หงส์เคียงบัลลังก์: เล่ห์รักพลิกแผ่นดิน•ตอนที่ 29

รอยยิ้มใต้ร่มเงาบูรพา

ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
“หากฝ่าบาททรงมีพระประสงค์จะทอดพระเนตรยอดบัญชีการคลังของสามหัวเมืองชายแดน หม่อมฉันได้เตรียมไว้ในหีบไม้จันทน์หอมทางด้านขวาแล้วเพคะ แต่ข้าพระองค์ขอเตือนไว้ก่อนว่า ตัวเลขที่เห็นอาจจะทำให้พระองค์ทรงต้องกุมขมับมากกว่าการรับมือกับพวกกบฏเสียอีก” ไป๋อิงหลันวางพู่กันในมือลงพลางมองดูคนตรงหน้าที่กำลังก้มหน้าก้มตาอยู่กับม้วนเอกสารกองมหึมา แสงเทียนในยามดึกสะท้อนใบหน้าคมสันของหลงจิ่งที่ดูเคร่งขรึมขึ้นผิดตา ต่างจากวันวานที่เขาต้องใช้หน้ากากแห่งความอ่อนแอพรางตาผู้คน หลงจิ่งเงยหน้าขึ้น ดวงตาเรียวคมของฮ่องเต้หนุ่มไม่มีร่องรอยของความเหนื่อยล้า มีเพียงประกายแห่งความเชื่อใจที่เขามอบให้สตรีเพียงหนึ่งเดียวในห้องทรงพระอักษรแห่งนี้ เขาไม่ได้ตอบคำถามนั้นทันที แต่กลับเดินอ้อมโต๊ะไม้ประดู่เข้ามาใกล้ กลิ่นหอมจางๆ จากมวลบุปผาที่ไป๋อิงหลันโปรดปรานอบอวลไปทั่วบริเวณ “สิ่งที่ทำให้อาหลันกุมขมับ ไม่ใช่เพราะตัวเลขขาดดุลหรอกหรือ?” หลงจิ่งเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ เขาเอื้อมมือไปปัดไรผมที่ตกลงมาปรกใบหน้าของนางอย่างแผ่วเบา “เจ้าทำงานหนักเกินไปแล้ว ในรัชสมัยที่บ้านเมืองกำลังรุ่งโรจน์ถึงขีดสุดนี้ ฮองเฮาของข้าควรจะพักผ่อนมากกว่ามานั่งคำนวณภาษีเกลือกับข้าวสารไม่ใช่หรือ?” ไป๋อิงหลันแค่นยิ้ม นางรู้ดีว่าคำว่า ‘รุ่งโรจน์’ นี้แลกมาด้วยหยาดเหงื่อและเลือดเนื้อของใครบ้าง หลังจากการล่มสลายของตระกูลอัครเสนาบดีเฉินที่พยายามก่อกบฏครั้งสุดท้ายเมื่อปีก่อน แผ่นดินที่เคยร้าวฉานก็ค่อยๆ สมานตัว หลงจิ่งจัดการกวาดล้างขุนนางกังฉินจนเหี้ยนเตียน และวางรากฐานการปกครองใหม่ที่ยึดโยงกับความเป็นธรรม “หากหม่อมฉันไม่ลงมือเอง แล้วจะวางใจให้ผู้ใดทำเล่าเพคะ?” ไป๋อิงหลันสบตากับเขา แววตาของนางอ่อนแสงลง “ฝ่าบาททรงตรากตรำมามากพอแล้ว แผ่นดินนี้ร่มเย็นได้ด้วยพระปรีชาของพระองค์ ไม่ใช่เพียงเพราะการบัญชีของหม่อมฉัน” หลงจิ่งดึงตัวนางเข้ามากอดไว้แน่น สัมผัสที่โหยหาความอบอุ่นหลังจากผ่านพายุการเมืองที่โหมกระหน่ำมาหลายปี เขารู้สึกได้ว่ามือของนางเย็นเฉียบแม้ในยามที่อุ่นไอรักกำลังผลิบาน “เมื่อเช้านี้ องค์หญิงหนิงอันส่งข่าวมาว่า ราษฎรในเมืองหลวงต่างพากันตั้งศาลพระภูมิบูชาป้ายวิญญาณของบรรพบุรุษเจ้า พวกเขารู้แล้วว่าใครคือผู้อยู่เบื้องหลังการแก้กฎหมายลดภาษีเกษตรกรรม” หลงจิ่งกระซิบข้างใบหู “เจ้าทำสำเร็จแล้วนะ อาหลัน ตระกูลไป๋ไม่มีมลทินอีกต่อไป และชื่อของเจ้า... จะจารึกไว้ในฐานะแม่ของแผ่นดินที่ผู้คนต่างเทิดทูน” ไป๋อิงหลันซบหน้าลงกับอกแกร่ง ความอึดอัดที่สั่งสมมาตลอดชีวิตดูเหมือนจะเบาบางลง นางไม่ได้ต้องการคำสรรเสริญ เพียงแค่อยากเห็นรอยยิ้มของชายที่นางเลือกจะเดินเคียงข้างบนเส้นทางที่เต็มไปด้วยขวากหนามนี้ ทว่าในความสงบสุขที่หอมหวาน ราวกับมีมดตัวน้อยกำลังกัดกินหัวใจของนาง “ทุกอย่างราบรื่นเกินไปหรือเปล่าเพคะ?” นางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา หลงจิ่งชะงักไปเล็กน้อย มือที่ลูบหลังนางหยุดนิ่ง ก่อนจะผละออกเพื่อมองใบหน้าของนางชัดๆ “เจ้ากังวลเรื่องอะไรอีก? กองทัพเฉินแตกพ่าย ขุนนางเก่าสายอำนาจนิยมต่างถอนตัวไปอยู่บ้านสวนกันหมดแล้ว หรือจะมีใครกล้าท้าทายบัลลังก์ในยามที่ราษฎรกำลังสุขสบายเช่นนี้?” “ความเงียบมักซ่อนดาบที่คมที่สุดไว้เสมอ” ไป๋อิงหลันลุกขึ้นเดินไปที่หน้าต่าง มองออกไปยังท้องฟ้ามืดมิดที่ไร้ดาว “หม่อมฉันรู้สึกเหมือนมีสายตาคู่หนึ่งคอยจับจ้องเราจากที่ไกลๆ มาตลอดสามวันมานี้ องค์หญิงหนิงอันเองก็บ่นว่านางมักจะพบรอยเท้าคนแปลกหน้าในสวนหลังตำหนักบ่อยครั้ง” หลงจิ่งหัวเราะเบาๆ เขาเดินไปยืนซ้อนหลังนาง วางคางไว้บนไหล่ของนางอย่างผ่อนคลาย “เจ้าเป็นคนขี้ระแวงเสมอเลยนะอาหลัน แต่นั่นแหละคือสิ่งที่ทำให้ข้าหลงรักเจ้า... ไม่ต้องห่วงหรอก พรุ่งนี้ข้าจะส่งองครักษ์เสื้อแพรไปตรวจสอบความเรียบร้อยรอบวังให้เข้มงวดขึ้น คืนนี้พักผ่อนเถอะ เราเหนื่อยกันมามากพอแล้ว” คืนนั้น ในยามที่ความเงียบงันปกคลุมไปทั่ววังหลวง ราวกับเป็นคืนที่สงบสุขที่สุดในรอบทศวรรษ ทว่าในห้องลับใต้ดินที่ไร้ผู้คนล่วงรู้ บานประตูหินที่ปิดตายมานานหลายปีกลับค่อยๆ เลื่อนออกอย่างเชื่องช้า แรงสั่นสะเทือนเพียงเล็กน้อยทำให้ฝุ่นควันฟุ้งกระจายไปในอากาศ ชายชราผู้หนึ่งในชุดคลุมสีดำสนิทเดินกะเผลกออกมาจากความมืด ในมือของเขาถือม้วนคัมภีร์เก่าคร่ำคร่าที่มีตราประทับเลือดแห้งกรังของตระกูลขุนนางที่ควรจะหายไปจากประวัติศาสตร์เมื่อหลายปีก่อน ดวงตาของเขาวาวโรจน์ด้วยความแค้นที่สั่งสมมาจนสุดกลั้น “หงส์ที่อยู่เคียงบัลลังก์งั้นหรือ? หึ... บัลลังก์ที่ข้าต้องเสียสละทุกอย่างเพื่อสร้างมันขึ้นมา กลับตกไปอยู่ในมือของนังเด็กไร้หัวนอนปลายเท้าและฮ่องเต้หุ่นเชิด” เขาวางม้วนคัมภีร์ลงบนโต๊ะไม้ที่ผุพัง แสงไฟจากคบเพลิงที่เขานำติดมือมา เผยให้เห็นรายชื่อของขุนนางในราชสำนักปัจจุบันกว่าครึ่งที่กำลังรอรับ ‘คำสั่ง’ จากเขา เขายกยิ้มที่มุมปากอย่างเหี้ยมเกรียม รอยยิ้มที่ทำให้ความสงบสุขทั้งมวลที่หลงจิ่งและไป๋อิงหลันสร้างมา กำลังจะพังทลายลงในไม่ช้า “พรุ่งนี้... ในงานเลี้ยงฉลองวาระครบห้าปีแห่งรัชสมัยเลือด นี่แหละจะเป็นจุดจบของความสุขจอมปลอมที่พวกเจ้ากำลังเสพสุขกันอยู่!” เสียงหัวเราะแหบแห้งดังสะท้อนก้องไปในความมืดมิด ก่อนที่เขาจะจุดไฟเผาจดหมายในมือ แล้วโยนมันลงบนกองฟางที่เตรียมไว้ แสงเพลิงเล็กๆ ที่เริ่มลุกลามกำลังจะกลายเป็นเปลวไฟที่เผาผลาญวังหลวงให้ลุกเป็นไฟอีกครั้ง หลิวเยี่ยนซีขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหยาดเหงื่อและรอยยิ้มมาด้วยกันจนถึงบรรทัดนี้นะคะ
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หงส์เคียงบัลลังก์: เล่ห์รักพลิกแผ่นดิน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%