ภัณฑารักษ์ไร้เงากับภาพวาดที่กรีดเลือด•ตอนที่ 18

คำโกหกที่แสนหวาน

ผลงานโดย กระจกเงาต้องสาป
กลิ่นอายของกาแฟคั่วบดเข้มข้นลอยอบอวลตัดกับกลิ่นอับชื้นของผืนผ้าใบเก่าเก็บในห้องทำงานส่วนตัวของหอศิลป์ แต่มันกลับไม่ได้ช่วยให้บรรยากาศอึมครึมนี้เจือจางลงเลยแม้แต่น้อย รินรดายืนนิ่งอยู่หน้าโต๊ะทำงานตัวเดิม—โต๊ะที่ครั้งหนึ่งเธียรเคยนั่งก้มหน้าก้มตาเซ็นเอกสารอย่างไร้เยื่อใย ขณะที่เธอยืนถือถาดน้ำชาอยู่เงียบๆ ในฐานะภรรยาผู้ถูกลืมเลือน ทว่าวันนี้ สถานะมันกลับตาลปัตรจนน่าขัน เธอนั่งอยู่บนเก้าอี้หนังแท้ตัวนั้น สวมสูทเข้ารูปสีเทาเข้มที่สะท้อนถึงความเด็ดเดี่ยว และมองตรงไปยังผู้ชายคนที่เคยคิดว่าโลกทั้งใบของเธอต้องหมุนรอบเขา ธันวากำลังยืนอยู่ใกล้ชั้นวางหนังสือ มือหนาสั่นเทาเล็กน้อยขณะหยิบกรอบรูปไม้เก่าๆ ขึ้นมาปัดฝุ่น ภาพถ่ายใบนั้นถูกถ่ายไว้เมื่อห้าปีก่อน—ช่วงเวลาที่เขาจำฝังใจว่าเป็น "ช่วงเวลาที่มีความสุขที่สุด" ของเราสองคน "รินจำได้ไหม... วันนั้นที่เราไปเที่ยวทะเลสาบทางเหนือ ลมมันแรงมากจนผมต้องถอดเสื้อโค้ตมาคลุมไหล่ให้คุณ คุณบ่นว่าหนาวจนปากสั่น แต่พอยิ้มออกมา คุณก็น่ารักที่สุดในโลก..." น้ำเสียงของธันวาแฝงไปด้วยความเวทนาและความพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะเหนี่ยวรั้งเศษซากความทรงจำที่พังทลาย รินรดายังคงนิ่งเงียบ ดวงตากลมโตภายใต้กรอบแว่นสายตากวาดมองใบหน้าของอดีสามีด้วยความรู้สึกที่ว่างเปล่าราวกับกำลังมองดูหุ่นขี้ผึ้งที่กำลังละลาย เธอยกถ้วยชาขึ้นจิบช้าๆ ปล่อยให้ความเงียบทำหน้าที่กรีดแทะจิตใจของอีกฝ่าย "คุณกำลังพยายามทำอะไรคะ ธันวา" น้ำเสียงเรียบเรื่อยไร้ซึ่งคลื่นอารมณ์ถูกเปล่งออกมา มันเย็นชาเสียจนธันวาต้องสะดุ้ง "ผม... ผมแค่คิดว่า เราน่าจะย้อนเวลากลับไปได้" เขาหันกลับมา แววตาคู่นั้นแดงก่ำเต็มไปด้วยความวิงวอน ความสำนึกผิดที่กัดกินหัวใจมาตลอดหลายเดือนทำให้ผู้ชายที่เคยเย่อหยิ่งและเย็นชาคนนี้เหลือเพียงร่างไร้จิตวิญญาณ "ริน ลองนึกถึงความทรงจำดีๆ เหล่านั้นสิครับ ความรักที่เราเคยมีให้กัน... มันไม่ได้มีความหมายอะไรเลยเหรอในสายตาคุณ?" ความรักเหรอ? คำพูดนั้นเปรียบเสมือนใบมีดโกนที่อาบยาพิษ รินรดารู้สึกถึงรสชาติฝาดเฝื่อนในลำคอ รอยยิ้มหยันผุดขึ้นที่มุมปากอย่างช้าๆ—รอยยิ้มที่ทำให้ธันวาถึงกับหายใจสะดุด "ความรัก?" เธอยทวนคำด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ทว่าเฉียบคมบาดลึก "ความทรงจำที่คุณพยายามหยิบยกขึ้นมาพูด มันเป็นแค่ภาพลวงตาที่คุณสร้างขึ้นเพื่อกลบเกลื่อนความเหี้ยมโหดของคุณเองต่างหาก ธันวา คุณจำได้ไหมว่าวันนั้น... หลังจากที่เรากลับมาจากทะเลสาบที่คุณบอกว่ามีความสุขนักหนา คุณทำอะไรกับฉัน?" ธันวาชะงัก ลมหายใจของเขาติดขัด ภาพเหตุการณ์ในอดีตที่เขาพยายามฝังกลบผุดวาบขึ้นมาในหัวราวกับภาพยนตร์สยองขวัญ "คุณทิ้งฉันให้นั่งรอคุณอยู่ที่ห้องอาหารมืดๆ นานถึงห้าชั่วโมงในวันครบรอบแต่งงาน เพราะคุณเลือกที่จะไปอยู่กับเลขาฯ ของคุณ..." รินรดาลุกขึ้นยืนช้าๆ ความสูงของเธอไม่ได้ทำให้เธอดูด้อยกว่าเขาเลยแม้แต่น้อย เธอก้าวเข้าไปใกล้ชายหนุ่มทีละก้าว ปล่อยให้แรงกดดันจากความจริงบีบเค้นหัวใจเขา "คุณกลับมาพร้อมกับกลิ่นน้ำหอมของผู้หญิงอื่น และเมื่อฉันเอ่ยปากถาม คุณผลักฉันล้มลงกับพื้นกระเบื้องเย็นเฉียบ... ท้องของฉันกระแทกกับมุมโต๊ะ คุณจำความเจ็บปวดในตอนนั้นได้ไหมคะ?" น้ำตาคลอหน่วยในดวงตาของธันวา เขาถอยหลังก้นชนชั้นวางหนังสือจนกรอบรูปอื่นๆ ร่วงหล่นลงมาแตกกระจาย เสียงเศษแก้วกระทบพื้นดังสนั่นในความเงียบ "ริน... ผมขอโทษ... ผมตอนนั้นมันบ้าไปแล้ว ผมไม่รู้ว่าคุณท้อง..." เสียงของเขาขาดห่วง เต็มไปด้วยสะอื้นไห้ที่น่าสมเพช "ใช่ คุณไม่รู้... เพราะคุณไม่เคยใส่ใจจะมองฉันด้วยซ้ำ!" รินรดายกระดับเสียงขึ้นเล็กน้อย แววตาที่เคยนิ่งสงบกลับลุกโชนด้วยไฟแห่งความแค้นที่อัดอั้นมานานปี "สิ่งที่คุณเรียกว่า 'ความทรงจำดีๆ' สำหรับคุณ มันคือคุกมืดที่ขังฉันไว้พร้อมกับเลือดของลูกที่ไหลรินออกจากตัวในคืนนั้น! ทุกครั้งที่คุณเอ่ยปากพูดเรื่องเก่าๆ มันไม่ใช่การรื้อฟื้นความสุขค่ะ ธันวา... แต่มันคือการราดน้ำมันลงบนกองไฟ ตอกย้ำว่าผู้ชายที่ยืนอยู่ตรงหน้าฉันคนนี้ คือฆาตกรที่พรากอนาคตของฉันไปอย่างไร้ความปรานี!" ธันวาทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้นห้อง มือทั้งสองข้างยกขึ้นกุมขมับ ร่างกายสั่นเทาอย่างรุนแรง ความสำนึกผิดที่สั่งสมมานานระเบิดออกเป็นเสียงร้องไห้โฮอย่างน่าเวทนา เขาพยายามเอื้อมมือมาจับชายเสื้อสูทของเธอราวกับคนใกล้ตายคว้าฟางเส้นสุดท้าย "ฆ่าผมเถอะ... ริน เอาคืนผมให้สาสม ทำลายผมให้เหมือนที่ผมทำลายคุณเถอะ..." เขาพึมพำซ้ำๆ ราวกับคนเสียสติ รินรดาก้มมองอดี สามีผู้ยิ่งใหญ่ในอดีตที่บัดนี้กราบกรานแทบเท้าเธอ หัวใจของเธอไม่ได้รู้สึกยินดีปรีดาอย่างที่ควรจะเป็น มันมีเพียงความว่างเปล่าและความเย็นชาที่ด้านชาจนเกินกว่าจะเยียวยา เธอเบือนหน้าหนีจากภาพน่าสมเพชนั้น เตรียมจะก้าวเดินหันหลังให้ออกจากห้องแห่งความทรงจำสีเลือดนี้ตลอดกาล ทว่า... เสียงเคาะประตูกระจกบานใหญ่ที่เชื่อมกับระเบียงด้านนอกกลับดังขึ้นสามครั้งติดต่อกันอย่างแผ่วเบา *ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...* ทั้งรินรดาและธันวาชะงักค้าง ธันวาเงยหน้าขึ้นจากพื้นด้วยใบหน้าเปื้อนน้ำตาและแววตาหวาดผวา ขณะที่รินรดานิ่วหน้าหันไปมองเงาดำตะคุ่มที่ทาบทับอยู่หลังผ้าม่านโปร่งสีขาวตรงระเบียง ท่ามกลางความเงียบงันยามวิกาลที่ควรจะปลอดภัย ปลายผ้าม่านถูกมือเล็กๆ ของใครบางคนเปิดออก เผยให้เห็นร่างป้อมของเด็กชายวัยราวสี่ขวบคนหนึ่งกำลังยืนแปะมือเล็กๆ ลงบนกระจกใส ดวงตากลมโตคู่สีเข้มคู่นั้นจ้องมองทะลุกระจกตรงมาที่รินรดาด้วยรอยยิ้มไร้เดียงสา... และใบหน้าที่ถอดแบบมาจากธันวาอย่างไม่มีผิดเพี้ยน! ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งสู่ห้วงลึกแห่งการล้างแค้นและบาดแผลในจิตใจนี้ไปพร้อมกับดิฉันนะคะ
สารจากนักเขียน (กระจกเงาต้องสาป)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ภัณฑารักษ์ไร้เงากับภาพวาดที่กรีดเลือด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%