กลิ่นอับชื้นของสีน้ำมันเก่าและคราบสนิมในห้องใต้ดินของหอศิลป์ ไม่เคยจางหายไปจากความรู้สึกของธันวา เช่นเดียวกับเงาร่างของรินรดาที่ยังคงวนเวียนอยู่ทุกซอกมุม ประโยคสั้นๆ จากหน้าจอโทรศัพท์มือถือเมื่อสิบนาิติก่อนยังคงเรืองแสงวาบอยู่ในความมืด สลักลึกเข้าในโสตประสาทจนลมหายใจของเขาติดขัด ราวกับมีมือที่มองไม่เห็นกำลังบีบเค้นหลอดลมของเขาให้แตกดับลงตรงนั้น
*“คุณอยากรู้ไหมคะธันวา... ว่าลูกของเราตอนที่ดิ้นเฮือกสุดท้ายในท้องของฉัน เขาหน้าตาเหมือนใคร”*
นิ้วแกร่งที่สั่นเทาจนควบคุมไม่ได้กดเลื่อนหน้าจอซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างไร้ความหมาย ข้อความนั้นไม่มีหมายเลขผู้ส่ง มีเพียงรหัสผ่านชุดเดิมที่รินรดามักใช้เมื่อหลายปีก่อน สมัยที่พวกเขายังใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันภายใต้เรือนหออันเย็นเยียบ
ธันวาจำได้แม่นยำ... ในวันที่เธอยืนร้องไห้อยู่ริมระเบียงพร้อมกับเอกสารใบยื่นฟ้องหย่า ในมือของเธอมีแฟ้มประวัติการรักษาที่เขาเคยปัดตกอย่างไร้เยื่อใย เขามองว่ามันเป็นเพียง ‘มารยา’ ของผู้หญิงที่ต้องการเรียกร้องความสนใจ แต่ในวันนี้... ในวินาทีที่ความจริงเริ่มกัดกินหัวใจจนเน่าเฟะ เขากลับเพิ่งตระหนักได้ว่า ตนเองคือผู้ผลักไสสายเลือดแท้ๆ และภรรยาผู้บริสุทธิ์ลงสู่เหวลึกด้วยมือคู่นี้
เสียงฝีเท้าหนักๆ ของศิลาที่ก้าวเข้ามาในห้องทำงานส่วนตัวทำให้ธันวาต้องสะดุ้งสุดตัว เขารีบซ่อนโทรศัพท์มือถือไว้ใต้ฝ่ามือ ราวกับเด็กที่กำลังทำความผิดแล้วถูกจับได้คาหนังคาเขา
"คุณดูแย่มากนะธันวา" ศิลาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย แต่แฝงแววเย้ยหยันไว้อย่างมิดชิด ทนายความหนุ่มกวาดสายตามองสภาพของอดีตสามีผู้ทรงอิทธิพล ที่ตอนนี้ผมเผ้ากระเซิงและดวงตาแดงก่ำราวกับคนไม่ได้นอนมาหลายคืน "หรือว่า... ข้อความจากคุณรินเมื่อครู่ มันกำลังกัดกินวิญญาณคุณอยู่ล่ะ?"
"นายรู้?" ธันวาตวาดเสียงต่ำ ใบหน้าคมสันบิดเบี้ยวด้วยความโกรธเกรี้ยวระคนหวาดกลัว เขาพุ่งตัวเข้าไปกระชากคอเสื้อของศิลาอย่างลืมตัว "นายรู้ใช่ไหมศิลา! นายรู้มาตลอดว่ารินรดาท้อง ทำไมพวกนายถึงปิดบังฉัน ทำไมถึงร่วมมือกันเหยียบย่ำฉันให้จมดินแบบนี้!"
ศิลาไม่ได้แสดงอาการหวาดกลัวแม้แต่น้อย นัยน์ตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นโลหะมองตอบอดีตเพื่อนสนิทด้วยความสมเพชระคนสมน้ำหน้า มือเรียวยาวเอื้อมขึ้นมาแกะมือของธันวาออกจากคอเสื้อของตนเองอย่างใจเย็น ก่อนจะปัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อยราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
"ปล่อยมือเถอะครับ... อ้อ ขอโทษที ฉันติดปากพูดตามสันดานเดิม" ศิลาหัวเราะในลำคอเบาๆ "จำไม่ได้เหรอธันวา ว่าคุณเป็นคนพูดเองว่าเด็กคนนั้นเป็นแค่ภาระ เป็นก้อนเลือดที่ไม่ได้ตั้งใจให้เกิด แล้วคุณก็เป็นคนเซ็นชื่ออนุมัติให้แพทย์ทางโรงพยาบาลจัดการ... ทุกอย่างด้วยมือของคุณเอง"
คำพูดนั้นราวกับคมมีดที่กรีดซ้ำลงบนแผลเดิม ธันวาล้มทรุดลงไปนั่งคุกเข่ากับพื้นพรมหนานุ่ม เขากุมศีรษะตัวเองแน่น ภาพความทรงจำในอดีตย้อนกลับมาทำร้ายเขาอย่างโหดร้าย วันที่รินรดากราบกรานขอร้องให้เขาเชื่อใจ วันที่เธอนอนจมกองเลือดบนเตียงสีขาวโดยไม่มีแม้แต่เงาของสามีอยู่เคียงข้าง และในวินาทีนี้ เขาเพิ่งเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า การ ‘ตายทั้ง活着’ ที่รินรดากล่าวถึง มันมีรสชาติขื่นขมเพียงใด
"ฉันอยากเจอเธอ..." ธันวากระซิบเสียงสั่นเครือ หยาดน้ำตาแห่งความสำนึกผิดร่วงเผาะลงบนพื้น "บอกฉันทีศิลา ว่าฉันต้องทำยังไงถึงจะไถ่บาปนี้ได้ ฉันยอมแลกทุกอย่าง... ทรัพย์สิน หอศิลป์ หรือแม้แต่ชีวิตของฉัน ฉันยอมแลกมันทั้งหมด ขอแค่เธอกลับมา"
ศิลาก้มมองชายหนุ่มผู้เคยหยิ่งทะนองที่ตอนนี้กำลังร้องไห้ฟูมฟายอยู่แทบเท้าด้วยความรู้สึกที่อ่านยาก "คุณคิดว่าทุกอย่างมันซื้อได้ด้วยเงินงั้นเหรอธันวา? คุณคิดว่าความเจ็บปวดที่รินรดาลงแรงสะสมมาตลอดสามปี จะถูกลบล้างด้วยคำขอโทษโง่ๆ ของคุณรึไง"
ทนายความหนุ่มโน้มตัวลงกระซิบข้างหูธันวาด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ "สิ่งที่เธอกำลังทำอยู่ตอนนี้ ไม่ใช่การแก้แค้นธรรมดาหรอกนะ... แต่มันคือการค่อยๆ ถลกหนังคุณทีละชั้น เพื่อให้คุณได้ลิ้มรสความรู้สึกของการสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างอย่างแท้จริง"
ในขณะเดียวกัน ที่ห้องทำงานส่วนตัวของหอศิลป์ใหญ่อีกแห่งหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางเมืองเก่า รินรดากำลังยืนอยู่หน้าภาพวาดชิ้นเอกชิ้นใหม่ของเธอ ภาพวาดสีน้ำมันขนาดใหญ่ที่สะท้อนภาพของหญิงสาวคนหนึ่งกำลังอุ้มทารกไร้วิญญาณ ท่ามกลางทุ่งดอกไม้สีแดงฉานที่ดูคล้ายกับคราบเลือด
เธอยกแก้วไวน์ขึ้นจิบช้าๆ นัยน์ตาสีดำสนิทสะท้อนประกายความเยือกเย็นและเด็ดเดี่ยว ไม่มีคราบน้ำตา ไม่มีร่องรอยของความอ่อนแอ มีเพียงรอยยิ้มบางเบาที่มุมปาก—รอยยิ้มของหญิงสาวผู้ทวงคืนความยุติธรรมให้แก่ดวงวิญญาณที่ไร้สิทธิ์แม้แต่จะลืมตาดูโลก
เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งก่อนที่ประตูจะเปิดออก ปรากฏร่างเล็กของเด็กชายวัยราวๆ สองขวบเศษ วิ่งเตาะแตะเข้ามาในห้อง พร้อมกับชูภาพวาดในมือให้เธออนุมัติ
"คุณแม่ครับ... ผมวาดรูปดอกไม้เสร็จแล้วครับ สวยไหมครับ"
รินรดารีบวางแก้วไวน์ลง เธอทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าอ้าแขนรับร่างเล็กนั้นเข้ามาสู่อ้อมกอด สัมผัสอุ่นร้อนของลูกน้อยคือเครื่องยืนยันว่าเธอรอดพ้นจากนรกขุมนั้นมาได้ และเธอกำลังใช้มันเป็นอาวุธชิ้นสำคัญในการทำลายล้างอดีตสามีให้แหลกคั้นคามือ
ทว่า ในจังหวะที่เธอก้มลงจูบหน้าผากมนของลูกชาย ดวงตากลมโตของเด็กน้อยกลับหันไปมองนอกหน้าต่างกระจกใสบานใหญ่ พร้อมกับเอ่ยประโยคที่ทำให้เลือดในกายของรินรดาเย็นเฉียบลงชั่วขณะ
"คุณแม่ครับ... มีคุณลุงแปลกหน้ายืนมองเราอยู่ตรงนั้น นานมากแล้วครับ เขาร้องไห้ด้วยนะ"
รินรดาชะงักค้าง หัวใจกระตุกวูบ เธอลุกขึ้นยืนช้าๆ แล้วก้าวเข้าไปชิดกระจกหน้าต่างเพื่อมองลงไปยังเบื้องล่าง ท่ามกลางสายฝนที่เริ่มโปรยปรายลงมาอย่างหนักหน่วง เงาร่างคุ้นตาของธันวากำลังยืนตากฝนอยู่ริมถนนฝั่งตรงข้าม ดวงตาคู่คมที่เคยเย็นชาและไร้เยื่อใยบัดนี้กำลังจ้องมองขึ้นมายังห้องทำงานของเธอด้วยความรู้สึกที่พรั่งพรู ทั้งความเจ็บปวด ความโหยหา และ... *ความจริงที่เขาเพิ่งค้นพบจากรอยยิ้มของเด็กชายที่ยืนอยู่ข้างกายเธอเมื่อครู่!*
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งสู่ห้วงลึกแห่งการล้างแค้นและบาดแผลในจิตใจนี้ไปพร้อมกับดิฉันนะคะ
ภัณฑารักษ์ไร้เงากับภาพวาดที่กรีดเลือด•ตอนที่ 14
จดหมายที่ไม่ได้จ่าหน้า
ผลงานโดย กระจกเงาต้องสาป
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระจกเงาต้องสาป)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ภัณฑารักษ์ไร้เงากับภาพวาดที่กรีดเลือด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!