กลิ่นหอมของกำยานจันทน์เทศราคาแพงคละคลุ้งจนน่าเวียนหัว แต่ไป๋อิงหลันกลับสูดมันเข้าไปลึกถึงขั้วปอด เพื่อดึงสติอันกระเจิดกระเจิงของตนให้กลับคืนมา
ราชโองการสีทองอร่ามที่เพิ่งถูกประกาศก้องไปทั่วตำหนักเหวินฮั่ว ยังคงสะท้อนก้องอยู่ในโสตประสาท *“พระราชทานเลื่อนขั้น ไป๋กุ้ยเฟย ขึ้นเป็น… อี้หวงกุ้ยเฟย ผู้สำเร็จราชการฝ่ายใน”*
ตำแหน่งที่อยู่ใต้ฮองเฮาเพียงครึ่งก้าว แต่มีอำนาจล้นฟ้าเทียบเท่าตําแหน่งฮองเฮาพฤตินัย นี่ไม่ใช่ความโปรดปรานจากสรวงสวรรค์ แต่มันคือทัณฑ์ประหารที่ฮ่องเต้หนุ่ม ‘หลงจิ่ง’ จงใจสวมลงบนคอของนาง เพื่อใช้เป็นโล่มนุษย์พุ่งชนศัตรูตัวฉกาจอย่างอัครเสนาบดีเฉิน
“เจ้ากล้ามากนะอิงหลัน ที่ยอมเอาคอของตนเองมาพาดไว้บนคมดาบของตระกูลเฉินเช่นนี้”
เสียงทุ้มต่ำที่แฝงความขบขันระคนเย้ยหยันดังขึ้นจากมุมมืดของตำหนัก ร่างสูงโปร่งของหลงจิ่งก้าวออกมาจากเงาไม้เลื้อยที่ทาบทับหน้าต่างแกะสลัก ดวงตาคมกริบดั่งพญาเหยี่ยวคู่นั้นมองสำรวจหญิงสาวในชุดพิธีการชั้นสูงอย่างพินิจพพิเคราะห์
ไป๋อิงหลันไม่ได้หันกลับไปทันที นางยังคงจ้องมองเงาสะท้อนของตนเองในกระจกทองเหลือง มือเรียวบางบรรจงปิ่นปักผมทองคำฝังไข่มุกเม็ดโตลงบนมวยผมอย่างใจเย็น ปิ่นดอกไม้นี้หนักอึ้งเสียจนคอแทบตั้งไม่ตรง เช่นเดียวกับภาระหน้าที่ที่หลงจิ่งเพิ่งโยนใส่มือ
“หากฝ่าบาทไม่ทรงพระราชทานกระบี่เล่มนี้ใส่มือหม่อมฉัน หม่อมฉันจะเอาอะไรไปปาดคอพวกมันเล่าเพคะ?” อิงหลันหมุนตัวกลับมา น้ำเสียงของนางราบเรียบ เย็นชา แต่เต็มไปด้วยแรงกดดันที่ทำให้อากาศรอบตัวแทบหยุดนิ่ง
หลงจิ่งหัวเราะในลำคอ รอยยิ้มที่แย้มขึ้นบนริมฝีปากหยักลึกนั้นไม่ได้ไปถึงดวงตาเลยแม้แต่น้อย เขาก้าวเข้ามาใกล้จนได้กลิ่นจางๆ ของสนิมเหล็กและชาชั้นดีจากตัวฮ่องเต้หนุ่ม “เจ้าฉลาด และนั่นคือเหตุผลที่ข้าเลือกเจ้า แต่จงจำไว้... เมื่อเจ้าก้าวขึ้นมาเป็น ‘ฮองเฮาเงา’ เพื่อคานอำนาจกับฝ่ายตระกูลเฉินแล้ว ลมใต้ปีกของเจ้าจะไม่ได้มีแค่วายุโยค แต่จะมีลูกศรอาบยาพิษนับหมื่นดอกพุ่งเข้าใส่จากทุกทิศทุกทาง”
“หม่อมฉันทราบดีเพคะ” อิงหลันเงยหน้าขึ้นสบตาเขาอย่างไม่เกรงกลัว “แต่ตระกูลไป๋ของหม่อมฉันไม่ได้ตายฟรี และหนี้เลือดนี้... ตระกูลเฉินต้องชดใช้ด้วยชีวิต”
บรรยากาศระหว่างคนทั้งสองตึงเครียดจนแทบมีประกายไฟแลบแปล๊บ การร่วมมือกันครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องของความรักความเสน่หา แต่มันคือพันธะสัญญาแห่งความตายและการแก้แค้น ทั้งสองคือเหยื่อและผู้ล่าที่ถูกขังไว้ในกรงทองแห่งวังหลวง
ทว่า... ความจริงที่โหดร้ายกว่ากำลังรออยู่เบื้องหน้า
เช้าวันรุ่งขึ้น ขบวนเสด็จจำลองของอี้หวงกุ้ยเฟยพระองค์ใหม่ถูกจัดเตรียมอย่างสมเกียรติ เพื่อเดินทางไปรับการคารวะจากสนมเอกและเหล่าพระชายาทั้งหลายในตำหนักใหญ่ แต่ยังไม่ทันที่เกี้ยวทองจะเคลื่อนออกจากเขตตำหนักบูรพา เสียงกรีดร้องแหลมสูงของนางกำนัลก็แหวกลมหนาวขึ้นมาก่อน
“พระชายา! พระชายาเพคะ! แย่แล้ว!”
เสี่ยวลู่ วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาล้มลงกราบแทบเท้าของอิงหลัน ใบหน้าของนางซีดเผือดจนแทบไร้สีเลือด เสื้อผ้าหลุดลุ่ย เนื้อตัวสั่นเทาเหมือนคนเห็นผี
อิงหลันขมวดคิ้วมุ่น ส่งสัญญาณมือห้ามไม่ให้องค์หญิงหนิงอันที่เพิ่งเสด็จมาถึงเอ่ยปากแทรก “ตั้งสติแล้วพูดให้ชัดเจน เกิดอะไรขึ้นที่ห้องเครื่องหลวง?”
“ก…
เกี๊ยะ… เกี๊ยะมื้อเช้าที่เตรียมไว้สำหรับพระองค์… พระสนมเสี่ยวผิ่น เป็นคนแอบชิมก่อนเสวย…” เสี่ยวลู่หอบสะท้าน น้ำตาไหลพรากด้วยความหวาดกลัว “นาง… นางอาเจียนเป็นเลือดดำ อาการกำเริบไม่ถึงเค่อ (15 นาที) สิ้นใจตายคาที่แล้วเพคะ!”
ความเงียบงันเข้าปกคลุมชั่วขณะ อิงหลันนิ่งอึ้งไปชั่ววินาที สมองอันปราดเปรื่องประมวลผลอย่างรวดเร็ว เกี๊ยะมื้อเช้านี้ถูกปรุงโดยพ่อครัวหลวงที่ผ่านการตรวจสอบความปลอดภัยถึงสามชั้น แล้วเหตุใดพิษถึงเล็ดลอดเข้ามาได้? และเป้าหมายที่แท้จริงคือเสี่ยวผิ่น... หรือแท้จริงแล้วคือตัวนางเองกันแน่?
“ช่างรวดเร็วนัก…” เสียงทุ้มต่ำและเย็นยะเยือกดังขึ้นจากด้านหลัง องค์หญิงหนิงอันก้าวเข้ามาด้วยใบหน้าเคร่งเครียด ดวงตาคู่งามฉายแววตระหนกอย่างปิดไม่มิด “เสี่ยวผิ่นเป็นบุตรสาวของขุนนางฝ่ายบู๊ที่เพิ่งสინสันทน์มาเข้าเฝ้าเมื่อวาน นางเพิ่งแสดงท่าทีสนับสนุนเจ้าในงานเลี้ยงเมื่อคืน วันนี้ก็ถูกวางยาพิษสังหารคาตำหนัก…”
หนิงอันหันมามองอิงหลัน สายตาสื่อความหมายชัดเจนว่า *‘นี่คือการประกาศสงครามเลือดจากตาแก่เฉิน’*
อิงหลันสูดลมหายใจเข้าลึก รอยยิ้มหยันผุดขึ้นที่มุมปากของสตรีผู้ไม่เคยยอมจำนนต่อโชคชะตา ตระกูลเฉินส่งสันทัดคำเตือนมาต้อนรับตำแหน่งใหม่ของนางได้อย่างรวดเร็วและเหี้ยมเกรียมยิ่งนัก พวกมันต้องการแสดงให้นางเห็นว่า ต่อให้ได้ตำแหน่งสูงส่งเพียงใด ชีวิตของนางก็ยังอยู่ในกำมือของพวกมัน ดุจมดปลวกที่บี้ให้ตายเมื่อไหร่ก็ได้
“ไปเพคะองค์หญิง” อิงหลันสะบัดชายเสื้อคลุมปักลายหงส์ทองด้วยท่าทีมั่นคง เด็ดเดี่ยว และเยือกเย็นจนน่ากลัว “เราจะไปร่วมงานเลี้ยงรับรองของฝ่ายในกันในฐานะ ‘ฮองเฮาเงา’ ในเมื่อพวกมันอยากเล่นเกมเปิดหน้าสู้นัก หม่อมฉันก็จะทำให้พวกมันได้รู้ว่า... หงส์ตัวนี้ ต่อให้ถูกตัดปีก ก็ยังมีกรงเล็บไว้ฉีกกระชากเนื้อพวกมันให้แหลكคามือ!”
ทว่า ในขณะที่อิงหลันกำลังก้าวเท้าเดินนำขบวนออกจากตำหนักบูรพาไปยังตำหนักใหญ่ ทหารองครักษ์รักษาพระองค์นายหนึ่งก็วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาขวางทางไว้ มือของเขาสั่นเทาขณะยศกระบอกไม้ไผ่ประทับตราลับส่งตรงจากคุกหลวง
“กราบทูลอี้หวงกุ้ยเฟย… เกิดเรื่องใหญ่ที่คุกหลวงแล้วเพคะ!”
อิงหลันชะงักฝีเท้า หัวใจกระตุกวูบด้วยสังหรณ์ใจที่แปลกประหลาด “เกิดอะไรขึ้น?”
“พยานปากสำคัญที่สุด ที่จะใช้มัดตัวอัครเสนาบดีเฉินในคดีทุจริตคลังหลวง… ถูกพบเป็นศพผูกคอตายอยู่ในห้องขังเดี่ยวเมื่อคืนนี้เพคะ และก่อนที่เขาจะตาย เขาทิ้งจดหมายเลือดไว้ว่า… ผู้ที่อยู่เบื้องหลังการฆ่ายกครัวตระกูลไป๋เมื่อสิบปีก่อน ไม่ใช่ใครอื่น... แต่คือ ‘พระพันปีหลวง’ ที่ประทับอยู่ ณ ตำหนักเย็น!”
โลกทั้งใบคล้ายหยุดหมุน อิงหลันเบิกตากว้าง ความหนาวยะเยือกแล่นพล่านจากปลายนิ้วเท้าขึ้นสู่สันหลังในเสี้ยววินาทีเดียว!
หลิวเยี่ยนซีหวังว่าทุกท่านจะตื่นเต้นและนั่งไม่ติดกับปมปริศนาชิ้นใหญ่นี้ในตอนนี้นะคะ!
หงส์เคียงบัลลังก์: เล่ห์รักพลิกแผ่นดิน•ตอนที่ 11
ก้าวสู่ตำแหน่งฮองเฮาเงา
ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หงส์เคียงบัลลังก์: เล่ห์รักพลิกแผ่นดิน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!