขึ้นพร้อมกันทั่วทั้งวังหลวง กองทหารลับที่ไป๋อิงหลันซุ่มวางกำลังไว้ตามจุดยุทธศาสตร์ต่างๆ พุ่งตัวออกมาจากเงามืดราวกับภูตผี พวกเขาไม่ได้ปะทะกับทหารของเฉินกวงด้วยกำลังหักหาญ แต่ใช้ยุทธวิธีปิดล้อมทางยุทธศาสตร์ที่เฉินกวงคาดไม่ถึง
ขุนนางกังฉินที่เคยถือดีต่างหน้าถอดสี หลายคนทิ้งอาวุธในมือลงด้วยความตื่นตระหนก เฉินกวงหันขวับไปมองทางประตูท้องพระโรงที่บัดนี้ถูกปิดสนิทโดยทหารเกราะดำสนิทของกองกำลังพิทักษ์มังกรที่ฮ่องเต้ซุ่มฝึกไว้เงียบๆ มาตลอดสามปี
"เจ้า... เจ้าหลอกใช้ข้า!" เฉินกวงคำราม ชักกระบี่ออกจากฝักหมายจะพุ่งเข้าหาบัลลังก์มังกร แต่ไป๋อิงหลันกลับก้าวออกมาจากม่านมุกอย่างองอาจ มือข้างหนึ่งของนางหยิบเอาตราประทับลับที่ได้มาจากห้องลับของอัครเสนาบดีออกมาชูขึ้นเหนือหัว
"ท่านอัครเสนาบดี! ตราประทับที่ท่านใช้สั่งการกองทหารชายแดนให้ละทิ้งหน้าที่และบุกเข้าวังหลวง อยู่ในมือของข้าแล้ว หลักฐานการติดต่อกับแคว้นศัตรูเพื่อแลกเปลี่ยนแผ่นดิน... อยู่ในมือของข้าทั้งหมด!"
สายตาของไป๋อิงหลันดุดันราวกับกระบี่ที่พร้อมจะปลิดชีพผู้ที่ขวางหน้า นางไม่ได้เป็นเพียงสตรีผู้อ่อนแอ แต่นางคือกลยุทธ์ที่มีชีวิตที่มาเพื่อพังทลายอำนาจของเขา
เฉินกวงหยุดชะงัก สายตามองตราประทับนั้นด้วยความสิ้นหวัง ความมั่นใจที่เคยมีมลายหายไปสิ้น แต่ในจังหวะที่ทุกอย่างดูเหมือนกำลังจะจบลงด้วยชัยชนะของฝ่ายพระราชวัง เสียงหนึ่งก็แทรกเข้ามาจากความมืดหลังเสาต้นใหญ่
"ท่านอัครเสนาบดี... ท่านพลาดไปนิดเดียวจริงๆ"
เสียงนั้นเย็นเยียบและคุ้นเคยอย่างประหลาด ร่างหนึ่งก้าวออกมาจากเงาสลัวของหลังบัลลังก์ เขาสวมชุดเกราะเต็มยศ ใบหน้าซีกหนึ่งถูกบาดแผลฉกรรจ์พาดผ่านจนดูน่าเกรงขาม นั่นคือแม่ทัพใหญ่ผู้ที่ทุกคนคิดว่าเสียชีวิตไปแล้วในสงครามชายแดนเมื่อปีก่อน!
หลงจิ่งลุกขึ้นจากบัลลังก์ แววตาของเขาไม่ได้มีความตกใจแม้แต่น้อย เขามองแม่ทัพผู้นั้นด้วยความสมเพชที่ยิ่งกว่าเดิม
"ท่านแม่ทัพหยาง... ข้าอุตส่าห์ให้โอกาสท่านเลือกข้างใหม่ แต่ดูเหมือนว่าความโลภจะฝังรากลึกเกินกว่าที่ยาถอนพิษใดๆ จะรักษาได้"
ไป๋อิงหลันรู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่าง บรรยากาศรอบตัวเริ่มเปลี่ยนไป เสียงกลองศึกด้านนอกที่เคยดังกึกก้องเริ่มเบาลง และแทนที่ด้วยเสียงกรีดร้องของทหารที่ดังขึ้นจากทิศทางที่ควรจะเป็นที่มั่นของฝ่ายฮ่องเต้
แม่ทัพหยางกระตุกยิ้มที่มุมปาก มือที่ถือดาบชี้ตรงมายังไป๋อิงหลัน "ฝ่าบาท... ฝ่ายที่พ่ายแพ้ในวันนี้ อาจไม่ใช่คนที่อยู่ในท้องพระโรงแห่งนี้หรอกพ่ะย่ะค่ะ"
ทันใดนั้นเอง ประตูท้องพระโรงที่ปิดสนิทก็ถูกพังทลายลงด้วยแรงระเบิดจากดินปืนที่ใครบางคนแอบวางไว้ใต้พื้นศิลา! แรงกระแทกส่งผลให้ไป๋อิงหลันกระเด็นไปด้านหลัง หลงจิ่งพุ่งตัวเข้าคว้าข้อมือนางไว้ได้ทันท่วงที ท่ามกลางเศษอิฐและฝุ่นควันที่คลุ้งกระจายไปทั่ว
เมื่อควันจางลง ทุกสายตาก็ต้องเบิกโพลง... คนที่ยืนอยู่ตรงหน้าประตูไม่ใช่ทหารของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่คือกลุ่มนักฆ่าในชุดดำที่สวมหน้ากากรูปยักษ์ ซึ่งเป็นเครื่องหมายการค้าขององค์กรลับที่ล่มสลายไปนับสิบปี!
และในมือของหัวหน้านักฆ่าคนนั้น... คือองค์หญิงหนิงอันที่ถูกจี้ด้วยกริชอาบยาพิษที่ลำคอระหง!
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านพายุฝนแห่งการทรยศในบทนี้ไปพร้อมกับหลิวเยี่ยนซีนะคะ
หงส์เคียงบัลลังก์: เล่ห์รักพลิกแผ่นดิน•ตอนที่ 22
เสียงกลองศึกคำราม
ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หงส์เคียงบัลลังก์: เล่ห์รักพลิกแผ่นดิน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!