“เจ้ากล้าดียังไงถึงเอาบัญชีลับฉบับนี้มาวางไว้ต่อหน้าข้า! คิดจะลากพวกเราทุกคนลงนรกพร้อมกับเจ้าหรือไง!”
เสียงตบโต๊ะดังสนั่นหวั่นไหวในห้องลับชั้นใต้ดินของจวนอัครเสนาบดีเฉิน กลิ่นกำยานราคาแพงที่เคยหอมรื่นกลับกลายเป็นกลิ่นอับชื้นที่ชวนให้หายใจไม่ออก ขุนนางระดับสูงสามคนจ้องมองม้วนกระดาษเก่าคร่ำบนโต๊ะด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป พวกเขาไม่ใช่พันธมิตรที่แน่นแฟ้นอีกต่อไป แต่คือสัตว์ร้ายที่กำลังระแวงว่าเขี้ยวเล็บของอีกฝ่ายจะย้อนกลับมาแทงคอหอยตนเอง
“ใจเย็นก่อนเถิดท่านเจ้ากรมอาญา” อัครเสนาบดีเฉินเอ่ยขึ้น น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงไว้ด้วยรังสีสังหาร ทว่ามือที่ถือจอกสุราของเขากลับสั่นเพียงเล็กน้อยจนน้ำในจอกกระเพื่อม “ในเมื่อมันมาถึงมือเรา นั่นแปลว่ามีคนในจวนนี้... หรืออาจจะเป็นใครบางคนที่อยู่ใกล้ตัวเรามากที่สุด กำลังเล่นสนุกกับความไว้วางใจของเราอยู่”
ไป๋อิงหลันในชุดนางกำนัลชั้นผู้น้อยยืนก้มหน้าอยู่มุมห้อง แววตาของนางนิ่งสงบดุจผิวน้ำในบ่อที่ไร้ลมพัด ทว่าในใจกลับกำลังคลี่คลายกลยุทธ์ที่วางหมากไว้เพียงลำพัง นางเป็นคนนำบัญชีปลอมฉบับนี้ไปวางไว้ในที่ที่พวกเขาจะพบมัน นางรู้ดีว่าคนอย่างเฉินจงหยวนไม่เคยเชื่อใจใคร และเมื่อความระแวงถูกจุดชนวนขึ้น ความสามัคคีที่เคยมีมานับสิบปีก็ไม่ต่างอะไรกับกระจกที่ร้าวราน
“ท่านอัครเสนาบดี ท่านหมายความว่าอย่างไร?” ขุนนางผู้หนึ่งถาม เสียงสั่นเครือ “ท่านกำลังจะบอกว่า... ในกลุ่มเรามีหนอนงั้นหรือ?”
อัครเสนาบดีเฉินปรายตามองทุกคนรอบโต๊ะ ดวงตาคมกริบดุจเหยี่ยวจ้องจับพิรุธ “บัญชีนี้ลงรายละเอียดแม้กระทั่งเงินทอนส่วนเกินที่พวกท่านแอบรับจากคลังหลวงเมื่อสามปีก่อน เรื่องนี้มีเพียงข้าและพวกท่านที่รู้ แล้วถ้าไม่ใช่พวกท่าน... ใครจะเป็นคนเขียนมันขึ้นมา?”
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องลับ บรรยากาศบีบคั้นจนแทบหยุดหายใจ อิงหลันลอบยิ้มที่มุมปาก นางรู้ดีว่าถึงเวลาที่ต้องเติมเชื้อไฟอีกนิด นางขยับตัวเล็กน้อยทำทีเป็นจะเดินออกไป แต่จงใจทำถุงหอมที่ ‘หลงจิ่ง’ แอบยัดใส่มือนางเมื่อวานตกพื้น ของข้างในร่วงหล่นออกมา... มันไม่ใช่เครื่องหอม แต่เป็นตราประทับลับที่เป็นสัญลักษณ์ของกลุ่มอำนาจมืดฝ่ายตรงข้ามกับเฉินจงหยวน
สายตาของทุกคนในห้องพุ่งเป้าไปที่ตราประทับนั้นทันที
“เจ้า! เจ้าเป็นใคร!” อัครเสนาบดีเฉินลุกพรวดขึ้น ชี้หน้าอิงหลันด้วยความโกรธจัด “เจ้าเข้ามาในนี้ได้อย่างไร ใครส่งเจ้ามา!”
อิงหลันค่อยๆ เงยหน้าขึ้น แววตาที่เคยอ่อนน้อมเปลี่ยนเป็นเยือกเย็นและทรงอำนาจเกินกว่าจะเป็นเพียงนางกำนัล “ใครส่งข้ามาไม่สำคัญเท่ากับว่า... สิ่งที่อยู่บนโต๊ะท่านตอนนี้ คือเครื่องยืนยันว่าจุดจบของพวกท่านมาถึงแล้ว ท่านเฉิน... ท่านระแวงคนข้างกายจนลืมมองไปว่า ศัตรูที่แท้จริงคือคนที่ท่านประมาทที่สุดต่างหาก”
นางกล่าวเพียงเท่านั้นก่อนจะหมุนตัวเดินออกไปโดยไม่เกรงกลัว ท่ามกลางความตื่นตระหนกของเหล่าขุนนางที่เริ่มชักอาวุธออกมาจ่อคอกันเองเพราะความหวาดระแวง
ขณะเดียวกัน ในตำหนักบรรทม หลงจิ่งกำลังทอดพระเนตรแผนผังการกระจายอำนาจขุนนางที่เปลี่ยนแปลงไปตามรายงานลับที่อิงหลันส่งมา พระองค์ผ่อนลมหายใจออกมาเบาๆ เมื่อเห็นว่าความโกลาหลเริ่มเกิดขึ้นในจวนของศัตรู แผนการของสตรีผู้นี้ช่างเฉียบคมและน่าพรั่นพรึงในเวลาเดียวกัน
“นางทำให้พวกมันกัดกันเองโดยไม่ต้องเปลืองแรงแม้แต่ปลายก้อย” หลงจิ่งพึมพำกับตัวเอง ดวงตาเปล่งประกายด้วยความมุ่งมั่น “อิงหลัน... เจ้าช่างเป็นสตรีที่อันตรายยิ่งนัก”
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ขององครักษ์หลวงก็ดังขึ้นที่หน้าประตูตำหนัก พร้อมกับเสียงรายงานที่ทำเอาหลงจิ่งต้องขมวดคิ้วแน่น
“ฝ่าบาท... องค์หญิงหนิงอันถูกลอบทำร้ายในอุทยานหลวง พะย่ะค่ะ!”
หลงจิ่งผุดลุกขึ้นทันที ความนิ่งสุขุมมลายหายไปสิ้นในชั่วพริบตา เมื่อองครักษ์ก้าวเข้ามาพร้อมกับกล่องไม้ใบหนึ่งในมือ ซึ่งมีคราบเลือดติดอยู่เล็กน้อย
“คนร้ายฝากสิ่งนี้มาให้พระองค์... มันบอกว่า เป็นของขวัญต้อนรับการเริ่มเกมของพระองค์พะย่ะค่ะ”
เมื่อหลงจิ่งเปิดกล่องไม้ออก ภาพเบื้องหน้าทำให้พระองค์ต้องกำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ภายในกล่องนั้นไม่มีศีรษะหรือสิ่งน่ากลัว แต่เป็นปิ่นปักผมหยกที่พระองค์เคยประทานให้ไป๋อิงหลัน... และที่ปลายปิ่นนั้น มีจดหมายฉบับหนึ่งเขียนด้วยหมึกสีแดงฉานว่า ‘คนของท่าน คือแต้มต่อของข้า’
หลิวเยี่ยนซีขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านรอยร้าวและเงื่อนงำในวันนี้ไปพร้อมกับหลันเอ๋อร์นะคะ
หงส์เคียงบัลลังก์: เล่ห์รักพลิกแผ่นดิน•ตอนที่ 7
รอยร้าวในสภาขุนนาง
ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หงส์เคียงบัลลังก์: เล่ห์รักพลิกแผ่นดิน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!