กุญแจมือเหล็กกล้าสีเงินวาวสะท้อนแสงไฟนีออนสลัวในห้องใต้ดินของหอศิลป์ มันไม่ใช่แค่เครื่องมือพันธนาการทางกฎหมาย แต่มันคือโซ่ตรวนแห่งความหวาดกลัวที่ศิลาจงใจโยนลงมากลางวงล้อมความเงียบงัน
รินรดายืนนิ่งสนิท ดวงตาคู่คมกริบภายใต้กรอบแว่นใสไม่ได้ไหววูบไปตามคำขู่คุกคามของทนายความหนุ่มผู้เยือกเย็น เธอเรียนรู้มานานแล้วว่า ความกลัวเป็นเพียงภาพลวงตาที่ผู้มีอำนาจใช้ครอบงำเหยื่อ และเธอ... จะไม่ยอมเป็นเหยื่อใต้เงาของใครอีกต่อไป
"คำขู่ของคุณฟังดูน่ากลัวดีนะคะ, คุณศิลา" เสียงหวานใสแต่เย็นเยียบราวน้ำแข็งขั้วโลกเอ่ยขึ้น รินรดาก้าวเข้าไปใกล้โต๊ะทำงานเก่าๆ ที่เต็มไปด้วยคราบสีน้ำมัน เธอมองกุญแจมือคู่นั้นด้วยสายตาที่เปี่ยมด้วยความสมเพชเวทนา "แต่ก็น่าเสียดาย ที่คนอย่างฉัน... เลิกกลัวความตายไปตั้งแต่วันที่ลูกในท้องของฉันต้องตายอย่างไร้ความยุติธรรมแล้วค่ะ"
ธันวาที่ยืนอยู่ไม่ไกลจากมุมห้อง สะดุ้งเฮือกราวกับถูกกระแสไฟฟ้าแรงสูงช็อตเข้าที่ไขสันหลัง คำว่า 'ลูกในท้อง' กรีดลึกลงไปในแผลเป็นเน่าเฟะที่เขาพยายามกลบฝังมาตลอดห้าปี ร่างสูงใหญ่เซถลั่นไปด้านหลังจนสะโพกกระแทกเข้ากับชั้นวางอุปกรณ์ศิลปะ ขวดสีอะคริลิกราคาแพงร่วงหล่นลงมาแตกกระจาย สีแดงฉานสาดกระเซ็นเปรอะเปื้อนพื้นห้องราวกับหยาดโลหิตสดๆ
"ริน..." ธันวาครางชื่อเธออกมาด้วยน้ำเสียงที่สั่นพร่า ดวงตาแดงก่ำเต็มไปด้วยหยาดน้ำตาแห่งความสำนึกผิดที่เอ่อล้นจนทะลัก เขาพยายามก้าวเข้ามาหาเธอ แต่ทุกย่างก้าวของเขากลับเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง "อย่า... ได้โปรด อย่าพูดคำนั้น... มันไม่ใช่ความจริงทั้งหมด..."
"ไม่ใช่ความจริงเหรอคะ?" รินรดาหันขวับกลับมามองอดีตสามีด้วยแววตาที่กรีดลึกยิ่งกว่าปลายพู่กัน ธันวาในตอนนี้ช่างน่าสมเพชเสียจนเธอแทบไม่อยากเชื่อว่านี่คือผู้ชายคนที่เธอเคยรักจนหมดหัวใจ ผู้ชายที่เคยยืนกรานอย่างไร้เยื่อใยว่าเด็กในท้องไม่ใช่ลูกของเขา และผลักไสเธอออกไปเผชิญมรสุมชีวิตตามลำพัง "วันที่ฉันเลือดไหลหมดตัวบนเตียงโรงพยาบาล คุณอยู่ที่ไหนคะ, ธันวา? วันที่คุณเซ็นเอกสารปิดคดีอุบัติเหตุปลอมๆ เพื่อแลกกับชื่อเสียงของหอศิลป์แห่งนี้ คุณเคยเหลียวแลความเป็นความตายของฉันบ้างไหม?"
"ฉัน... ฉันถูกกดดันจากครอบครัว! ฉันคิดว่าเด็กคนนั้น..." ธันวาตะโกนออกมาอย่างเสียสติ สติที่เคยถูกควบคุมไว้ด้วยความสุขุมนุ่มลึกของผู้อำนวยการหอศิลป์ชื่อดังพังทลายลงไม่เป็นท่า เขายกมือทั้งสองข้างขึ้นกุมขมับ ร่างกายสั่นเทิ้มด้วยอาการ panic ที่กำเริบอย่างรุนแรง ภาพในอดีตซ้อนทับกับกลิ่นคาวเลือดตรงหน้าจนเขาแทบหายใจไม่ออก
ศิลาหรี่ตามองภาพตรงหน้าด้วยรอยยิ้มเยาะ ทนายความหนุ่มเก็บกุญแจมือกลับใส่กระเป๋าเสื้อสูทอย่างใจเย็น ราวกับกำลังชมละครสัตว์ฉากหนึ่งที่ใกล้จะถึงจุดไคลแมซ์ "ดูเหมือนว่าสภาพจิตใจของคุณธันวาจะไม่ค่อยสู้ดีนักนะครับ, คุณรินรดา ถ้าปล่อยไว้แบบนี้ เกรงว่าภาพวาดชิ้นเอกที่กำลังจะจัดแสดง... อาจจะต้องเปื้อนเลือดจริงๆ อย่างที่ผมเตือนไว้แต่แรกก็ได้"
"หุบปากนะ, ศิลา!" ธันวาคำรามลั่นเหมือนสัตว์ป่าที่จนตรอก เขาพุ่งเข้าใส่ศิลาด้วยความโกรธเกรี้ยวที่ถูกจี้จุดอ่อน หมัดหนักๆ ซัดเข้าที่ใบหน้าของทนายความหนุ่มเต็มแรงจนศิลาสง่างามเซถลาไปชนกำแพง แว่นตาราคาแพงร่วงหล่นแตกกระจายบนพื้น
ศิลาใช้มือปัดคราบเลือดที่มุมปากเล็กน้อย เขายังคงยิ้มเย็น แม้ใบหน้าจะเริ่มมีรอยฟกช้ำ "ความรุนแรงไม่เคยแก้ปัญหาอะไรได้หรอกครับ, ธันวา... มันมีแต่จะพิสูจน์ว่า นายเป็นไอ้ขี้แพ้ที่ปกป้องใครไม่ได้เลย... แม้กระทั่งภรรยาและลูกของตัวเอง"
คำพูดนั้นเปรียบเสมือนฟางเส้นสุดท้าย ธันวาสติหลุดกระเจิงอย่างสมบูรณ์ เขาคว้าพู่กันด้ามยาวปลายแหลมที่ปักอยู่ในกระป๋องบนโต๊ะ พุ่งเข้าประชิดตัวศิลาด้วยแววตาอาฆาตมาดร้าย ปลายพู่กันเหล็กแหลมจ่อเข้าที่ลำคอของทนายความหนุ่มจนผิวเนื้อเริ่มมีรอยถลอกและมีหยาดเลือดซึมออกมา
"ฉันจะฆ่าแก... แกมันคนสารเลวที่รู้เห็นเป็นใจกับเรื่องทั้งหมด!" ธันวาคำรามเสียงต่ำ ดวงตาเบิกโพลงด้วยความคลุ้มคลั่ง
รินรดายืนมองเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยหัวใจที่ด้านชา เธอนิ่งสนิท ไม่ได้เข้าไปห้ามปราม และไม่ได้มีความหวาดกลัวใดๆ หลงเหลืออยู่ ภาพของอดีตสามีที่กำลังสูญเสียการควบคุม กลายเป็นเพียงภาพสะท้อนของความพินาศสันตะโรที่เขาสร้างขึ้นมาเองทั้งสิ้น กรรมตามสนองช่างทำงานได้รวดเร็วกว่าที่เธอคาดคิดไว้เสียอีก
แต่ทว่า... ในวินาทีที่บรรยากาศในห้องใต้ดินกำลังตึงเครียดถึงขีดสุด เสียงฝีเท้าเบาๆ ที่ก้องกังวานมาจากบันไดทางขึ้น-ลง ก็ดังแทรกขึ้นมาท่ามกลางความโกลาหล
*ตึก... ตึก... ตึก...*
ไม่ใช่เสียงฝีเท้าของผู้ใหญ่ แต่เป็นเสียงก้าวเดินสั้นๆ ที่คุ้นเคยอย่างประหลาด รินรดาชะงัก หัวใจของเธอหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม ทันทีที่ร่างเล็กๆ ของเด็กชายวัยสี่ขวบในชุดเสื้อยืดสีขาวปรากฏตัวขึ้นที่กรอบประตูห้องใต้ดิน พร้อมกับดวงตากลมโตใสแป๋วที่กวาดมองผู้ใหญ่ทั้งสามคนด้วยความงุนงง
"คุณแม่ครับ..." เสียงใสแจ๋วเอ่ยเรียกเบาๆ "ทำไมคุณน้าคนนั้นถึงร้องไห้ล่ะครับ... แล้วทำไมคุณพ่อถึงถือไม้แหลมๆ แบบนั้นล่ะ?"
ธันวาแข็งค้าง ราวกับถูกสาปให้กลายเป็นหิน พู่กันในมือร่วงหล่นลงกระทบพื้นเสียงดัง *เคร้ง*
ดวงตาของอดีตสามีผู้คลุ้มคลั่งค่อยๆ หันขวับไปมองเด็กชายตัวน้อยที่ยืนอยู่ตรงหน้า... ใบหน้าจิ้มลิ้ม ดวงตาคู่โต และโครงหน้าที่ถอดแบบมาจากตัวเขาเองราวกับส่องกระจกเงา...
และในวินาทีนั้นเอง ความจริงอันโหดร้ายที่ถูกปกปิดไว้ ก็พุ่งเข้ากระแทกกลางใจธันวาจนแหลกสละไม่เหลือชิ้นดี
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งสู่ห้วงมืดแห่งการแก้แค้นนี้ด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
ภัณฑารักษ์ไร้เงากับภาพวาดที่กรีดเลือด•ตอนที่ 29
กำแพงที่พังทลาย
ผลงานโดย กระจกเงาต้องสาป
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระจกเงาต้องสาป)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ภัณฑารักษ์ไร้เงากับภาพวาดที่กรีดเลือด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!