หงส์เคียงบัลลังก์: เล่ห์รักพลิกแผ่นดิน•ตอนที่ 30

บทอวสาน: หงส์มังกรเคียงนิรันดร์

ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
"หม่อมฉันไม่ได้ต้องการบัลลังก์ที่เย็นเยียบและว่างเปล่าเพียงลำพัง หากพระองค์ปรารถนาจะครองแผ่นดิน ก็จงครองหัวใจของหม่อมฉันไว้เป็นเดิมพันด้วยเถิด" เสียงของไป๋อิงหลันแผ่วเบาทว่าหนักแน่นดุจเสียงระฆังทองท่ามกลางความเงียบงันภายในตำหนักบรรทมที่เคยเต็มไปด้วยคราบเลือดและหยาดน้ำตา หลงจิ่งหยุดชะงักฝีพระบาทที่กำลังก้าวออกไปสู่ระเบียงไม้แกะสลัก ดวงตาคมกริบดั่งพยัคฆ์ยามล่าเหยื่อคู่นั้นอ่อนแสงลงเหลือเพียงความโหยหาที่ยากจะหาคำใดมาบรรยาย "อิงหลัน..." หลงจิ่งเอ่ยเรียกชื่อนางเพียงสั้นๆ ก่อนจะหมุนกายกลับมา ชายฉลองพระองค์สีเหลืองทองปักลายมังกรสะบัดพลิ้วตามแรงอารมณ์ เขาเดินตรงเข้าหาหญิงสาวที่ยืนนิ่งอยู่เบื้องหน้า หญิงผู้เป็นทั้งดวงใจและเสาหลักที่ประคองบัลลังก์ของเขาให้ตั้งตระหง่านผ่านมรสุมการเมืองมาได้จนถึงวินาทีนี้ "อัครเสนาบดีเฉินสิ้นชีพไปแล้ว อำนาจที่เคยกัดกินราชสำนักถูกถอนรากถอนโคนด้วยคมดาบแห่งความยุติธรรมของพระองค์" นางกล่าวพลางยกมือขึ้นแตะปลายคางของฮ่องเต้หนุ่มเบาๆ "บัดนี้ แผ่นดินสงบสุขแล้ว สิ่งเดียวที่ขาดหายไปคือเจ้าของหัวใจที่แท้จริงของฮ่องเต้ผู้นี้ จะทรงอนุญาตให้คนบาปอย่างหม่อมฉันเคียงข้างไปตลอดกาลได้หรือไม่เพคะ?" หลงจิ่งไม่ได้ตอบด้วยคำพูด เขาเชยคางนางขึ้นแล้วก้มลงประทับจุมพิตที่หน้าผากมน สัมผัสที่แฝงไว้ด้วยความอ่อนโยนต่างจากเวลาที่เขาต้องแสดงอำนาจต่อหน้าเหล่าขุนนางจอมปลอม ความเหนื่อยล้าจากการวางแผนแยบยลเพื่อพลิกกระดานการเมืองนับแรมปีมลายหายไปสิ้นเหลือเพียงไออุ่นของมนุษย์ที่ต่างฝ่ายต่างมอบให้แก่กัน "เจ้าไม่ใช่คนบาป หากเจ้าคือหงส์ที่สวรรค์ส่งมาช่วยชีวิตข้าจากนรกอเวจี" หลงจิ่งกระซิบข้างหูนาง น้ำเสียงสั่นเครือด้วยความซาบซึ้ง "นับแต่นี้ไป ราชสำนักจะไม่มีการนองเลือดอีก จะมีเพียงเสียงหัวเราะของลูกหลาน และพระราชโองการที่จะเขียนขึ้นเพื่อความสุขของราษฎรเท่านั้น" เหตุการณ์เมื่อสามเดือนก่อนยังคงตราตรึงอยู่ในความทรงจำ วันที่ไป๋อิงหลันใช้ความรู้ด้านการแพทย์วางกลอุบายให้องค์หญิงหนิงอันแสร้งทำเป็นพระอาการประชวรหนัก เพื่อล่อให้เฉินจื้อหลานเผยโฉมหน้าแท้จริงและสั่งการให้กองกำลังส่วนตัวบุกเข้าวังหลวง ในจังหวะนั้นเอง หลงจิ่งที่ซุ่มซ่อนกำลังทหารไว้นอกกำแพงเมืองก็ได้ปิดล้อมและกวาดล้างกบฏจนสิ้นซาก ภาพเหล่านั้นถูกลบเลือนด้วยบรรยากาศแห่งสันติสุขในยามนี้ องค์หญิงหนิงอันที่เดินผ่านหน้าตำหนักเห็นภาพพี่ชายกับสตรีที่เป็นดั่งพี่สะใภ้ในอุดมคติยืนเคียงคู่กันบนแท่นบรรทม ก็เพียงแต่ยิ้มอย่างละมุนละไม นางโบกมือให้เหล่าข้าราชบริพารถอยห่างออกไป เพื่อปล่อยให้โลกทั้งใบเหลือเพียงคนทั้งสอง "พระองค์จำได้หรือไม่ ครั้งแรกที่เราพบกันในสวนดอกท้อ พระองค์ทำเป็นโง่เขลาเพื่อให้เหล่าขุนนางตายใจ" อิงหลันหัวเราะเบาๆ ดวงตาเป็นประกายเหมือนดั่งวันที่นางยังเป็นเพียงหญิงสาวผู้มุ่งมั่นจะล้างมลทินให้ตระกูล "ตอนนั้นข้าเกือบจะพลาดเพราะเจ้าเสียแล้ว" หลงจิ่งหัวเราะตอบพลางกอดเอวนางแน่นขึ้น "เจ้าฉลาดเกินไป จนข้าเกือบจะหลงกลในเล่ห์เหลี่ยมของเจ้าก่อนที่ข้าจะหลงรักเจ้าเสียอีก" ภายในตำหนักบรรทมไม่ได้หอมอบอวลไปด้วยกลิ่นกำยานที่ดูสูงส่งเกินไป แต่เป็นกลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกไม้ป่าที่อิงหลันชอบนำมาจัดวางไว้ ซึ่งเป็นกลิ่นที่เตือนใจให้พวกเขาทั้งสองระลึกถึงวันคืนที่ต้องร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมา ทั้งการปลอมตัวลงพื้นที่ทุรกันดารเพื่อตรวจสอบบัญชีส่วยของพวกฉ้อราษฎร์บังหลวง หรือการแอบลอบส่งจดหมายลับผ่านนกพิราบท่ามกลางสายฝนที่หนาวเหน็บ "พระองค์จะทรงเหนื่อยกับกิจการบ้านเมืองอีกนานไหมเพคะ?" อิงหลันถามพลางเอนศีรษะซบที่อกกว้าง "ตราบเท่าที่ข้ายังมีลมหายใจ ข้าจะเหนื่อยเพื่อแผ่นดิน... แต่ตราบเท่าที่ข้ายังมีเจ้า ข้าจะไม่รู้สึกโดดเดี่ยวอีกต่อไป" หลงจิ่งจุมพิตที่เรือนผมของนางอย่างแผ่วเบา ท่ามกลางแสงสนธยาที่ทอดตัวลงบนระเบียงวัง ความรักของทั้งคู่ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่เพียงแค่คำว่าฮ่องเต้กับสนม แต่มันคือกาวใจที่ยึดเหนี่ยวแผ่นดินให้เป็นปึกแผ่น หงส์และมังกรที่ผ่านพ้นเปลวเพลิงแห่งความขัดแย้ง บัดนี้ได้เคียงคู่กันอยู่เหนือเมฆหมอกแห่งอำนาจอย่างสง่างามและไร้ซึ่งเงาแห่งความแค้นเคือง อิงหลันมองออกไปนอกหน้าต่าง มองเห็นผืนแผ่นดินที่กว้างใหญ่ภายใต้ท้องฟ้าสีครามที่กำลังเปลี่ยนเป็นสีม่วงอมชมพู นางรู้ดีว่าเส้นทางหลังจากนี้อาจยังมีอุปสรรคใหม่ๆ แต่เมื่อมีหลงจิ่งอยู่เคียงข้าง ไม่ว่าใครหน้าไหนก็ไม่อาจพรากความสุขนี้ไปได้อีก "หากวันหน้ามีพายุโหมกระหน่ำอีกเล่าเพคะ?" นางเปรยขึ้นด้วยความใคร่รู้ในสายตา หลงจิ่งจับมือของนางไว้แน่น กระชับให้มั่นคงที่สุด "ข้าจะเป็นกำแพงให้เจ้า ส่วนเจ้าจะเป็นปัญญาให้ข้า เราจะร่วมกันฝ่าพายุนั้นไปด้วยกัน เหมือนที่ผ่านๆ มา เจ้าจำไม่ได้หรือ... เราไม่ได้แค่รอดชีวิตมาเพื่อเป็นฮ่องเต้และมเหสี แต่เราคือผู้กำหนดชะตาชีวิตของกันและกัน" ความเงียบที่แสนอบอุ่นเข้าครอบคลุมพื้นที่ ทั้งสองมองตากันด้วยความเข้าใจที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าคำบรรยายใดๆ บทละครชีวิตที่เคยตึงเครียดด้วยหยาดเลือดและเล่ห์กล ได้ปิดม่านลงด้วยท่วงทำนองแห่งความสุขที่ดังก้องอยู่ในใจของคนทั้งคู่ไปตราบนานเท่านาน ในรัชสมัยของหลงจิ่งและไป๋อิงหลัน ราษฎรต่างกล่าวขานถึงเรื่องราวความรักของพวกเขาที่ไม่ได้เริ่มต้นจากความราบรื่น แต่เริ่มต้นจากสนามรบของการเมืองและจบลงด้วยการจับมือกันปกครองแผ่นดินด้วยความเมตตา หงส์ที่เคยสยายปีกปกป้องมังกร และมังกรที่เคารพในปัญญาของหงส์ กลายเป็นตำนานที่ถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ว่าเป็นยุคสมัยที่รุ่งเรืองที่สุดของอาณาจักร หลิวเยี่ยนซีขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหยาดเหงื่อและรอยยิ้มมาด้วยกันจนถึงบรรทัดสุดท้ายนี้นะคะ
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หงส์เคียงบัลลังก์: เล่ห์รักพลิกแผ่นดิน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%