ปลายกระบี่ของหลงจิ่งจ่อลึกจนผิวเนื้อบริเวณลำคอของอัครเสนาบดีเฉินเริ่มปรากฏรอยแดงจางๆ เลือดซึมออกมาเป็นเส้นบางราวกับด้ายแดงที่ขีดกั้นความเป็นความตาย บรรยากาศในท้องพระโรงเงียบสนิทจนได้ยินเสียงลมหายใจที่ติดขัดของเหล่าขุนนาง ไป๋อิงหลันซึ่งยืนอยู่เบื้องหลังม่านมุกมองภาพนั้นด้วยสายตานิ่งเรียบ ทว่าในใจกลับเต้นรัวราวกับกลองศึก
“อัครเสนาบดีเฉิน ท่านแก่จนหูตึงหรืออย่างไร ถึงได้ไม่ได้ยินคำสั่งของข้า?” หลงจิ่งเอ่ยเสียงเย็นเยียบ รอยยิ้มที่มุมปากช่างดูน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่ายามโกรธเกรี้ยว
อัครเสนาบดีเฉินแม้จะถูกข่มขู่ถึงชีวิต แต่แววตาของเขากลับไม่มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย เขาค่อยๆ เงยหน้าขึ้นสบตาฮ่องเต้หนุ่มด้วยสายตาที่หยามเหยียด “ฝ่าบาท... การใช้กระบี่ตัดสินขุนนางผู้จงรักภักดีคือสิ่งที่คนปัญญาอ่อนเขาทำกัน พะยะค่ะ หากพระองค์สังหารหม่อมฉันที่นี่ วันนี้... กองทัพทางเหนือที่กำลังรอคำสั่งเบิกเสบียงคงได้เปลี่ยนทิศทางจากการรบกับศัตรู มาเป็นเดินทัพเข้าประชิดประตูเมืองหลวงแทน”
คำประกาศนั้นเปรียบเสมือนหยดน้ำมันที่ถูกสาดลงในกองเพลิง ขุนนางฝ่ายเฉินต่างก้าวออกมาข้างหน้าพร้อมกันราวกับนัดหมาย ทุกคนประสานเสียงกันอย่างพร้อมเพรียง “ขอฝ่าบาททรงไตร่ตรองให้ถี่ถ้วน! ยอมเจรจาสงบศึกและบรรณาการแด่เผ่าเร่ร่อนทางเหนือ คือหนทางเดียวที่จะรักษาความสงบสุขของแผ่นดินไว้ได้!”
หลงจิ่งแค่นหัวเราะในลำคอ ก่อนจะสะบัดกระบี่เก็บเข้าฝักด้วยท่าทีสง่างาม “ส่งบรรณาการงั้นหรือ? ส่งไปให้พวกมันเอาไว้ใช้ซื้ออาวุธมาฆ่าราษฎรของข้า?”
“มันคือกลยุทธ์รักษาความมั่นคงพะยะค่ะ” เฉินหยวนตอบกลับทันควัน พร้อมกับหยิบม้วนสารลับสีแดงสดขึ้นมาชูเหนือหัว “ข่าวจากด่านชายแดนระบุชัดเจน กองทัพหมาป่าพยัคฆ์ทะลวงผ่านแนวป้องกันชั้นนอกแล้ว หากพระองค์ยังดื้อรั้น... เลือดจะนองพื้นวังหลวงก่อนพระอาทิตย์ตกดิน!”
ไป๋อิงหลันขมวดคิ้วแน่น มือที่ซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อกำแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ นางรู้ดีว่านี่ไม่ใช่ข่าวลือ แต่เป็นแผนการที่ถูกวางไว้เป็นระบบ หากวันนี้หลงจิ่งยอมจำนน อำนาจของเขาก็จะสิ้นสุดลงทันที และหากเขาสู้... เขาก็จะกลายเป็นฮ่องเต้ที่ไร้กองทัพเพราะถูกตัดงบประมาณสนับสนุนจากฝ่ายอัครเสนาบดี
“ท่านอัครเสนาบดี” เสียงหวานใสแต่ทรงพลังดังขึ้นจากหลังม่านมุก ไป๋อิงหลันก้าวออกมาเบื้องหน้าอย่างไม่เกรงกลัวสายตาของเหล่าขุนนาง “หากการเจรจาสงบศึกคือหนทางรอดเดียว เหตุใดในสารลับฉบับนั้นจึงมีตราประทับลับของตระกูลเฉินกำกับอยู่ที่มุมซ้ายล่างด้วยล่ะคะ?”
ความเงียบเข้าปกคลุมท้องพระโรงอีกครั้ง อัครเสนาบดีเฉินชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะเปลี่ยนเป็นสีหน้าเรียบเฉย “เจ้าเป็นใคร? นางกำเนิดต่ำต้อยเช่นเจ้า มีสิทธิ์อันใดมาแทรกแซงราชกิจ!”
“นางคือสนมที่ข้าให้ความสำคัญที่สุด และนางก็กำลังพูดในสิ่งที่ข้ากำลังคิด” หลงจิ่งก้าวมาเคียงข้างไป๋อิงหลัน กุมมือนางไว้แน่น ความอบอุ่นจากฝ่ามือของเขาแทรกซึมผ่านเนื้อผ้า ส่งผ่านพลังใจมาให้นาง “อัครเสนาบดีเฉิน ท่านกุมอำนาจไว้มากเกินไป จนลืมไปว่า... บนแผ่นดินนี้ ผู้ที่ครองบัลลังก์คือผู้ใด”
“ฝ่าบาท! ทรงทำเช่นนี้เท่ากับผลักไสเหล่าขุนนางที่จงรักภักดี!” เฉินหยวนคำราม
“ขุนนางที่ขู่ว่าจะก่อกบฏยามแผ่นดินเกิดศึกเช่นพวกท่าน... เรียกว่าขุนนางผู้จงรักภักดีหรือ? หรือควรเรียกว่า... 'หนอนบ่อนไส้' ที่รอคอยเวลาจะกัดกินรากแก้วของต้นไม้ใหญ่?” หลงจิ่งกวาดสายตามองไปทั่วท้องพระโรงด้วยแววตาที่ดุดันราวกับพยัคฆ์ “ถ้าท่านอยากให้ข้าลงนามในเอกสารยอมจำนนนัก ข้าก็มีข้อเสนอ... เราจะส่งทูตไปเจรจา แต่ผู้ที่จะนำทัพไปคุมการเจรจาครั้งนี้ จะต้องเป็นคนของข้าเท่านั้น!”
อัครเสนาบดีเฉินเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “ฝ่าบาทจะส่งใครไปพะยะค่ะ? ในวังหลวงเวลานี้ นอกจากขันทีและนางใน จะยังมีใครที่ใช้กระบี่เป็น?”
ไป๋อิงหลันก้าวออกมาข้างหน้าอีกครึ่งก้าว สายตาของนางปะทะกับอัครเสนาบดีเฉินอย่างไม่ลดละ “หม่อมฉัน... ไป๋อิงหลัน จะเป็นผู้รับหน้าที่นำคณะทูตไปเองค่ะ”
สิ้นคำนั้น เสียงฮือฮาดังระงมไปทั่ว ขุนนางต่างซุบซิบถึงความโอหังของสตรีผู้ไม่เจียมตัว ทว่าหลงจิ่งกลับยิ้มบางๆ เขาโน้มตัวลงกระซิบข้างหูของนางด้วยเสียงที่แผ่วเบาจนมีเพียงสองคนเท่านั้นที่ได้ยิน “เจ้าแน่ใจแล้วหรือ? หากไปถึงที่นั่น เจ้าอาจไม่ได้กลับมา”
“ถ้าหม่อมฉันไม่ไป ความตายจะมาถึงพระองค์ก่อนหม่อมฉันแน่นอนค่ะฝ่าบาท” นางตอบกลับเบาๆ ก่อนจะหันไปเผชิญหน้ากับเหล่าขุนนาง “และเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ ในระหว่างที่หม่อมฉันอยู่ที่ชายแดน หากกองทัพข้าศึกบุกเข้ามาโดยไม่มีการแจ้งเตือนจากทางของหม่อมฉัน... อัครเสนาบดีเฉินต้องเป็นผู้รับโทษทัณฑ์ด้วยชีวิตในฐานะผู้คุมอำนาจทางทหารแต่เพียงผู้เดียว ท่านกล้าเดิมพันด้วยหัวของท่านหรือไม่คะ?”
อัครเสนาบดีเฉินชะงักไปครู่หนึ่ง นี่เป็นกับดักที่สมบูรณ์แบบ หากเขาปฏิเสธ เขาจะดูเหมือนผู้ที่อยู่เบื้องหลังความพ่ายแพ้ของกองทัพ แต่หากเขารับปาก... เขาต้องหาทางกำจัดสตรีนางนี้ให้ได้ก่อนที่นางจะไปถึงชายแดน
“ตกลง” เฉินหยวนเหยียดยิ้ม “ข้ารับคำท้า แต่ถ้าเจ้าล้มเหลว... อย่าหวังว่าจะได้เห็นแสงตะวันอีกเลย”
เหตุการณ์คลี่คลายลงชั่วคราว ขุนนางต่างทยอยออกจากท้องพระโรงไป หลงจิ่งมองตามหลังคนเหล่านั้นด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก ก่อนจะหันมามองไป๋อิงหลันที่ใบหน้าซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัด
“เจ้าบ้าไปแล้วหรืออิงหลัน” หลงจิ่งคว้าไหล่นางไว้แน่น “เจ้ารู้หรือไม่ว่าที่นั่นมีอะไร?”
“หม่อมฉันรู้ค่ะ...” นางสูดหายใจลึก กลิ่นอายของสงครามเริ่มคืบคลานเข้ามาใกล้ “หม่อมฉันรู้ว่ามีกับดักรออยู่ แต่สิ่งที่หม่อมฉันกลัวมากกว่า คือการที่พระองค์ต้องพ่ายแพ้ให้กับความขลาดเขลาของตัวเอง หากเราไม่กล้าก้าวออกจากจุดที่ปลอดภัย เราก็ไม่มีวันพลิกแผ่นดินได้”
ในขณะที่ทั้งสองกำลังเผชิญหน้ากันด้วยความตึงเครียด ขันทีคนสนิทของอัครเสนาบดีเฉินก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาขัดจังหวะ เขาทรุดตัวลงแทบเท้าฮ่องเต้ด้วยตัวสั่นเทา “ฝ่าบาท... ทรงโปรดอภัย! ข่าวด่วนจากชายแดน... กองทัพทางเหนือไม่ได้กำลังรบกับเรา แต่มีคนเห็นว่าพวกเขากำลังตั้งค่ายต้อนรับใครบางคน... คนผู้นั้นสวมชุดสีแดงชาดและถือตราพยัคฆ์ของราชวงศ์!”
หลงจิ่งหน้าถอดสีทันที เขาหันไปมองไป๋อิงหลันที่เบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง ในวินาทีนั้นเอง เสียงฝีเท้าม้าจำนวนมหาศาลก็ดังขึ้นจากหน้าประตูวังหลวง ราวกับพายุที่กำลังถาโถมเข้าใส่ใจกลางเมืองหลวงที่เปราะบาง
หลิวเยี่ยนซีหวังว่าทุกท่านจะตื่นเต้นไปกับก้าวสำคัญของอิงหลันและฝ่าบาทในตอนนี้นะคะ!
หงส์เคียงบัลลังก์: เล่ห์รักพลิกแผ่นดิน•ตอนที่ 10
กลิ่นอายสงครามชายแดน
ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หงส์เคียงบัลลังก์: เล่ห์รักพลิกแผ่นดิน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!