“เจ้ามั่นใจนะว่ารอยยิ้มนี้จะไม่มีวันเลือนหายไปพร้อมกับเล่ห์กลของขุนนางแก่พวกนั้น?”
เสียงทุ้มต่ำของหลงจิ่งดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันภายในห้องเครื่องแต่งกายหลวง เขาไม่ได้หันมามองไป๋อิงหลันที่กำลังประคองมงกุฎหงส์ทองคำหนักอึ้ง แต่ดวงตาคมกริบของเขาสะท้อนภาพนางผ่านกระจกทองเหลืองบานใหญ่ แววตาของฮ่องเต้หนุ่มไม่มีความอ่อนแอเฉกเช่นในอดีต มีเพียงความมุ่งมั่นที่พร้อมจะแผดเผาทุกสิ่งที่ขวางหน้า
ไป๋อิงหลันคลี่ยิ้มบาง นิ้วเรียวของนางบรรจงปักปิ่นมังกรคู่ลงบนมวยผมของเขาอย่างแผ่วเบา “ฝ่าบาท... ยิ้มของหม่อมฉันมิได้มีไว้เพื่อผู้อื่น แต่มีไว้เพื่อเคียงข้างบัลลังก์ที่พระองค์ทุ่มเทสร้างขึ้นมาด้วยหยาดเลือดต่างหากเพคะ หากจะมีวันใดที่รอยยิ้มนี้เลือนหายไป วันนั้นคงเป็นวันที่แผ่นดินนี้สงบสุขโดยแท้จริงแล้ว”
“สงบสุขหรือ...” หลงจิ่งแค่นหัวเราะในลำคอ “ในราชสำนักที่เต็มไปด้วยงูพิษ คำว่าสงบสุขมีค่าเท่ากับความประมาท”
วันนี้คือวันพระราชพิธีอภิเษกสมรสที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ต้าถัง ประชาชนนับหมื่นล้านยืนรอเฝ้ารับเสด็จตลอดเส้นทางมุ่งสู่ตำหนักอักษรสวรรค์ เสียงแซ่ซ้องสรรเสริญดังสนั่นหวั่นไหวดุจคลื่นมหาศาลที่ซัดสาดเข้าสู่กำแพงวัง แม้แต่กำแพงสูงเสียดฟ้าก็ไม่อาจกั้นเสียงยินดีของราษฎรได้ แต่ภายในความเงียบงันของห้องแต่งตัว บรรยากาศกลับหนักอึ้งดั่งเหล็กกล้า
ไป๋อิงหลันสัมผัสได้ถึงความสั่นเทาเล็กน้อยในจังหวะการหายใจของหลงจิ่ง นางวางมือลงบนบ่ากว้างของเขา “อย่าได้กังวลไปเลยเพคะ อัครเสนาบดีเฉินไม่ได้เข้ามาในวังวันนี้เพียงเพื่อจะขัดขวางงานมงคล แต่เขาเข้ามาเพื่อยอมรับความพ่ายแพ้ต่อหน้าธารกำนัล”
“เจ้าดูมั่นใจเหลือเกินนะ อิงหลัน” องค์หญิงหนิงอันที่ยืนรออยู่หน้าประตูเอ่ยแทรกขึ้นมา นางอยู่ในชุดนางกำนัลชั้นสูงทว่าแววตากลับเฉียบคมราวกับแม่ทัพ “จดหมายลับจากจวนเสนาบดีระบุว่าเขาเตรียมแผน ‘รดน้ำสังข์ด้วยโลหิต’ ไว้หลังพิธีจบ หากเจ้าพลาดเพียงก้าวเดียว มงกุฎหงส์ใบนี้จะกลายเป็นโซ่ตรวนที่รัดคอเจ้าให้ตายคาท้องพระโรงทันที”
ไป๋อิงหลันหันไปสบตากับองค์หญิงหนิงอัน ความเงียบปกคลุมไปชั่วครู่ก่อนที่นางจะเปล่งเสียงหัวเราะเบาๆ “รดน้ำสังข์ด้วยโลหิต? ดี... ในเมื่อเขามอบเลือดมาให้ ก็จงใช้เลือดนั้นล้างมลทินให้ตระกูลไป๋เสียทีเถิด”
พิธีดำเนินไปตามลำดับขั้นตอนที่เคร่งครัด เสียงดนตรีหลวงดังกังวานไปทั่วทิศทาง ไป๋อิงหลันก้าวเดินบนพรมแดงยาวเหยียดที่ทอดยาวราวกับเส้นทางสู่ชีวิตใหม่ ทุกย่างก้าวของนางมั่นคงและสง่างาม สายตาของขุนนางทั่วทั้งราชสำนักจับจ้องมาที่นาง บ้างด้วยความชื่นชม บ้างด้วยความริษยา และไม่น้อยที่เต็มไปด้วยความอาฆาต
เมื่อไป๋อิงหลันก้าวขึ้นสู่แท่นพิธี หลงจิ่งรออยู่ตรงนั้นแล้ว เขาดูสง่างามดุจมังกรที่ตื่นจากบรรทม ทันทีที่สบตากัน ความโกลาหลในใจของไป๋อิงหลันก็พลันสงบลง มือของเขาเอื้อมมาจับมือนางไว้แน่น ความอบอุ่นที่ส่งผ่านฝ่ามือคือหลักฐานของคำสัญญาที่ไม่มีคำพูดใดจะแทนได้
“ข้าจะปกป้องเจ้า... ไม่ว่าศัตรูจะเป็นใคร” เสียงกระซิบของหลงจิ่งแผ่วเบาจนมีเพียงนางที่ได้ยิน
ทว่าในวินาทีที่ทั้งคู่กำลังจะก้มลงกราบไหว้ฟ้าดิน เสียงฝีเท้าหนักๆ ของกลุ่มทหารราชองครักษ์ก็ดังแทรกขึ้นมา อัครเสนาบดีเฉินก้าวออกมาจากแถวขุนนาง ใบหน้าของเขาดูซีดเซียวแต่แฝงด้วยรอยยิ้มอำมหิต มือที่สั่นเทาของเขาถือม้วนคัมภีร์สีเหลืองทองไว้แน่น
“ช้าก่อน! ฝ่าบาท!” เสียงของเฉินดังก้องกังวานไปทั่วตำหนัก “พระสนมไป๋ผู้นี้... นางหามีชาติกำเนิดบริสุทธิ์ไม่ ข้ามีหลักฐานว่านางเป็นบุตรสาวของกบฏที่ถูกประหารไปเมื่อสิบปีก่อน หากพระองค์ยังดึงดันจะอภิเษกกับนาง ราชบัลลังก์นี้ย่อมต้องแปดเปื้อน!”
ความโกลาหลบังเกิดขึ้นในทันที เหล่าขุนนางเริ่มวิพากษ์วิจารณ์เสียงเซ็งแซ่ หลงจิ่งบีบมือไป๋อิงหลันแรงขึ้น แววตาของเขาเปลี่ยนเป็นดุดันราวกับพญามังกรที่พร้อมจะขย้ำศัตรู แต่ไป๋อิงหลันกลับเป็นฝ่ายที่คลี่ยิ้มออกมา นางก้าวออกมาข้างหน้าหนึ่งก้าวเผชิญหน้ากับเฉินอย่างไม่เกรงกลัว
“อัครเสนาบดีเฉิน...” นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยแต่บาดลึก “หากท่านบอกว่านางเป็นบุตรสาวกบฏ ท่านคิดว่าคัมภีร์ที่อยู่ในมือท่านตอนนี้ คือคัมภีร์ล้างมลทินที่ท่านพยายามซ่อนไว้ หรือเป็นหมายจับที่ท่านเขียนขึ้นเองด้วยความกลัวกันแน่?”
เฉินชะงัก สีหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นเขียวคล้ำในทันที “เจ้า... เจ้าหมายความว่าอย่างไร!”
“ฝ่าบาทเพคะ” ไป๋อิงหลันหันไปหาหลงจิ่ง “หม่อมฉันขอประทานอนุญาตเปิดเผยความจริงที่ท่านเสนาบดีไม่อยากให้ใครเห็น... ความจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์นองเลือดที่ตระกูลไป๋ต้องเผชิญเมื่อสิบปีก่อน โดยมีพยานปากเอกคนสำคัญที่หม่อมฉันพามาด้วยในวันนี้”
สิ้นคำพูดของนาง เสียงประตูตำหนักใหญ่ก็ถูกผลักออกพร้อมกับชายชราผู้หนึ่งในชุดนักโทษที่หลบซ่อนตัวมานานปี เขาคุกเข่าลงต่อหน้าบัลลังก์ สั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัว “ฝ่าบาท... ข้าผู้น้อยคืออดีตผู้ดูแลเอกสารหลวง ข้ามีหลักฐานชิ้นสำคัญที่จะเปิดโปงความฉ้อฉลของอัครเสนาบดีเฉินทั้งหมด...”
เฉินหน้าถอดสี มือที่ถือคัมภีร์ร่วงหล่นลงพื้นราวกับไร้เรี่ยวแรง หลงจิ่งก้าวลงจากบัลลังก์ สายตาของเขามองไปที่อัครเสนาบดีเฉินด้วยความสมเพช
ทว่าในจังหวะที่ทุกอย่างกำลังจะคลี่คลาย ลมพายุลูกใหญ่ก็พัดโหมเข้ามาผ่านช่องลมของตำหนัก ธนูอาบยาพิษนับสิบพุ่งเข้าใส่ชายชราผู้เป็นพยานจนล้มฟุบสิ้นใจในทันที! เสียงกรีดร้องดังระงมไปทั่วตำหนักหงส์ และในความชุลมุนนั้นเอง หลงจิ่งก็รู้สึกถึงคมมีดเย็นเฉียบที่จ่ออยู่ที่ลำคอของเขาจากมือของขันทีข้างกาย!
“อย่าขยับ... ไม่อย่างนั้น ราชพิธีนี้จะกลายเป็นงานศพของทั้งฮ่องเต้และว่าที่ฮองเฮา!” เสียงแหบพร่าของมือสังหารที่แฝงตัวมานานดังขึ้น พร้อมกับการปรากฏตัวของบุรุษลึกลับในชุดดำที่ก้าวเข้ามาจากเงามืด ผู้ที่ไป๋อิงหลันคุ้นเคยเป็นอย่างดี... บุคคลที่ควรจะตายไปตั้งแต่เมื่อสิบปีก่อน... บิดาของนางเอง!
รอยยิ้มของไป๋อิงหลันจางหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความตกตะลึงที่ทำให้นางแทบหยุดหายใจ เมื่อเห็นชายที่ควรเป็นที่พึ่งพิงชักกระบี่ออกมาหมายจะปลิดชีพหลงจิ่งเพื่อชิงบัลลังก์คืนด้วยมือของเขาเอง
ท่ามกลางพายุฝนแห่งการทรยศที่ถาโถมเข้ามาอีกครั้ง หลิวเยี่ยนซีขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านความเจ็บปวดและกล้าหาญมาจนถึงบรรทัดสุดท้ายของวันนี้ด้วยกันนะคะ
หงส์เคียงบัลลังก์: เล่ห์รักพลิกแผ่นดิน•ตอนที่ 28
พระราชพิธีอภิเษกเคียงแผ่นดิน
ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หงส์เคียงบัลลังก์: เล่ห์รักพลิกแผ่นดิน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!