"ข้าไม่ได้มาที่นี่เพื่อแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ด้วยทองคำหรือที่ดิน แต่มาร่วมสร้างประวัติศาสตร์ที่จารึกชื่อของท่านไว้บนบัลลังก์ที่มั่นคงที่สุดของดินแดนตะวันตก... ท่านทูตตวนมู่ ท่านคิดว่าข้อเสนอนี้คุ้มค่าพอจะแลกกับกำลังทหารเพียงห้าหมื่นนายหรือไม่คะ"
ไป๋อิงหลันวางจอกสุราลงบนโต๊ะไม้เนื้อแข็งเสียงดังฟังชัด ท่ามกลางความเงียบงันที่กดทับห้องรับรองส่วนตัวในตำหนักทูต บรรยากาศภายในห้องเต็มไปด้วยกลิ่นหอมของกำยานสนราคาแพงที่อบอวลจนน่าอึดอัด สายตาของนางจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคมปลาบของทูตจากแคว้นเยี่ยที่กำลังนั่งไขว่ห้างด้วยท่าทีที่ดูถูกเหยียดหยามอยู่ก่อนหน้า
ท่านทูตตวนมู่หัวเราะหึในลำคอ เขาเป็นบุรุษร่างใหญ่ที่มีรอยแผลเป็นพาดผ่านโหนกแก้ม บ่งบอกถึงประสบการณ์ในสนามรบที่โชกโชน "คุณหนูไป๋ ท่านเป็นเพียงสตรีในวังหลัง อ้างชื่อฮ่องเต้ที่ไร้อำนาจมาเจรจากับข้า แผ่นดินนี้ใครๆ ก็รู้ว่าอัครเสนาบดีเฉินเป็นผู้กุมชะตา หากข้าเลือกข้างผิด... หัวของข้าคงหลุดจากบ่าก่อนจะได้เห็นประวัติศาสตร์ที่ท่านว่าเสียอีก"
อิงหลันคลี่ยิ้มบาง นิ้วเรียวสวยเลื่อนม้วนคัมภีร์ลับที่ได้มาจากองค์หญิงหนิงอันไปข้างหน้า นางไม่ได้แสดงท่าทีหวาดหวั่นแม้แต่น้อย "ท่านมองว่าฝ่าบาททรงไร้อำนาจ นั่นก็เพราะท่านมองผ่านม่านหมอกที่ตระกูลเฉินสร้างขึ้นมาบดบังสายตา หากท่านตาทิพย์พอจะมองเห็นว่า ใครกันแน่ที่ถือบัญชีรายชื่อขุนนางที่แอบติดต่อกับแคว้นเยี่ยของท่านผ่านเส้นทางสายไหมเถื่อน... ท่านยังจะคิดว่าฝ่าบาทไร้อำนาจอยู่หรือคะ"
ใบหน้าของตวนมู่เปลี่ยนสีไปทันที เขาคว้าคัมภีร์นั้นมาเปิดอ่านอย่างรวดเร็ว ก่อนจะชะงักงัน เหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดขึ้นบนขมับ
"ข้อมูลนี้... ท่านไปเอามาจากที่ใด" น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนจากเย้ยหยันเป็นจริงจังและเปี่ยมด้วยความหวาดระแวง
"ที่ใดไม่สำคัญค่ะ สิ่งสำคัญคือข้าสามารถมอบหลักฐานชิ้นนี้ให้ท่านไปทำลายตระกูลเฉิน เพื่อให้ท่านได้ครอบครองเส้นทางการค้าที่ร่ำรวยที่สุดในอาณาจักรเป็นการตอบแทน หรือจะให้ข้าส่งเรื่องนี้ถึงมือผู้ตรวจการราชสำนัก... ท่านลองตรองดูนะคะว่าทางเลือกไหนจะส่งผลให้แคว้นเยี่ยของท่านรุ่งโรจน์กว่ากัน"
อิงหลันเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่าแฝงด้วยกระแสกดดันที่มองไม่เห็น นางรู้ดีว่านี่คือการเดินหมากที่อันตรายที่สุด หากพลาดแม้แต่ก้าวเดียว ชีวิตของนางและหลงจิ่งจะจบสิ้นลงทันทีในคืนนี้ หลงจิ่งที่ซ่อนตัวอยู่หลังฉากกั้นไม้ฉลุลายเบื้องหลังนางกำลังกำหมัดแน่นจนสั่น เขารู้สึกทึ่งในความเด็ดขาดของสตรีผู้นี้ หญิงสาวที่เขาเคยคิดว่าอ่อนแอ กลับเป็นผู้ถือคมดาบเล่มสำคัญที่สุดในยามที่เขาตกที่นั่งลำบาก
"ท่านต้องการให้ข้าส่งกำลังทหารเข้าเมืองหลวงในวันพระราชพิธีล่าสัตว์?" ตวนมู่ถามย้ำ เสียงของเขาแผ่วเบาลง
"ถูกต้องค่ะ ไม่ใช่เพื่อก่อกบฏ แต่เพื่อ ‘รักษาความสงบ’ เมื่ออัครเสนาบดีเฉินเผลอตัวยามที่กองทัพของเขาไปรวมอยู่ที่ทุ่งล่าสัตว์ กองกำลังของท่านเพียงหยิบมือที่แทรกซึมเข้ามา จะสามารถเข้าควบคุมคลังแสงหลวงได้โดยไม่มีการนองเลือด... เมื่อนั้น อำนาจที่แท้จริงจะกลับคืนสู่ฝ่าบาท"
ตวนมู่นิ่งเงียบไปนาน ความเงียบนั้นนานเสียจนอิงหลันเริ่มได้ยินเสียงหัวใจของตัวเองเต้นรัว ทว่าใบหน้าของนางยังคงรักษาความสงบนิ่งราวกับรูปปั้นสลัก กระทั่งเขาวางคัมภีร์ลงแล้วพยักหน้าช้าๆ
"ข้าต้องการสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร ประทับตราลัญจกรฮ่องเต้ โดยมีเงื่อนไขว่าหลังจบศึกนี้ แคว้นเยี่ยจะได้รับสิทธิพิเศษในการค้าปลอดภาษีตลอดสิบปี"
"ตกลงค่ะ" อิงหลันตอบรับโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
ทว่าในจังหวะที่การเจรจาดูเหมือนจะลงเอยด้วยดี เสียงฝีเท้าหนักๆ ของกลุ่มองครักษ์ชุดดำก็ดังกระหึ่มขึ้นจากโถงทางเดินภายนอก ประตูห้องถูกถีบออกอย่างแรง พร้อมกับการปรากฏตัวของบุรุษผู้สวมอาภรณ์สีน้ำเงินเข้มขลิบทอง อัครเสนาบดีเฉินก้าวเข้ามาด้วยแววตาที่เยือกเย็นดุจน้ำแข็ง ในมือของเขาถือจดหมายฉบับหนึ่งที่ดูคุ้นตา
"ช่างเป็นการเจรจาที่น่าฟังเสียจริง... ท่านทูตตวนมู่ ข้าไม่คิดว่าท่านจะหลงกลคำลวงของหญิงแพศยาที่เพิ่งหนีออกมาจากคุกหลวงได้ง่ายดายถึงเพียงนี้"
เฉินเหยียดยิ้มร้ายกาจ สายตาจ้องเขม็งมาที่อิงหลัน "และข้าก็นึกไม่ถึงเลยว่า ฮ่องเต้ที่ข้าเคารพรัก จะแอบหมอบคลานอยู่หลังฉากกั้นเพื่อฟังเมียของตนเองวางแผนขายชาติให้แคว้นศัตรู... ออกมาเถิดฝ่าบาท การละเล่นงิ้วฉากนี้ถึงเวลาต้องปิดม่านเสียที"
อิงหลันตัวชาวาบ นางไม่ได้กลัวตาย แต่กลัวว่าทุกอย่างที่วางแผนมาจะพังทลายลง หลงจิ่งก้าวออกมาจากหลังฉากด้วยใบหน้าเรียบเฉย แววตาของเขาไร้ซึ่งความตื่นตระหนก ทว่ากลับมีรังสีอำมหิตที่กดดันจนคนรอบข้างต้องหายใจติดขัด
"ท่านเสนาบดี... การที่ท่านรู้ว่าข้าอยู่ที่นี่ หมายความว่าท่านได้วางสายลับไว้ทุกที่ รวมถึงในห้องนอนของข้าด้วยใช่หรือไม่" หลงจิ่งเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่ากลับเย็นเยียบถึงกระดูก
"ข้าเพียงแค่ดูแลความปลอดภัยให้ใต้เท้าเท่านั้นพ่ะย่ะค่ะ" เฉินตอบพลางส่งสัญญาณให้องครักษ์นับสิบชักดาบออกมา
ทันใดนั้นเอง หลงจิ่งหันไปสบตาอิงหลันเพียงครู่เดียว ก่อนที่เขาสะบัดมือหนึ่งครั้ง แสงสว่างจ้าจากพลุสัญญาณนอกหน้าต่างก็พุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า ดับความหวังของเฉินที่คิดว่าจะจัดการทุกอย่างได้อย่างเงียบเชียบลงในพริบตา
"เจ้าคิดว่าข้าจะปล่อยให้เจ้าวางกับดักข้าฝ่ายเดียวหรือ เฉินห่าว... ดูที่ประตูให้ดี กองกำลังที่ปิดล้อมอยู่นี้ ไม่ใช่ทหารของแคว้นเยี่ย แต่เป็นองครักษ์ลับที่ข้าซุ่มเลี้ยงไว้ใต้จมูกเจ้ามานานหลายปี!"
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงจุดที่ความจริงเริ่มกัดกินหัวใจตัวละครไปพร้อมกับหลิวเยี่ยนซีนะคะ
หงส์เคียงบัลลังก์: เล่ห์รักพลิกแผ่นดิน•ตอนที่ 19
หมากตานี้เดิมพันด้วยแผ่นดิน
ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หงส์เคียงบัลลังก์: เล่ห์รักพลิกแผ่นดิน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!