ภัณฑารักษ์ไร้เงากับภาพวาดที่กรีดเลือด•ตอนที่ 13

ความหวาดระแวงที่ก่อตัว

ผลงานโดย กระจกเงาต้องสาป
เสียงฝีเท้าที่ก้าวเดินบนพื้นไม้ปาร์เกต์ขัดมันในหอศิลป์ยามวิกาลไม่ได้ดังมาจากใครอื่น... นอกจากตัวของธันวาเอง แต่นับตั้งแต่คืนที่ภาพวาดสีน้ำมันรูปหญิงสาวตั้งครรภ์ปริศนาเริ่มมีคราบสีแดงคล้ายหยาดเลือดซึมออกมาจากผืนผ้าใบ ธันวาชักจะไม่แน่ใจเสียแล้วว่า เสียงฝีเท้าที่ก้าวตามหลังเขามาทุกระยะสามก้าว คือเงาของตัวเอง หรือคือวิญญาณความผิดบาปที่เขากำลังพยายามวิ่งหนีกันแน่ "คุณธันวาคะ... ระบบรักษาความปลอดภัยแจ้งเตือนว่ามีเซนเซอร์จับความเคลื่อนไหวบริเวณห้องจัดแสดงพิเศษชั้นสองค่ะ" เสียงของเจ้าหน้าที่กะดึกผ่านวิทยุสื่อสารดังแทรกความเงียบขึ้นมา ทำให้ชายหนุ่มสะดุ้งสุดตัว มือที่ถือไฟฉายสั่นเทาจนแสงสีขาวนวลวาดผ่านความมืดไปกระทบกับประติมากรรมสำริดรูปคนบิดเบี้ยว กลายเป็นเงาทะมึนทอดตัวยาวน่ากลัวบนผนังสีขาว ธันวากลืนน้ำลายลงคอที่แห้งผาก ความเย็นยะเยือกของเครื่องปรับอากาศไม่ได้ทำให้เขารู้สึกหนาวเท่ากับความหวาดระแวงที่กำลังกัดกินขั้วหัวใจ เขายกมือขึ้นปาดเหงื่อที่ผุดพรายตามขมับ ชายหนุ่มในกระจกเงาบานใหญ่ริมทางเดินมีสภาพไม่ต่างจากคนใกล้บ้า ดวงตาโหลลึก แว่นตาเอียงกระفส และรอยคล้ำใต้ตาที่ฟ้องชัดว่าเขาไม่ได้นอนสนิทมาหลายคืนติดต่อกัน นับตั้งแต่รินรดาเดินกลับเข้ามาในชีวิตเขาอีกครั้งพร้อมกับรอยยิ้มที่เคลือบยาพิษ "ผม... ผมกำลังตรวจดูความเรียบร้อยอยู่ ไม่มีอะไรผิดปกติ" ธันวากรอกเสียงแหบพร่าใส่เครื่องมือสื่อสาร ก่อนจะหันขวับกลับไปมองด้านหลังทันที ความว่างเปล่าและความมืดมิดคือคำตอบ มีเพียงกลิ่นอายจางๆ ของน้ำมันสนและกลิ่นดอกลิลลี่สีขาว—กลิ่นเดียวกับที่รินรดาเคยใช้ในห้องทำงานบูรณะภาพวาด—ลอยวนอยู่ในอากาศ ทั้งที่ห้องนี้ปิดตายมาตั้งแต่สามวันก่อน ที่ชั้นล่างลงไป รินรดากำลังนั่งไขว่ห้างอยู่บนโซฟาหนังแท้สีชาในห้องทำงานส่วนตัวของเธอ แสงไฟจากโคมไฟตั้งโต๊ะสีอำพันสาดส่องกระทบใบหน้ารูปไข่ที่เรียบนิ่งและเยือกเย็น เธอจ้องมองภาพถ่ายผ่านกล้องวงจรปิดบนหน้าจอแท็บเล็ต ภาพของอดีตสามีผู้ยิ่งใหญ่และหยิ่งผยองในอดีต บัดนี้กำลังหวาดกลัวแม้กระทั่งเงาของตัวเองบนผนัง "เริ่มหลอนจนประสาทจะกินแล้วสินะคะ... ธันวา" รินรดากระซิบกับตัวเอง มุมปากหยักลึกยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่ไม่ได้มีความสุข แต่มันคือความสะใจของคนที่ถูกเหยียบย่ามจนแหลksสลาย แล้วเลือกที่จะลุกขึ้นมาถือมีดผ่าตัด เพื่อกรีดความเจ็บปวดลงบนหัวใจของอีกฝ่ายบ้าง เธอยังจำได้ดีถึงวันที่เธออุท้องโตแปดเดือนและยืนร้องขอความเห็นใจจากเขา ผู้ชายคนที่ยืนกอดอกมองเธอด้วยสายตาเย็นชาไร้หัวใจ คำพูดเหยียดหยามที่ว่า *'เธอคิดจะเอาเด็กมาผูกมัดฉันงั้นเหรอ รินรดา ห1ยน่าสมเพชสิ้นดี'* ยังคงก้องอยู่ในโสตประสาท ทุกหยาดน้ำตาในวันนั้น แปลงสภาพเป็นหยดหมึกสีดำที่เธอนำมาเขียนแผนการแก้แค้นในวันนี้ เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งเบาๆ ก่อนที่ร่างสูงโปรดของศิลา ทนายความหนุ่มผู้กุมความลับทั้งหมดจะก้าวเข้ามาในห้อง เขาสวมสูทสีเข้มเนี้ยบกริบ ในมือถือซองเอกสารสีน้ำตาลหนาปึก "รายงานสถานการณ์ข้างบนหน่อยสิครับคุณรินรดา" ศิลาเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มลึก ทรตัวลงนั่งบนโซฟาฝั่งตรงข้าม "ดูท่าทางธันวาจะไม่ไหวแล้วนะครับ อาการหวาดระแวงขั้นรุนแรงแบบนี้ อีกไม่นานจิตแพทย์คงต้องออกใบรับรองแพทย์ให้เขาไปพักผ่อนยาวๆ ในโรงพยาบาลจิตเวชแน่นอน" รินรดาละสายตาจากหน้าจอแท็บเล็ต เธอมองศิลาด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดา "เขายังต้องชดใช้มากกว่านี้ค่ะศิลา ความตายยังง่ายเกินไปสำหรับคนที่ทำลายชีวิตเด็กบริสุทธิ์คนหนึ่งในท้องฉัน... คุณเตรียมเอกสารฟ้องร้องเรื่องการยักยอกทรัพย์และซ่อนเร้นหลักฐานทางคดีภาพวาดประวัติศาสตร์เสร็จเรียบร้อยแล้วใช่ไหมคะ?" ศิลาพยักหน้ารับ รอยยิ้มบางเบาปรากฏบนมุมปากของทนายหนุ่มผู้เยือกเย็น "เรียบร้อยทุกอย่างครับ ขาดแค่จังหวะเวลาที่เหมาะสมเท่านั้น... แต่ว่านะรินรดา คุณแน่ใจแล้วเหรอว่าจะเล่นเกมนี้จนถึงที่สุด? เพราะถ้าธันวาจนมุมจริงๆ เขาอาจจะขุดคุ้ยเรื่องที่คุณพยายามปกปิดเอาไว้ด้วยเหมือนกัน" "เรื่องอะไรคะ?" รินรดาย้อนถาม เสียงของเธอเรียบสนิทจนน่ากลัว "เรื่องที่ฉันเคยเป็นภรรยาที่โง่เขลา หรือเรื่องที่ฉันสูญเสียลูกไปเพราะความเหี้ยมโหดของเขา? ทุกอย่างมันถูกเปิดเผยออกมาหมดแล้ว ฉันไม่มีอะไรต้องเสียอีกแล้วค่ะศิลา คนที่ควรจะกลัวความจริง... คือคนที่ทำลายมันต่างหาก" ในขณะเดียวกัน ที่ชั้นสองของหอศิลป์ ธันวาซึ่งเดินตรวจมาถึงหน้าห้องจัดแสดงพิเศษก็ต้องหยุดชะงัก เมื่อเขาพบว่าประตูบานใหญ่ที่ควรจะล็อกสนิท กลับเปิดแง้มไว้เพียงเล็กน้อย ลมเย็นยะเยือกพัดกรรโชกออกมาจากด้านใน ทั้งที่ห้องนั้นไม่มีหน้าต่าง "ใคร... ใครอยู่ข้างในนั่น?" ธันวาตะโกนถาม เสียงของเขาแหบแห้งและสั่นเทา มือขวาที่ถือไฟฉายยกขึ้นส่องเข้าไปในความมืด ไม่มีเสียงตอบรับจากมนุษย์ มีเพียงเสียงกระซิบแผ่วเบาคล้ายเสียงร้องไห้ของเด็กทารกดังลอดออกมาจากมุมห้อง... เสียงที่เขาไม่ได้ยินมานานหลายปี เสียงที่ตามหลอนเขาในฝันร้ายทุกค่ำคืน ด้วยความหวาดกลัวสุดขีด ธันวาผลักประตูเข้าไป แสงไฟจากไฟฉายกวาดไปทั่วห้อง ก่อนจะหยุดนิ่งอยู่ที่กลางห้อง บริเวณหน้าภาพวาดสีน้ำมันรูปหญิงสาวตั้งครรภ์ภาพนั้น ภาพวาดที่เคยมีรอยเลือดซึม บัดนี้... รอยเลือดเหล่านั้นไม่ได้หยดลงพื้นอีกต่อไปแล้ว แต่มันกำลังไหลย้อนศรขึ้นไปด้านบน วาดเป็นตัวอักษรภาษาอังกฤษสามตัวที่ชัดเจนจนบาดตา **"M Y C H I L D"** ธันวาผงถอยหลังด้วยความตกใจจนสะดุดขาตัวเองล้มลงไปกระแทกกับพื้นไม้ ศีรษะของเขาเกือบจะกระแทกเข้ากับขอบฐานประติมากรรม แต่ทว่า... ก่อนที่แผ่นหลังของเขาจะสัมผัสพื้น สายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นอะไรบางอย่างที่ร่วงหล่นอยู่ใต้โต๊ะทำงานเก่าๆ ของรินรดา ซึ่งถูกนำมาตั้งไว้ชั่วคราวในห้องนี้ มันคือสมุดบันทึกเล่มเล็กปกหนังสีดำที่มีรอยเปื้อนคราบน้ำตา และที่คั่นหนังสือด้านในโผล่อัตโนมัติออกมา เป็นภาพถ่ายโพลารอยด์ใบเก่าที่ถ่ายไว้เมื่อห้าปีก่อน ภาพถ่ายของเด็กผู้ชายวัยราวสี่ขวบคนหนึ่ง... เด็กชายที่มีดวงตากลมโต จมูกโด่งรั้น และรอยยิ้มที่ถอดพิมพ์ทรงมาจากธันวาอย่างไม่มีผิดเพี้ยน! หัวใจของธันวากระตุกวูบ ลมหายใจสะดุดกักคอ ความจริงที่เขาเคยคิดว่าถูกฝังกลบไว้ใต้กองดินอย่างไร้ร่องรอย บัดนี้กำลังลุกขึ้นมาหัวเราะเยาะเขาจากความมืดมิด ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งสู่ห้วงลึกแห่งการล้างแค้นและบาดแผลในจิตใจนี้ไปพร้อมกับดิฉันนะคะ
สารจากนักเขียน (กระจกเงาต้องสาป)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ภัณฑารักษ์ไร้เงากับภาพวาดที่กรีดเลือด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%