"หากท่านทูตยังยืนกรานจะทูลขอ 'สิ่งนั้น' เป็นเครื่องบรรณาการ เห็นทีแคว้นพันธมิตรคงต้องเตรียมตัวรับมือกับความสูญเสียครั้งใหญ่ที่อาจมาถึงเร็วกว่าที่คิด"
น้ำเสียงของไป๋อิงหลันราบเรียบ ทว่าทุกถ้อยคำกลับคมกริบราวกับใบมีดที่เคลือบด้วยยาพิษ นางนั่งพับเพียบอยู่เบื้องหลังม่านโปร่งบางภายในห้องรับรองส่วนพระองค์ สายตาจับจ้องไปยังชายวัยกลางคนผู้มีเคราสีดอกเลา ทูตจากแคว้นซีเป่ยที่กำลังยิ้มเยาะอย่างผู้กุมความได้เปรียบ
หลงจิ่งที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้จันทน์หอมมิได้ขยับกายแม้แต่น้อย พระหัตถ์ที่ถือถ้วยน้ำชาสั่นไหวเพียงชั่วครู่ก่อนจะนิ่งสนิท ท่าทางที่ดูเสมือนคนขลาดเขลาและไร้ทางสู้ในสายตาผู้อื่นนั้น คือหน้ากากที่เขาใช้ลวงโลกมาเนิ่นนาน แต่สำหรับไป๋อิงหลัน นางมองเห็นกระแสธารแห่งเพลิงอำนาจที่กำลังเดือดพล่านอยู่ภายใต้ดวงตาคู่นั้น
"แม่นางไป๋... เจ้าเป็นเพียงนางกำนัลในห้องเครื่อง เหตุใดจึงอาจหาญแทรกบทสนทนาระหว่างทูตและโอรสสวรรค์เช่นนี้?" ทูตซีเป่ยแค่นเสียงหัวเราะ ดวงตาหรี่มองม่านบางด้วยความเหยียดหยาม
"ในแผ่นดินที่ไร้ซึ่งความยุติธรรม คนหูหนวกย่อมได้ยินเสียงร้องไห้ คนตาบอดก็อาจมองเห็นความจริงได้ชัดเจนกว่าคนตาดีที่แสร้งปิดตา" ไป๋อิงหลันเว้นจังหวะ ลุกขึ้นยืนช้าๆ ร่างระหงในชุดสีเรียบง่ายทว่าสง่างามก้าวออกมาเบื้องหลังม่าน "ท่านทูตควรทราบไว้ว่า ข้อเสนอที่ท่านยื่นมาให้ฝ่าบาทแลกกับ 'ทะเบียนสำมะโนประชากรเขตชายแดน' นั้น มิใช่การเจรจา แต่มันคือการประกาศสงครามโดยไร้ซึ่งคมดาบ"
หลงจิ่งลอบยิ้มที่มุมปากเบาบางก่อนจะแสร้งทำเป็นถอนหายใจยาว "ท่านทูต... นางพูดเช่นนี้เจ้าคงเข้าใจแล้วว่า ข้าในฐานะฮ่องเต้จำต้องฟังเสียงของคนใกล้ชิดบ้าง เรื่องดินแดนชายแดนนั้นเป็นหัวใจสำคัญ หากข้ามอบให้ท่านไป ราษฎรของข้าคงไม่ยินยอม... และข้าเองก็คงไม่อาจหลับตาลงได้"
"ฝ่าบาททรงมีเมตตาเกินไป!" ทูตซีเป่ยตบโต๊ะเสียงดังสนั่น "หากข้อตกลงไม่เป็นผล เช่นนั้นพันธสัญญาที่ทำไว้กับอัครเสนาบดีเฉินก็ถือเป็นโมฆะ เราคงต้องปล่อยให้กองทัพม้าเหล็กข้ามพรมแดนมาพิสูจน์กันด้วยคมดาบจริงๆ เสียที"
อัครเสนาบดีเฉิน... ชื่อนี้ดังก้องอยู่ในใจของไป๋อิงหลัน นางรู้ดีว่าคนผู้นี้กำลังชักใยอยู่เบื้องหลัง เพื่อบีบให้หลงจิ่งจนมุมและยอมสละอำนาจเบ็ดเสร็จให้กับสภาขุนนาง หากหลงจิ่งยอมตกลงตามคำขู่ เขาจะกลายเป็นฮ่องเต้หุ่นเชิดที่ไร้แผ่นดินปกครอง หากเขาปฏิเสธ สงครามที่จะเกิดขึ้นจะกลายเป็นตราบาปที่ทำให้เหล่าขุนนางใช้เป็นข้ออ้างในการถอดถอนเขาออกจากราชบัลลังก์ทันที
"ทูตซีเป่ย" ไป๋อิงหลันเอ่ยขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เสียงของนางเปี่ยมไปด้วยอำนาจบางอย่างที่แม้แต่หลงจิ่งยังต้องเลิกคิ้วมอง "ในเมื่อท่านกล่าวถึงท่านอัครเสนาบดีเฉิน ข้าก็นึกขึ้นได้ว่า... หีบสมบัติที่ท่านนำมาถวายเมื่อเช้า มิได้มีเพียงเครื่องหอมและม้าพันธุ์ดีเท่านั้นใช่หรือไม่?"
บรรยากาศในห้องรับรองพลันเปลี่ยนไปราวกับถูกแช่แข็ง ทูตซีเป่ยชะงัก สายตาที่เคยหยิ่งผยองสั่นไหวขึ้นชั่วขณะ
"เจ้าหมายความว่าอย่างไร?"
"ในหีบใบที่สี่... มีจดหมายลายเซ็นลับที่ท่านแอบส่งให้กับรองแม่ทัพฝ่ายซ้ายเพื่อวางแผนก่อกบฏ หากข้านำจดหมายฉบับนั้นไปวางไว้หน้าตำหนักอัครเสนาบดีตอนนี้ ท่านคิดว่าศีรษะของท่านจะยังอยู่บนบ่าได้นานเท่าใดกัน?" ไป๋อิงหลันก้าวเข้าไปใกล้ แววตาของนางดุจเหยี่ยวที่เล็งเป้าหมายสังหาร "ท่านมิได้มาเพื่อเจรจา แต่ท่านมาเพื่อตาย... เพราะหากท่านตายที่นี่ในฐานะแขกของฝ่าบาท อัครเสนาบดีเฉินย่อมไม่อาจปกป้องท่านจากความโกรธแค้นของแคว้นท่านเองได้"
หลงจิ่งวางถ้วยชาลงเสียงดัง 'กริ๊ก' แววตาของเขากลับกลายเป็นความเย็นชาที่ไร้ที่สิ้นสุด "นางพูดถูกท่านทูต การเจรจาควรอยู่บนพื้นฐานของความเคารพ มิใช่การคุกคาม ข้าอาจดูอ่อนแอในสายตาขุนนางของข้า แต่ข้ามิเคยไร้น้ำยาถึงขั้นปล่อยให้คนต่างเมืองมาเหยียบย่ำศักดิ์ศรีถึงในวังหลวง"
ทูตซีเป่ยหน้าถอดสี เหงื่อกาฬไหลซึมตามไรผม เขาประเมินนางกำนัลผู้นี้ต่ำเกินไป... และประเมินฮ่องเต้ผู้นี้ต่ำเกินไปมากนัก
"ข้า... ข้าเพียงแค่ทำตามหน้าที่" ทูตพยายามแก้ตัว เสียงที่เคยแข็งกร้าวอ่อนระโหยลงอย่างเห็นได้ชัด
"หน้าที่ของท่านจากนี้ไป คือการกลับไปบอกท่านอัครเสนาบดีว่า ข้อตกลงนี้ไม่มีวันเกิดขึ้น" ไป๋อิงหลันสั่งการราวกับเป็นผู้กุมชะตากรรมของบ้านเมือง "และถ้าท่านอยากมีชีวิตรอดกลับไป จงบอกเขาด้วยว่า... 'หงส์ที่ถูกขังในกรงมิได้หมายความว่าจะบินขึ้นสู่ฟ้าไม่ได้เสมอไป'"
ทูตซีเป่ยรีบร้อนล่าถอยออกไปจากห้องอย่างไม่คิดชีวิต เหลือเพียงหลงจิ่งและไป๋อิงหลันที่ยืนอยู่ท่ามกลางความเงียบงันที่แสนอึดอัด ฮ่องเต้หนุ่มลุกขึ้นยืน ชายชุดมังกรพลิ้วไหวตามจังหวะก้าว เขาก้าวเข้ามาใกล้จนระยะห่างเหลือเพียงคืบ ลมหายใจอุ่นๆ รดรินอยู่ข้างหูของนาง
"เจ้าทำเกินไปแล้วอิงหลัน" หลงจิ่งกระซิบ น้ำเสียงนั้นมีความนัยที่ยากจะคาดเดา "การเปิดโปงท่านทูตเท่ากับเป็นการดึงอัครเสนาบดีเฉินให้เข้าสู่โหมดบ้าคลั่ง เขากำลังจะเปิดฉากชำระแค้นข้า... และเจ้า"
ไป๋อิงหลันเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แววตามุ่งมั่นมิหวั่นเกรง "หากไม่ทำเช่นนั้น แผ่นดินนี้ก็จะเป็นของตระกูลเฉินโดยสมบูรณ์ และข้าเองก็คงไม่อาจล้างมลทินให้ตระกูลไป๋ได้... ฝ่าบาทเพคะ ทรงเตรียมพร้อมแล้วใช่หรือไม่?"
หลงจิ่งยิ้ม แต่อยู่ๆ รอยยิ้มนั้นก็จางหายไปเมื่อเสียงฝีเท้าหนักๆ ขององครักษ์หลวงดังก้องจากภายนอก ประตูห้องรับรองถูกผลักออกอย่างแรงโดยไม่ได้รับอนุญาต ร่างของอัครเสนาบดีเฉินก้าวเข้ามาพร้อมกับองครักษ์นับสิบที่ชักดาบออกมาจนเต็มโถงทางเดิน แสงดาบสะท้อนกับเปลวเทียนวูบไหว
"ฝ่าบาท..." อัครเสนาบดีเฉินกล่าวด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียมขณะก้มลงกราบแบบขอไปที "กระหม่อมได้รับรายงานว่ามีสายลับต่างเมืองแฝงตัวอยู่ในวังหลวง และดูเหมือนว่า... นางกำนัลข้างกายพระองค์จะเป็นกุญแจสำคัญของเรื่องนี้"
เฉินจื่อหานชี้ดาบมาที่ไป๋อิงหลัน แววตาเต็มไปด้วยความอาฆาตมาดร้ายที่ปิดไม่มิด "ทหาร! จับตัวนางแพศยาผู้นี้ไปสอบสวน หากใครขัดขวาง ให้ถือว่าสมคบคิดกับศัตรู มีโทษประหารเจ็ดชั่วโคตร!"
หลงจิ่งขยับตัวยืนบังไป๋อิงหลันไว้เบื้องหลังทันที แต่ในวินาทีที่คมดาบจะพุ่งเข้าหา ทั้งคู่กลับได้ยินเสียงสัญญาณเตือนภัยที่ดังมาจากทางปีกตะวันออกของวังหลวง ซึ่งเป็นที่ตั้งของคลังแสงและที่เก็บเอกสารลับที่สุดของแผ่นดิน
นั่นไม่ใช่เสียงบุกของกองทัพซีเป่ย... แต่เป็นเสียงระเบิดจากภายในพระราชวังที่พวกเขาทั้งสองไม่ได้คาดคิดมาก่อน!
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงจุดที่ความจริงเริ่มกัดกินหัวใจตัวละครไปพร้อมกับหลิวเยี่ยนซีนะคะ
หงส์เคียงบัลลังก์: เล่ห์รักพลิกแผ่นดิน•ตอนที่ 18
ทูตต่างเมืองและคมดาบ
ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หงส์เคียงบัลลังก์: เล่ห์รักพลิกแผ่นดิน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!