กลิ่นอายความชื้นของคราบน้ำมันสนและหยาดฝนที่ยังคงตกค้างอยู่บนบานกระจกบานใหญ่ในห้องทำงานส่วนตัวของหอศิลป์ แขวนความอึดอัดไว้ระหว่างคนทั้งสามจนแทบหายใจไม่ออก รินรดายืนนิ่งอยู่หน้าภาพวาดสีน้ำมันชิ้นที่เธอกำลังลงมือบูรณะ รอยกรีดลึกบนผืนผ้าใบสะท้อนเงาของเธอในกระจกเงาด้านหลัง ราวกับบาดแผลฉกรรจ์ที่ไม่อาจลบเลือนด้วยกาลเวลา
ปลายนิ้วเรียวภายใต้ถุงมือผ้าฝ้ายสีขาวบรรจงเกลี่ยสีอะคริลิกเนื้อบางเบาทับลงบนรอยแผลเป็นของงานศิลป์อย่างใจเย็น ท่วงท่าของเธอนิ่งสนิท ราวกับไม่ได้ยินเสียงฝีเท้าหนักหน่วงที่กำลังก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่เบื้องหลัง
“คุณไม่ควรเข้ามาในเขตหอศิลป์เวลานี้ค่ะ คุณศิลา”
รินรดาเอ่ยขึ้นโดยไม่แม้แต่จะหันไปมอง เจ้าของชื่อไม่ได้สะท้อนความตกใจแม้แต่น้อย ทนายความหนุ่มในชุดสูทสีเข้มภูมิฐานยังคงยืนกอดอก รอยยิ้มมุมปากของเขามีความเยື้ยยันและคราบความลับซ่อนอยู่เสมอ ดวงตาคมกริบกวาดมองไปทั่วห้องราวกับกำลังประเมินราคาชีวิตของคนในนี้
“ผมเกรงว่ากฎระเบียบของหอศิลป์คงไม่มีผลกับคดีที่กำลังจะพลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์วงการศิลปะและกฎหมายหรอกนะครับคุณรินรดา... หรือผมควรเรียกว่า ‘อดีตภรรยา’ ของท่านผู้อำนวยการธันวาดีล่ะครับ” ศิลาจงใจเน้นเสียงคำสุดท้ายด้วยความสนุกสนานบนความพินาศของผู้อื่น
เสียงฝีเท้าอีกคู่รีบเร่งดังขึ้นจากโถงทางเดิน ธันวาผลักประตูเข้ามาด้วยใบหน้าซีดเผือด ริมฝีปากแห้งผากของเขาเม้มเข้าหากันแน่นจนเป็นเส้นตรง ดวงตาคู่คมที่เคยเย่อหยิ่งและเย็นชาในอดีต บัดนี้เต็มไปด้วยความหวาดระแวงและร่องรอยของคนที่ไม่ได้นอนมาหลายคืน เขามองศิลาก่อนจะเบนสายตามาสบกับแผ่นหลังบอบบางของรินรดาด้วยความรู้สึกผิดที่กัดกินหัวใจจนพรุน
“ศิลา คุณมาทำอะไรที่นี่ ออกไปซะ ที่นี่ไม่ใช่สถานที่ที่คุณจะมาพูดเรื่องไร้สาระ” ธันวาเค้นเสียงต่ำลอดไรฟัน พยายามควบคุมความสั่นเทาในน้ำเสียงไม่ให้หลุดรอดออกไป
ศิลาหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นแหบพร่าและบาดหู “ไร้สาระอย่างนั้นหรือครับคุณธันวา? เอกสารฉบับนี้ที่ผมถืออยู่ มันคือหลักฐานชิ้นสำคัญที่จะพิสูจน์ว่า ภาพวาดราคาแพงที่คุณอวดอ้างนักหนาว่าเป็นผลงานมาสเตอร์พีซ... แท้จริงแล้วมันถูกวาดขึ้นโดยใคร และใครกันแน่ที่เป็นคนขโมยลมหายใจของจิตรกรผู้เคราะห์ร้ายคนนั้น”
รินรดายังคงนิ่งเงียบ เธอยังไม่หันกลับไป แต่ปลายพู่กันในมือหยุดชะงักลง หยดสีแดงเข้มค่อยๆ ไหลหยดลงบนพื้นผิวผ้าใบราวกับหยาดโลหิตที่เพิ่งถูกกรีด รอยยิ้มบางเบาเยдяเยือกปรากฏขึ้นที่มุมปากของหญิงสาว—รอยยิ้มที่ทำให้ธันวาถึงกับหัวใจกระตุกวูบ
“พูดออกมาสิคะ คุณศิลา” รินรดาหมุนตัวกลับมาเผชิญหน้า ดวงตากลมโตคู่สวยเรียบนิ่งไร้ระลอกคลื่นแห่งความอ่อนแอ “ไหนๆ เขาก็อยากฟังความจริงจนตัวสั่นอยู่แล้ว คุณมีอะไรจะยื่นข้อเสนออีกล่ะคะ เงินก้อนโต? หรือต้องการให้หอศิลป์แห่งนี้ตกเป็นของคุณโดยสมบูรณ์”
ธันวาก้าวเข้าไปขวางระหว่างศิลากับอดีตภรรยา แว่นตาไร้กรอบสะท้อนแสงไฟนีออนวาววับ ความสำนึกผิดและความหึงหวงโกรธเกรี้ยวตีรวนอยู่ในอกจนเขาแทบหายใจไม่ออก “ริน... อย่าไปฟังเขา ผมจัดการเรื่องนี้เอง ศิลาต้องการอะไร นายต้องการเท่าไหร่ถึงจะเก็บปากแล้วไสหัวออกไปจากที่นี่!”
“ผมไม่ได้ต้องการเงินของคุณครับ คุณธันวา” ศิลาเดินเข้าไปใกล้โต๊ะทำงาน หยิบซองเอกสารสีน้ำตาลขึ้นมาเคาะเบาๆ กับฝ่ามือ “สิ่งที่ผมต้องการคือความยุติธรรม... หรือพูดให้ถูกคือ ความจริงที่ถูกฝังกลบไว้ใต้พรมราคาแพงผืนนี้ต่างหาก และพยานคนสุดท้ายที่ผมถืออยู่ในมือคนนี้ จะทำให้คุณไม่มีทางดิ้นหลุดอีกต่อไป”
ศิลายื่นมือไปดึงเอกสารแผ่นหนึ่งออกมาจากซอง ใบหน้าของทนายความหนุ่มเต็มไปด้วยชัยชนะ ธันวาพยายามจะคว้ามันมาฉีกทิ้ง แต่รินรดากลับยกมือขึ้นห้ามด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นที่ทรงพลังยิ่งกว่าการตะโกน
“ปล่อยให้เขาพูดเถอะค่ะ ธันวา” รินรดาก้าวเข้ามาใกล้ทีละก้าว ส้นรองเท้ากระทบพื้นหินอ่อนเป็นจังหวะที่บีบคั้นหัวใจคนฟัง “ในเมื่อพวกคุณต่างก็มีส่วนร่วมในโศกนาฏกรรมครั้งนั้น ถึงเวลาแล้วไม่ใช่หรือคะที่เราจะมาสะสางบัญชีแค้นนี้ให้จบลงเสียที”
บรรยากาศในห้องเงียบงันลงทันที มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานเบาๆ ศิลายิ้มเยาะก่อนจะอ่านข้อความในเอกสารด้วยน้ำเสียงกังวาน
“พยานคนสุดท้าย... บุคคลที่อยู่ในเหตุการณ์คืนวันที่ภาพวาดนี้ถูกกรีด และเป็นคนเดียวที่รู้ว่าใครคือฆาตกรตัวจริงที่ผลักจิตรกรสาวคนนั้นตกจากระเบียงตึก... เชิญเข้ามาได้เลยครับ”
สิ้นเสียงของศิลา ประตูห้องทำงานไม่ได้ถูกผลักเปิดออกด้วยฝ่ามือของบุคคลลึกลับ แต่เสียงฝีเท้าเล็กๆ และเสียงกุ๊กกักของวัตถุบางอย่างกลับดังขึ้นจากหน้าประตู เด็กชายตัวน้อยวัยราวหวบเศษในชุดเอี๊ยมสีน้ำตาลอ่อน ก้าวเข้ามาในห้องด้วยท่าทีงัวเงีย มือเล็กๆ ขยี้ตาตัวเองเบื้องหน้าแสงไฟที่สว่างจ้า ก่อนที่ดวงตากลมโตสีดำสนิทคู่นั้นจะกวาดมองผู้ใหญ่ทั้งสามคนด้วยความุนงง
ธันวาชะงักกึก ร่างกายของเขานิ่งค้างราวกับถูกสาปให้เป็นหิน ลมหายใจสะดุดกึกเมื่อเห็นใบหน้าของเด็กชายคนนั้นชัดเจน—โครงหน้าเรียวเล็ก จมูกรั้น และโดยเฉพาะดวงตาคู่นั้น... มันคือเงาสะท้อนของตัวเขาเองในวัยเด็กอย่างไร้ที่ติ
ศิลาก้าวถอยหลังหนึ่งก้าว ยิ้มกริ่มก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำลายสติสัมปชัญญะของอดีตสามีผู้สำนึกผิดจนแหลกละเอียด
“แนะนำให้รู้จักนะครับ... ลูกชายของคุณกับคุณรินรดา ที่คุณไม่เคยรู้เลยว่ามีตัวตนอยู่... และเขาคือพยานคนสุดท้าย ที่เห็นคุณผลักแม่ของตัวเองในคืนนั้นด้วยตาของเขาเอง”
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งสู่ห้วงลึกแห่งการล้างแค้นและบาดแผลในจิตใจนี้ไปพร้อมกับดิฉันนะคะ
ภัณฑารักษ์ไร้เงากับภาพวาดที่กรีดเลือด•ตอนที่ 15
พยานคนสุดท้าย
ผลงานโดย กระจกเงาต้องสาป
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระจกเงาต้องสาป)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ภัณฑารักษ์ไร้เงากับภาพวาดที่กรีดเลือด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!