ภัณฑารักษ์ไร้เงากับภาพวาดที่กรีดเลือด•ตอนที่ 11

สารภาพบาปที่ไร้คนฟัง

ผลงานโดย กระจกเงาต้องสาป
กลิ่นอายของสีน้ำมันเจือจางผสมกับหยาดน้ำตาที่เหือดแห้งบนผืนผ้าใบเก่าคร่ำครึ ยังคงอบอวลอยู่ในห้องบูรณะภาพวาดชั้นใต้ดิน รินรดากำลังใช้พู่กันปลายแหลมแตะสีอะคริลิกสีงาช้างอย่างเบามือ เพื่อเติมเต็มรอยแตกร้าวบนใบหน้าของหญิงสาวในภาพวาดศตวรรษที่สิบเก้า ดวงตาของสตรีในกรอบไม้สักทองคู่นั้นว่างเปล่า ราวกับมองทะลุผ่านความผิดบาปทั้งหมดในห้องนี้ไปอย่างไร้ความหมาย เสียงฝีเท้าหนักๆ ที่ก้าวเข้ามาหยุดอยู่หน้าประตูบานกระจกฝ้าไม่ได้ทำให้มือของเธอสั่นแม้แต่น้อย รินรดาไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมอง เธอรู้ดีว่าเป็นใคร — กลิ่นน้ำหอมกลิ่นเดิมที่เคยคุ้นเคยในยามค่ำคืนอันหนเหน็บเมื่อหลายปีก่อน บัดนี้กลับเจือจางลงด้วยกลิ่นอับของความวิตกกังวลและเหล้าเก่าที่ธันวาใช้ดับความทรมานในยามวิกาล "ริน..." เสียงเรียกนั้นแหบพร่าและสั่นเครือ มันไม่ใช่เสียงของเจ้าของหอศิลป์ผู้ทรงอิทธิพลและเย็นชาคนเดิมที่เคยสะบัดหน้าใส่เธออย่างไร้เยื่อใยในวันที่เธอสูญเสียทุกสิ่ง แต่มันคือเสียงของมนุษย์คนหนึ่งที่กำลังจมดิ่งลงสู่ก้นบึงของความสำนึกผิดที่ไม่มีวันได้รับการอภัย รินรดายังคงจดจ่ออยู่กับการเกลี่ยสีบนมุมปากของภาพวาด เธอขยับข้อมือเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ราวกับว่าโลกทั้งใบมีเพียงเธอกับงานศิลปะตรงหน้า ธันวาไม่มีตัวตน... เขาเป็นเพียงอากาศธาตุ เป็นฝุ่นผงที่ลอยวนเวียนอยู่รอบตัวแต่ไร้ซึ่งน้ำหนักใดๆ ที่จะดึงดูดสายตาของเธอได้อีก "ผมรู้ว่าผมมันเลวทรามแค่ไหน" ธันวาก้าวเข้ามาใกล้ขึ้น เสียงฝีเท้าของเขาสะท้อนก้องกับพื้นปูนเปลือย "วันที่คุณอุ้มท้องลูกของเราไปขอความช่วยเหลือจากผม วันนั้น... วันที่หิมะตกหนักจนผมเลือกที่จะเซ็นเอกสารโอนหุ้นแทนที่จะพาคุณไปโรงพยาบาล ผมสมควรตาย ริน... ผมสมควรถูกลงทัณฑ์ให้ทรมานยิ่งกว่านี้" ความเงียบโรยตัวลงมาปกคลุมราวกับก้อนหินหนักอึ้งที่กดทับทรวงอก รินรดาวางพู่กันลงบนถาดสีอย่างนุ่มนวล เธอหยิบผ้าสะอาดขึ้นมาเช็ดมือทีละนิ้วอย่างใจเย็น ท่าทางเยือกเย็นและห่างเหินนั้นบาดลึกยิ่งกว่าคำด่าทอหรือหยาดน้ำตา เธอยังคงไม่หันไปมองเขา "คุณพูดจบหรือยังคะธันวา" น้ำเสียงของรินรดาราบเรียบ ไร้ซึ่งความโกรธเกรี้ยว ไร้ซึ่งความแค้นเคือง หรือแม้กระทั่งความเกลียดชัง... มันคือความว่างเปล่าที่น่ากลัวที่สุด เป็นความเย็นชาที่กัดกร่อนหัวใจของคนที่ยืนฟังจนแทบแหลقสลาย ธันวาชะงัก ลมหายใจของเขาติดขัด ดวงตาที่แดงก่ำเต็มไปด้วยหยาดน้ำตาที่เอ่อล้น เขาคุกเข่าลงข้างโต๊ะทำงานของเธอ มือสั่นเทาเอื้อมออกไปหมายจะแตะชายเสื้อคลุมของอดีตภรรยา แต่แล้วก็ต้องชะงักค้างกลางอากาศเมื่อรินรดาขยับถอยเก้าอี้ออกห่างโดยไม่แม้แต่จะเหลือบแล "ริน... ได้โปรด มองหน้าผมที ด่าผม ตบผม หรือทำลายผมให้ตายไปเลยก็ได้ แต่อย่าทำเหมือนผมเป็นอากาศแบบนี้... หัวใจของผมมันเน่าเฟะไปหมดแล้ว ตั้งแต่วันที่คุณเดินจากไปพร้อมกับเสียงร้องไห้ของเด็กคนนั้น..." เสียงของเขาขาดห้วงลงด้วยแรงสะอื้นที่พยายามกลั้นไว้ รินรดาค่อยๆ หันกลับมาเผชิญหน้ากับเขา ดวงตาคู่นคมกริบราวกับใบมีดอาบยาพิษมองตรงไปยังร่างที่กำลังทรุดฮวบแทบเท้าของอดีตสามี มุมปากของเธอหยักขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบา—รอยยิ้มที่ไม่ได้ไปถึงดวงตา และเป็นรอยยิ้มที่ทำให้ธันคารู้สึกเหมือนถูกกรีดแทงด้วยเศษกระจกนับพันชิ้น "คุณคิดว่าความสำนึกผิดของคุณในตอนนี้ มันมีค่าเท่ากับหยาดน้ำตาหยดเดียวที่ฉันเคยหลั่งรินในคืนหิมะตกวันนั้นไหมคะ ธันวา?" รินรดาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล แต่ทว่าเฉียบคมบาดลึก "คุณบอกว่าคุณทรมาน งั้นเหรอ? คุณแค่กำลังกลัวความโดดเดี่ยวและภาพหลอนที่ตามหลอกหลอนคุณในความมืดต่างหาก คุณไม่ได้เสียใจที่มีฉัน คุณแค่เสียใจที่ความลับของคุณกำลังจะพังทลายลงมาทับถมตัวคุณเอง" "ไม่ใช่! ริน... ผมรัก..." "ห้ามพูดคำนั้นเด็ดขาด!" รินรดาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง แรงกดดันจากบรรยากาศรอบตัวแผ่ซ่านจนธันวาต้องผงถอยหลัง "คำว่ารักจากปากของคุณมันสกปรกเกินกว่าจะนำมาใช้ในห้องนี้ มันเป็นคำโกหกที่เคยฆ่าลูกของเรามาแล้วครั้งหนึ่ง และจำใส่สมองของคุณไว้ให้ดี... รินรดาคนเดิมที่เคยคุกเข่าอ้อนวอนขอความเห็นใจจากคุณ ได้ตายไปตั้งแต่คืนวันที่สูญเสียทุกอย่างในกองเลือดแล้วค่ะ" ธันวานั่งทรุดลงไปกองกับพื้น มือทั้งสองข้างกุมศีรษะตัวเองอย่างคนเสียสติ ภาพเหตุการณ์ในอดีตซ้อนทับเข้ามาในโสตประสาท เสียงร้องไห้ของเด็กทารกแว่วดังขึ้นในหัว พร้อมกับภาพใบหน้าอันเย็นชาของรินรดาในอดีตที่บัดนี้กลายเป็นเงาตามหลอนเขายิ่งกว่าผีสาง รินรดาหันหลังให้เขาอีกครั้ง เธอกลับไปหยิบพู่กันขึ้นมาจุ่มสีเตรียมทำงานต่อ ราวกับว่าการมีอยู่ของชายผู้เป็นอดีตสามีกำลังคุกเข่าร้องไห้ปานจะขาดใจตรงหน้านั้น ไม่มีค่าแม้แต่จะให้เธอเสียเวลาปรายตาแลมองเป็นครั้งที่สอง ความเงียบสงบกลับมาเยือนห้องบูรณะภาพวาดอีกครั้ง ทว่ามันอัดแน่นไปด้วยความสะใจที่ซุกซ่อนอยู่ใต้ใบหน้าอันเรียบเฉย ในขณะที่ธันวากำลังจะเอ่ยปากสารภาพบาปข้อสุดท้ายที่เขาเก็บงำไว้มาตลอดหลายปี เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นสามครั้งอย่างเป็นจังหวะ ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก... ประตูกระจกฝ้าค่อยๆ ถูกผลักเปิดออกช้าๆ พร้อมกับร่างของเด็กชายวัยราวเจ็ดขวบในชุดเสื้อกันหนาวไหมพรมสีเข้ม ดวงตากลมโตคู่โตฉายแววเฉลียวฉลาดเกินวัย และโครงหน้าที่ถอดแบบมาจากธันวาอย่างไม่มีผิดเพี้ยน ก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่ข้างหลังอดีตสามีของเธอ เด็กน้อยส่งยิ้มหวานให้รินรดา แล้วเอ่ยด้วยเสียงใสแจ๋วที่ทำให้ลมหายใจของทั้งห้องหยุดชะงัก "คุณแม่ครับ... คุณศิลารอรับพวกเราที่รถแล้วนะครับ ทำไมคุณพ่อคนนี้ถึงมานั่งร้องไห้ตรงนี้ล่ะครับ?" ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งสู่ห้วงลึกแห่งการล้างแค้นและบาดแผลในจิตใจนี้ไปพร้อมกับดิฉันนะคะ
สารจากนักเขียน (กระจกเงาต้องสาป)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ภัณฑารักษ์ไร้เงากับภาพวาดที่กรีดเลือด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%