ภัณฑารักษ์ไร้เงากับภาพวาดที่กรีดเลือด•ตอนที่ 2

แขกที่ไม่ได้รับเชิญ

ผลงานโดย กระจกเงาต้องสาป
กลิ่นอายของน้ำมันสนและสีอะคริลิกเก่าเก็บยังคงลอยอบอวลอยู่ในห้องบูรณะภาพวาดชั้นใต้ดิน แสงไฟจากหลอดฟلูออเรสเซนต์กะพริบเบาๆ ทุกครั้งที่กระแสไฟฟ้าไม่เสถียร สร้างเงาทอดขยายให้บรรยากาศรอบตัวดูวังเวงและกดดันราวกับห้องสอบสวน รินรดากำลังใช้พู่กันปลายแหลมขนาดเล็กแตะตัวทำละลายสูตรพิเศษอย่างระมัดระวัง เพื่อล้างคราบเขม่าสีดำที่เคลือบทับร่องรอยรอยกรีดบนผืนผ้าใบของภาพ "หญิงสาวกับเงาสะท้อน" ภาพวาดชิ้นเอกที่ธันวาอุตส่าห์ทุ่มงบประมาณมหาศาลเพื่อดึงมันกลับมาจัดแสดงในนิทรรศการใหญ่ของหอศิลป์แห่งนี้ แต่เขากลับไม่เคยล่วงรู้เลยว่า... ผู้หญิงที่นั่งอยู่เบื้องหน้าเขาในชุดคลุมปฏิบัติการสีขาวสะอาดตานี้ คือเงาในอดีตที่เขาเคยผลักไสให้ตกลงไปในหุบเหวแห่งความมืดมิดด้วยมือของตัวเอง เสียงฝีเท้าหนักหน่วงที่ก้าวเข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้าประตูกระจกฝ้าทำให้จังหวะการขยับมือของเธอนิ่งค้างไปเพียงเสี้ยววินาที รินรดารู้ดีว่านั่นคือใคร ธันวา... อดีตสามีผู้ขึ้นชื่อว่าสมบูรณ์แบบในสายตาคนสังคม แต่กลับกลวงโบ๋และเย็นชาชาดวงใจในยามที่เธอร้องขอความเห็นใจในคืนที่ฝนตกกระหน่ำเมื่อสี่ปีก่อน ประตูกระจกถูกผลักเปิดออกช้าๆ ลมหายใจของธันวาสะดุดกึกเมื่อเงาสะท้อนผ่านกระจกใสเผยให้เห็นแผ่นหลังคุ้นตาที่เขาเฝ้าฝันหาและหวาดกลัวมาตลอดหลายปี เขาก้าวเข้ามาใกล้ด้วยความรู้สึกที่ปั่นป่วนราวกับถูกบีบเค้นด้วยคีมเหล็ก ร่างสูงโปร่งในชุดสูทสั่งตัดราคาแพงยับยู่ยี่เล็กน้อยจากการทำงานหามรุ่งหามค่ำ ดวงตาคมกราบกรานมองสำรวจร่างเพรียวบางที่ยืนหันหลังให้ ทว่าเพียงแค่รินรดาตวัดสายตากลับมามองผ่านไหล่เรียว ความเยียบเย็นในแววตานั้นก็ทำให้ธันวาถึงกับก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว "คุณ... ริน" เสียงทุ้มต่ำของธันวาสั่นพร่า หลุดลอดริมฝีปากที่แห้งผาก ราวกับคนใกล้หมดลมหายใจ เขาพยายามเอื้อมมือออกไปราวกับจะไขว่คว้าภาพลวงตา แต่ปลายนิ้วกลับสั่นเทาจนต้องกำเข้าหากันแน่น "นี่... นี่เธอจริงๆ ใช่ไหมริน? ผ่านมาสี่ปีกفا... เธอหายไปไหนมา ทำไมถึง..." รินรดาวางพู่กันลงบนถาดรองอย่างเชื่องช้า เสียงกระทบกันเบาๆ ของเครื่องมือแพทย์และอุปกรณ์ศิลปะดังก้องกังวานในความเงียบ เธอยืดตัวขึ้นเต็มความสูง หันกลับมาเผชิญหน้ากับเขาเต็มตา ริมฝีปากบางเฉียบระบายยิ้มเยาะหยันที่ไม่ได้ส่งไปถึงดวงตาคู่สวยที่ว่างเปล่าและเย็นชาดุจน้ำแข็งขั้วโลก "แปลกใจมากหรือคะคุณธันวา ที่เห็นภรรยาเก่าที่คุณเคยเซ็นใบหย่าแล้วไล่ออกจากบ้านอย่างไร้เยื่อใย ยังมีชีวิตรอดกลับมาเหยียบที่นี่ได้?" น้ำเสียงของรินรดานุ่มนวลแต่วิพากษ์วิจารณ์เฉียบคมราวกับใบมีดโกนอาบยาพิษ ทุกถ้อยคำถูกเปล่งออกมาอย่างจงใจให้บาดลึกถึงขั้วหัวใจของคนที่ยืนอยู่ตรงข้าม ธันวากลืนก้อนความขื่นขมลงคอ ความรู้สึกผิดที่กัดกินวิญญาณเขามาตลอดสี่ปีประเดประดอนเข้ามาจนจุกแน่นหน้าอก เขาจำได้ดีถึงแววตาอ้อนวอนในคืนนั้น คืนที่เธอยืนร้องไห้ท่ามกลางสายฝนพร้อมกับเอกสารการตรวจครรภ์ในมือ แต่ความเย่อหยิ่งและความหวาดกลัวต่อภาระผูกพันในเวลานั้นทำให้เขาเลือกที่จะผลักไสเธอออกไปอย่างไร้ความปรานี และปล่อยให้ข่าวลือเรื่องการหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยกลายเป็นตราบาปที่ตามหลอกหลอนเขาในยามค่ำคืน "ผม... ผมขอโทษ" ธันวาเค้นเสียงพูดออกมาได้แค่นั้น หยาดเหงื่อซึมตามขมับของชายหนุ่มผู้ทรงอิทธิพล "ตลอดเวลาที่ผ่านมา... ผมพยายามตามหาเธอ ผมสำนึกผิดในสิ่งที่ทำลงไปแล้วจริงๆ ริน ทุกค่ำคืนผมฝันถึงภาพในวันนั้น ภาพที่เธอก้าวเดินจากไป... ได้โปรด ให้โอกาสผมได้ชดใช้เธอบ้างเถอะนะ" รินรดาแค่นหัวเราะออกมาเบาๆ เสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดที่แห้งเหือดและกลายเป็นความสะใจอันบิดเบี้ยว เธอก้าวเข้าไปใกล้เขา ชายผู้เคยเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของเธอจนไม่เหลือชิ้นดี กลิ่นน้ำหอมผู้ชายราคาแพงที่คุ้นเคยในอดีตบัดนี้กลับชวนคลื่นไส้ในความรู้สึกของเธอ "ชดใช้?" รินรดาทวนคำ น้ำเสียงเยียบเย็นจนธันวาต้องสะท้านเฮือก "คุณคิดว่าเงินทอง อำนาจ หรือแม้แต่น้ำตาปลอมๆ ของคุณ จะสามารถซื้อเวลากลุ่มก้อนความทรมานที่ฉันต้องเผชิญในวันที่สูญเสียทุกอย่างแม้กระทั่งลมหายใจของลูกได้หรือคะ? คุณธันวา... คนอย่างคุณ ไม่มีความหมายพอที่จะได้รับความกรุณาจากฉันหรอกค่ะ" คำว่า 'ลูก' กระแทกเข้ากลางใจของธันวาอย่างจัง ดวงเบิกกว้างด้วยความตกใจและร-วดร้าว หัวใจของเขาแทบหยุดเต้นเมื่อนึกถึงเงื่อนงำที่ศิลา ทนายความส่วนตัว เพิ่งหยิบยื่นให้ตรวจสอบเมื่อไม่นานมานี้ ก่อนที่ธันวาจะทันได้เอ่ยคำแก้ตัวใดๆ ออกมา เสียงฝีเท้าฝีหนังก้าวเข้ามาใกล้ประตูกระจกอีกครั้ง พร้อมกับเสียงใสแจ๋วของเด็กชายวัยสามขวบเศษที่วิ่งนำหน้าเข้ามาในห้องบูรณะภาพวาด โดยมีร่างสูงของศิลา ทนายความหนุ่มผู้กุมความลับทั้งหมดเดินถือแฟ้มเอกสารตามติดเข้ามาด้วยสีหน้าเรียบเฉย "คุณแม่ครับ! น้องส้มบอกว่าหิวขนมแล้ว..." เด็กชายตัวน้อยหน้าตาน่ารักน่าเอ็นดูหยุดชะงักเมื่อเห็นชายแปลกหน้าแปลกถิ่นยืนอยู่ใกล้กับมารดา ดวงตากลมโตคู่นั้นมองสำรวจธันวาด้วยความสงสัยใคร่รู้ ก่อนจะเอี้ยวตัวไปซ่อนอยู่ด้านหลังชายกระโปรงของรินรดา ธันวาแข็งค้างราวกับถูกสาปให้เป็นหิน สายตาของเขาจ้องมองใบหน้าจิ้มลิ้มของเด็กชายคนนั้น... ดวงตาคู่นั้น จมูกโด่งรั้นนั่น และโครงหน้าที่ถอดแบบมาจากตัวเขาเองราวกับส่องกระจกเงา ศิลาเดินมาหยุดยืนข้างๆ ธันวา ก่อนจะวางซองเอกสารสีน้ำตาลทึบลงบนโต๊ะทำงานใกล้ตัว พร้อมกับกระซิบด้วยน้ำเสียงเรียบราบแต่สั่นประสาทคนฟัง "ผลตรวจ DNA ยืนยันความสัมพันธ์ทางสายเลือดเรียบร้อยแล้วนะครับคุณธันวา... และดูเหมือนว่า 'แขกที่ไม่ได้รับเชิญ' อย่างคุณ คงไม่ใช่คนแปลกหน้าสำหรับพวกเขาอีกต่อไปแล้วล่ะครับ" ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางดิ่งลึกสู่ความมืดมิดและบททดสอบของจิตใจนี้ร่วมกันนะคะ
สารจากนักเขียน (กระจกเงาต้องสาป)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ภัณฑารักษ์ไร้เงากับภาพวาดที่กรีดเลือด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%