รอยหมึกสีชาบนกระดาษสาแผ่นนั้นซึมลึกราวกับรอยแผลเป็นที่ไม่มีวันจาง เช่นเดียวกับความจริงที่เพิ่งถูกกระชากหน้ากากออกจนหมดเปลือก เสียงหอบหายใจของธันวาที่ดังสะท้อนอยู่ในห้องทำงานสลัวราง คล้ายเสียงคำรามของสัตว์ร้ายที่บาดเจ็บใกล้ตาย เข่าทั้งสองข้างทรุดฮวบลงกับพื้นปาร์เกต์เย็นเฉียบอย่างไร้ศักดิ์ศรี มือหนาที่เคยใช้ตบแต่งภาพวาดและเซ็นเอกสารหย่าร้างอย่างไร้เยื่อใยเมื่อหลายปีก่อน บัดนี้สั่นเทาจนแทบจับอะไรไม่ได้ ภาพวาด "รอยเลือดสีชา" บนขาตั้งตรงหน้า ไม่ได้เป็นเพียงแค่งานศิลปะอีกต่อไป แต่มันคือหลักฐานชิ้นเอกที่ฟ้องร้องความเหี้ยมเกรียมในอดีตของเขาเอง
"คุณ... รู้เรื่องทั้งหมดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ริน..."
เสียงของธันวาแหบพร่าและสั่นเครือราวกับคนใกล้หมดลมหายใจ ดวงตาที่เคยคมปลาบและเย่อหยิ่ง บัดนี้แดงก่ำเต็มไปด้วยหยาดน้ำตาแห่งความสำนึกผิดที่สายเกินแก้ เขากำลังเงยหน้ามองผู้หญิงที่เขาเคยผลักไสไล่ส่งให้ออกไปจากชีวิตอย่างไม่ใยดี
รินรดายังคงยืนนิ่งสงสงบอยู่หลังกรอบแว่นตาทรงเหลี่ยม ร่างระหงในชุดสูทเข้ารูปสีเทาเข้มสะท้อนความเยือกเย็นจนน่ากลัว เธอมองดูอดีตสามีที่กำลังคุกเข่าแทบเท้าด้วยสายตาที่ว่างเปล่า ไม่มีแม้แต่เงาของความโกรธเกรี้ยว หลงเหลือเพียงความว่างเปล่าที่เย็นยะเยือกยิ่งกว่าน้ำแข็งขั้วโลก
"มันไม่สำคัญหว่าฉันรู้ตั้งแต่เมื่อไหร่หรอกค่ะธันวา..." น้ำเสียงของเธอราบเรียบ นิ่งสนิท และไร้ซึ่งคลื่นอารมณ์ใดๆ "สิ่งสำคัญคือ วันนี้... คุณเพิ่งได้ลิ้มรสความรู้สึกของการถูกพรากทุกสิ่งไปในพริบตาแล้วต่างหาก"
ธันวาพยายามจะคลานเข้าไปหา ปลายนิ้วสั่นเทาเอื้อมไปหมายจะแตะชายกระโปรงของเธอ ราวกับสุนัขที่กำลังอ้อนวอนขอความเมตตาจากเจ้านายผู้ใจร้าย "ผมขอโทษ... ริน ผมขอโทษกับทุกสิ่งที่ผ่านมา ผมตาบอด ผมมันเลวทราม... ได้โปรด ให้โอกาสผมได้ไถ่บาป ได้โปรดเถอะนะริน"
รินรดาก้าวถอยหลังหนึ่งก้าวอย่างรังเกียจ ราวกับกลัวว่าความสกปรกจากตัวเขาจะแปดเปื้อนรองเท้าหนังราคาแพงของเธอ มุมปากของเธอยกขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้ไปถึงดวงตา เป็นรอยยิ้มที่เย้ยหยันและกรีดลึกเข้าไปในขั้วหัวใจของคนที่กำลังสำนึกผิด
"ไถ่บาปเหรอคะ?" เธอยทวนคำด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะเบาๆ ในลำคอ ซึ่งมันช่างบาดลึกและเย็นชาเสียจนธันวาต้องสะท้านเฮือก "คุณคิดจริงๆ เหรอคะว่า หยาดน้ำตาไม่กี่หยดกับคำขอร้องน่าสมเพชของคุณ มันจะแลกกับลมหายใจและหยาดเลือดของลูกเราที่ตายไปเมื่อห้าปีก่อนได้?"
คำว่า 'ลูกของเรา' กระแทกเข้ากลางใจของธันวาซ้ำแล้วซ้ำเล่าราวกับมีค้อนเหล็กมาทุบซ้ำ เขานิ่งอึ้ง หัวใจหยุดเต้นไปชั่วขณะ ความจริงที่ว่าเขาเคยทำลายสายเลือดของตัวเองด้วยความเย็นชาและความเห็นแก่ตัว กำลังตามมาหลอนหลอนและบดขยี้วิญญาณของเขาจนไม่เหลือชิ้นดี
ในขณะนั้นเอง ศิลา ทนายความหนุ่มผู้กุมความลับทั้งหมด ก็ก้าวเข้ามาในห้องเงียบเชียบ เขาวางเอกสารชุดสุดท้ายลงบนโต๊ะไม้สัก พร้อมกับมองสภาพอันน่าสมเพชของธันวาด้วยสายตาเรียเฉย
"เอกสารโอนกรรมสิทธิ์หอศิลป์ทั้งหมดถูกจัดการเรียบร้อยแล้วครับคุณรินรดา" ศิลาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ตอนนี้ คุณธันวาไม่ได้เหลืออะไรนอกจากหนี้สินทางจิตใจที่เขาต้องชดใช้ไปจนวันตาย"
ธันวาหันไปมองศิลาราวกับคนเสียสติ เขากัดฟันกรวดด้วยความแค้นเคืองปนความสิ้นหวัง "แก... แกเป็นคนช่วยเธอยับยั้งฉันทุกอย่าง ศิลา แกมันไอ้คนทรยศ!"
"ทรยศเหรอครับ?" ศิลาส지รอยยิ้มเย็นชาที่มุมปาก "ผมแค่ทำหน้าที่คืนความยุติธรรมให้กับคนที่สมควรได้รับ คนที่ทรยศความรักและความไว้ใจก่อน... คือตัวคุณเองต่างหาก ธันวา"
รินรดายกมือขึ้นปัดเศษฝุ่นที่ไม่มีอยู่จริงบนแขนเสื้อ เธอมองร่างที่ทรุดฮวบของอดีตสามีเป็นครั้งสุดท้ายด้วยสายตาที่ราบเรียบสนิท ไร้ความอาลัยอาวรณ์ ไร้ความโกรธเกรี้ยว และที่สำคัญที่สุด... ไร้ซึ่งความสงสารแม้แต่น้อย
"เราจบกันแค่นี้เถอะค่ะธันวา" รินรดาเอ่ยเสียงเรียบ "ส่วนที่เหลือ... เชิญคุณอยู่กับความรู้สึกผิดและเงาของตัวเองในนรกบนดินแห่งนี้ไปตลอดกาลเถอะค่ะ"
เธอหมุนตัวหันหลังให้ทันทีอย่างเด็ดเดี่ยว ฝ่าเท้าก้าวเดินออกไปจากห้องทำงานนั้นโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามองอีกเลยแม้แต่วินาทีเดียว เสียงรองเท้าส้นสูงกระทบพื้นดังเป็นจังหวะมั่นคง สะท้อนถึงความเข้มแข็งที่ถูกสร้างขึ้นมาจากซากปรักหักพังของความเจ็บปวด
ธันวานั่งทรุดอยู่กับพื้น ปล่อยให้หยาดน้ำตาแห่งความสิ้นหวังไหลรินอาบสองแก้มอย่างไม่อายใคร เขารู้แล้วว่าเขาได้สูญเสียผู้หญิงที่รักเขามากที่สุดไปตลอดกาล และไม่มีทางที่ปาฏิหาริย์ใดจะพาเธอกลับมา
ทว่า... ในขณะที่รินรดากำลังก้าวเท้าเดินผ่านโถงทางเดินยาวเพื่อออกไปยังประตูทางออกด้านหน้าของหอศิลป์ เสียงฝีเท้าเล็กๆ วิ่งตึงตังสวนทางมา พร้อมกับเสียงใสๆ ของเด็กชายวัยสี่ขวบที่ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน
"คุณแม่ครับ! น้องธามหิวน้ำจังเลย ทำไมคุณแม่คุยกับคุณลุงคนนี้นานจังล่ะครับ?"
รินรดาสะดุ้งสุดตัว หัวใจกระตุกวูบ เธอนิ่งง็งันไปชั่วขณะเมื่อเด็กชายหน้าตาน่ารัก ดวงตากลมโตและสันจมูกโด่งรั้นที่ถอดพิมพ์ทรงมาจากธันวาอย่างไร้ที่ติ กำลังยืนกะพริบตาปริบๆ อยู่ตรงหน้า พร้อมกับเงาของร่างสูงใหญ่ที่เพิ่งก้าวตามเด็กน้อยเข้ามาหยุดยืนนิ่งอยู่เบื้องหลังเงาของเธอพอดี...
ขอบคุณที่ติดตามและอยู่เคียงข้างความมืดมนนี้ไปด้วยกันนะคะ
ภัณฑารักษ์ไร้เงากับภาพวาดที่กรีดเลือด•ตอนที่ 30
รินรดาผู้ไม่เคยหันหลัง
ผลงานโดย กระจกเงาต้องสาป
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระจกเงาต้องสาป)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ภัณฑารักษ์ไร้เงากับภาพวาดที่กรีดเลือด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!