"ฝ่าบาททรงแน่ใจแล้วหรือเพคะ ว่าจะใช้เงินท้องพระคลังส่วนนี้ไปกับการซ่อมแซมคูคลอง แทนที่จะจัดเตรียมกองทัพให้พร้อมรับมือกับหัวเมืองที่ยังกระด้างกระเดื่อง?"
ไป๋อิงหลันวางพู่กันในมือลง เสียงปลายพู่กันกระทบถาดหินหมึกดังแผ่วเบา ทว่าท่ามกลางความเงียบงันภายในตำหนักทรงอักษร เสียงนั้นกลับบาดลึกดั่งเสียงคมดาบ นางเงยหน้าขึ้นมองบุรุษผู้ครองบัลลังก์ที่กำลังพินิจแผนผังการชลประทานอย่างเคร่งขรึม
หลงจิ่งไม่ตอบในทันที เขาค่อยๆ ลุกขึ้นจากเก้าอี้ไม้จันทน์หอม ก้าวเดินมาหยุดเบื้องหน้าสตรีผู้เป็นดั่งดวงตาและลมหายใจของเขา เขาเอื้อมมือไปเกลี่ยปอยผมที่ตกลงมาปรกใบหน้าของนางอย่างแผ่วเบา "อิงหลัน... เจ้าลืมไปแล้วหรือว่า หัวใจของแผ่นดินอยู่ที่ท้องของราษฎร หากคนหิวโหย จักรพรรดิที่ยิ่งใหญ่เพียงใดก็เป็นเพียงกษัตริย์ไร้บัลลังก์ ความสงบที่แลกมาด้วยความอดอยากคือระเบิดเวลาที่รอวันระเบิด"
"แต่เหล่าขุนนางเก่าแก่ที่เหลือรอดจากการกวาดล้างของอัครเสนาบดีเฉินต่างจับตาดูความเคลื่อนไหวของพระองค์อยู่" นางแย้ง เสียงของนางสั่นไหวเล็กน้อยด้วยความเป็นห่วง "พวกเขาไม่ต้องการฮ่องเต้ที่เป็นนักพัฒนา แต่ต้องการหุ่นเชิดที่คอยปกป้องผลประโยชน์ของพวกเขา"
"นั่นคือเหตุผลที่ข้าต้องทำ" หลงจิ่งกระตุกยิ้มที่มุมปาก แววตาคมกริบดุจพยัคฆ์ที่กำลังจะตะปบเหยื่อ "เมื่อข้าทำลายรากฐานอำนาจของเฉินจนย่อยยับแล้ว ข้าจะสร้างระเบียบใหม่ขึ้นบนความศรัทธาของประชาชน พวกเขาจะไม่มีวันทรยศมือที่หยิบยื่นข้าวสารและน้ำสะอาดให้... เจ้าว่าอย่างไร ยอดกุนซือของข้า?"
ไป๋อิงหลันคลี่ยิ้มบางๆ สายตาของนางทอดมองออกไปนอกหน้าต่าง ที่ซึ่งเหล่าทหารและชาวเมืองกำลังช่วยกันเก็บกวาดซากปรักหักพังจากการจลาจล กลิ่นอายของดินโคลนและไอดินเริ่มจางหาย แทนที่ด้วยกลิ่นหอมของดอกเหมยที่เริ่มผลิบานหลังพายุสงบลง มันคือสัญญาณแห่งรุ่งอรุณที่พวกเขาร่วมกันถักทอขึ้นมาด้วยเลือดและหยาดเหงื่อ
"หากฝ่าบาทตัดสินใจเช่นนั้น หม่อมฉันก็พร้อมจะเป็นมือขวาที่ขีดเขียนประวัติศาสตร์บทใหม่ไปกับพระองค์เพคะ"
ตลอดสัปดาห์นั้น เมืองหลวงเปลี่ยนไปราวกับถูกพลิกฝ่ามือ ไป๋อิงหลันใช้ความรู้ด้านการแพทย์และกลยุทธ์การจัดการ จัดตั้งหน่วยแพทย์เคลื่อนที่และคลังเสบียงหลวงกลางเมือง โดยใช้ชื่อองค์หญิงหนิงอันเป็นฉากหน้าในการประสานงานกับเหล่าสตรีในวังและบุตรสาวขุนนาง เพื่อเรียกคืนความจงรักภักดีจากราษฎร
"พี่หญิง ท่านดูนี่สิ" องค์หญิงหนิงอันวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาหาไป๋อิงหลันในคลังเสบียง ดวงตาของนางเป็นประกาย "ชาวบ้านที่เคยมองพวกเราด้วยสายตาหวาดระแวง บัดนี้ต่างพากันนำไข่ไก่และผักสวนครัวมามอบให้ เพื่อขอบพระคุณฝ่าบาทที่ทรงเมตตา... ข้าไม่เคยเห็นเมืองหลวงที่ยิ้มแย้มได้เช่นนี้มาก่อนเลย"
ไป๋อิงหลันรับตะกร้าไข่ไก่มาจากมือของหญิงชราคนหนึ่ง นางก้มลงคำนับอย่างนอบน้อม ลบเลือนภาพลักษณ์ของสตรีสูงศักดิ์จนสิ้นเหลือเพียงผู้หญิงคนหนึ่งที่เข้าใจความทุกข์ยากของเพื่อนมนุษย์ "นี่ไม่ใช่ชัยชนะของพวกเราคนเดียวเพคะองค์หญิง แต่เป็นชัยชนะของความซื่อตรงที่ฝ่าบาททรงมอบให้แก่แผ่นดิน"
ทว่าท่ามกลางบรรยากาศแห่งการฟื้นฟู สายตาคู่หนึ่งกลับซุ่มมองความสงบสุขนี้จากเงามืดของกำแพงวังชั้นใน
ในคืนที่ดวงจันทร์ถูกเมฆหมอกบดบัง หลงจิ่งและไป๋อิงหลันหารือกันเรื่องแผนการขั้นสุดท้ายเพื่อกำจัดเศษเสี้ยวอำนาจของอัครเสนาบดีเฉินที่ยังคงหลบซ่อนอยู่ในกองทัพหัวเมือง แต่ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ขององครักษ์หลวงก็ดังแทรกเข้ามาอย่างไม่ให้สุ้มเสียง
"ฝ่าบาท! พะย่ะค่ะ!" องครักษ์หนุ่มคุกเข่าลงจนเข่าแทบกระแทกพื้น "มีข่าวลับส่งตรงจากชายแดนตะวันตก... อัครเสนาบดีเฉินไม่ได้หนีไปตามที่คาดการณ์ไว้ แต่เขากำลังร่วมมือกับชนเผ่าเร่ร่อน บุกเข้ายึดคลังแสงหลวงที่ถูกลืม และตอนนี้... กองทัพของเขากำลังมุ่งหน้ามายังเมืองหลวงด้วยความเร็วที่เหนือความคาดหมาย!"
ไป๋อิงหลันชะงักไป พู่กันในมือที่กำลังร่างแผนที่ร่วงหล่นลงพื้น หลงจิ่งหันมาสบตานาง ความนิ่งสงบที่เคยมีมลายหายไปสิ้น แทนที่ด้วยความเย็นเยียบที่ขั้วหัวใจ
"ที่ผ่านมาเขาไม่ได้หนีไปเพื่อเอาตัวรอด" หลงจิ่งแค่นเสียงหัวเราะเยาะเย้ยตัวเอง "แต่มันคือการถอยเพื่อตั้งหลัก... และตอนนี้ เขากำลังจะกระชากความสงบสุขที่เพิ่งเริ่มผลิบานไปจากมือของข้า!"
"ฝ่าบาท!" เสียงของขันทีเฒ่าคนหนึ่งดังขึ้นที่หน้าประตูด้วยความตื่นตระหนก "มีจดหมายปริศนาถูกปักไว้ที่หน้าประตูตำหนัก... ผู้ส่งฝากบอกมาว่า... หากไม่อยากให้หัวขององค์หญิงหนิงอันถูกแขวนประจานที่กำแพงเมือง จงเปิดประตูพระราชวังให้เขากลับเข้ามาโดยไม่มีเงื่อนไข!"
ไป๋อิงหลันรีบวิ่งออกไปดูที่หน้าตำหนัก ลมหนาวพัดกรรโชกจนผ้าคลุมไหล่ของนางปลิวไสว ในความมืดสลัวที่แสงคบเพลิงส่องไปไม่ถึง นางเห็นร่างขององค์หญิงหนิงอันถูกพันธนาการอยู่บนหลังม้าไกลออกไปที่ลานกว้าง โดยมีคมดาบของอัครเสนาบดีเฉินจ่ออยู่ที่ลำคอระหง
หลงจิ่งก้าวตามออกมา มือของเขากำแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน นี่คือหมากที่เขาคาดไม่ถึง และเป็นเดิมพันที่เขามิอาจสูญเสียได้
ความหวังที่กำลังจะรุ่งอรุณถูกบดบังด้วยเงามัจจุราชอีกครั้ง... และรอยยิ้มของเฉินที่ยืนอยู่ท่ามกลางเปลวไฟที่เริ่มลุกโชนที่ชายขอบกำแพงเมือง คือคำประกาศสงครามครั้งสุดท้ายที่ไม่มีทางถอยกลับไปได้อีกแล้ว
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านพายุฝนแห่งการทรยศในบทนี้ไปพร้อมกับหลิวเยี่ยนซีนะคะ
หงส์เคียงบัลลังก์: เล่ห์รักพลิกแผ่นดิน•ตอนที่ 26
รุ่งอรุณแห่งแผ่นดินใหม่
ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หงส์เคียงบัลลังก์: เล่ห์รักพลิกแผ่นดิน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!