"ถ้าคุณคิดว่าการยืนยันตัวตนในฐานะเลขาฯ ของผมจะช่วยให้คุณรอดพ้นจากสายตาของท่านประธานใหญ่ได้... คุณคงประเมินบิดามารดาของผมต่ำเกินไปแล้ว, ลลิน"
เสียงทุ้มต่ำที่เจือความระaอเล็กน้อยดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันภายในห้องโดยสารของรถยนต์หรู ปลายนิ้วเรียวยาวของรณกรละจากการตรวจเอกสารบนแท็บเล็ต เขากลัดกระดุมสูทสีเทาชาโคลอย่างประณีต ขณะที่ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบขนตางอนหนาทอดมองหญิงสาวที่นั่งตัวเกร็งอยู่เบาะข้าง ๆ
ลลินกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก มือเรียวภายใต้ถุงมือผ้าลูกไม้สีครีมบีบเข้าหากันแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด ชุดเดรสผ้าไหมทอลายไทยประยุกต์สีงาช้างที่เธอเลือกสวมในวันนี้ได้รับการไตร่ตรองมาเป็นอย่างดีว่าทั้งสุภาพและสง่างามพอที่จะให้เกียรติผู้ใหญ่ แต่ทว่า... เมื่อนึกถึงชื่อเสียงและกิตติศัพท์ของตระกูลวรกุลกิจ ความมั่นใจทั้งปวงก็คล้ายจะมลายหายไปในพริบตา
"ฉันไม่ได้กังวลเรื่องสถานะในบริษัทหรอกค่ะท่าน CEO..." ลลินสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกความนิ่ง พยายามบังคับน้ำเสียงไม่ให้สั่นไหว แม้หัวใจจะเต้นระรัวราวกับกลองเพล "แต่ฉันกังวลว่า... การที่เลขาฯ อย่างฉันก้าวล่วงเข้ามาในพื้นที่ส่วนตัวของครอบครัวคุณในฐานะ... เอ่อ ในฐานะคนสนิท มันจะทำให้คุณต้องลำบากใจมากกว่า"
รณกรชะงักไปนิด ดวงตาสีเข้มฉายแวววับขึ้นวูบหนึ่ง เขาเอื้อมมือมาแตะหลังมือที่เย็นเฉียบของเธอเบา ๆ ปลายนิ้วอุ่นจัดถ่ายทอดความมั่นคงและความใส่ใจที่เขามีให้เธอเสมอมาอย่างเงียบเชียบ สัมผัสเพียงน้อยนิดนี้ทำให้ความตื่นตระหนกในอกของลลินสงบลงได้อย่างน่าประหลาด
"ไม่มีใครทำให้ผมลำบากใจได้ทั้งนั้น... ยกเว้นตัวคุณเอง, ลลิน" เขากล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลขึ้นกว่าเดิม ทว่าแฝงความเย้ายวนในแบบฉบับของชายหนุ่มผู้กุมบังเหียนอาณาจักรธุรกิจ "จำไว้นะคะว่าคุณไม่ได้เดินเข้าไปในบ้านหลังนั้นคนเดียว ผมจะยืนเคียงข้างคุณ... เสมอ"
รถยนต์หรูเลี้ยวผ่านประตูเหล็กดัดลายวิจิตรของคฤหาสน์ตระกูลวรกุลกิจ ตัวบ้านหลังใหญ่สไตล์โคโลเนียลสีขาวสะอาดตากลมกลืนไปกับสวนพฤกษศาสตร์ร่มรื่น ทว่าบรรยากาศโดยรอบกลับเงียบเชียบจนน่าอึดอัด ราวกับทุกย่างก้าวอยู่ภายใต้การจับตามองของใครบางคน
ทันทีที่ก้าวลงจากรถ กลิ่นอายของความกดดันก็แผ่ซ่านเข้ามาปะทะผิวกาย ลลินสูดหายใจเข้าลึกเพื่อตั้งสติ รณกรเดินมาหยุดอยู่เคียงข้าง มือหนาเอื้อมมาโอบรอบเอวคอดกิ่วของเธออย่างเป็นธรรมชาติ เป็นการกระทำที่ประกาศชัดเจนถึงความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งเกินกว่าเจ้านายและลูกน้อง และนั่นเองคือสิ่งที่ทำให้คุณหญิงรัตนาภรณ์มารดาของเขายืนรอรับอยู่ที่ระเบียงมุขด้วยใบหน้าเรียบตึง
"ตาณ... พาใครมาด้วยล่ะนั่น" น้ำเสียงทรงอำนาจแต่แฝงความเยียบเย็นเอ่ยขึ้นทันทีที่ทั้งสองเดินขึ้นบันไดมาถึงร่มเงาของระเบียง ดวงตาคู่คมของท่านกวาดมองลลินตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยสายตาที่วิเคราะห์และประเมินค่าอย่างไม่ปิดบัง
"สวัสดีค่ะท่านคุณหญิง..." ลลินย่อตัวลงทำความเคารพอย่างนอบน้อมตามมารยาทไทยอันงดงามที่เธอฝึกฝนมาอย่างดี รอยยิ้มบางเบาปรากฏบนเรียวปากอิ่มเพื่อแสดงถึงความจริงใจ แม้ในใจจะหวั่นไหวเพียงใดก็ตาม
คุณหญิงรัตนาภรณ์ปรายตามองพิจารณาหญิงสาวตรงหน้าครู่ใหญ่ ก่อนจะแค่นجเสียงในลำคอเบา ๆ "อ๋อ... เลขาฯ คนเก่งของลูกนี่เอง แม่นึกว่าใคร ถึงว่าช่วงนี้งานในบริษัทถึงได้เดินหน้าไปได้ด้วยดี แต่... การเอาเรื่องงานมาปะปนกับเรื่องส่วนตัว พาคนนอกเข้ามาเหยียบเรือนหอของตระกูลเราในวาระสำคัญแบบนี้ มันดูจะไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไหร่กระมังคะ"
คำพูดเชือดเฉือนโดยตรงทำเอาบรรยากาศรอบตัวลดฮวบลงทันที รณกรขมวดคิ้วมุ่น รังสีความเย็นชาแผ่ออกจากร่างสูงใหญ่ของเขาทันที "คุณแม่ครับ ลลินไม่ใช่คนนอก และผมเป็นคนเชิญเธอมาเองในฐานะ... คนสำคัญ"
"ตาณ!" คุณหญิงรัตนาภรณ์เสียงเข้มขึ้น ดวงตาเป็นประกายดุดัน "ลูกก็รู้ว่าเรากำลังคุยเรื่องอะไร เรื่องหนูพิมพา... บุตรสาวท่านรัฐมนตรีที่เพิ่งกลับจากอังกฤษ เธอกำลังรอพบลูกข้างใน นั่งคุยกันมาเป็นชั่วโมงแล้วด้วยซ้ำ แล้วนี่ลูกยังพาผู้หญิงคนอื่นเข้ามาหักหน้าผู้ใหญ่รึไง!"
ลลินรู้สึกเหมือนมีก้อนสะอื้นจุกอยู่ที่ลำคอ คำว่า "ผู้หญิงคนอื่น" กระแทกใจเธอเข้าอย่างจัง เธอขยับตัวเล็กน้อยเพื่อจะถอยหลังออกไปจากสถานการณ์นี้ รณกรสังเกตเห็นอาการนั้นทันที เขากระชับวงแขนที่โอบเอวเธอให้แน่นขึ้น ร่างหนาขยับบังร่างบางไว้ครึ่งหนึ่งราวกับโล่กำบังอันแข็งแกร่ง
"ถ้าแม่หมายถึงคุณพิมพา ผมบอกแม่ชัดเจนตั้งแต่วันก่อนแล้วว่าระหว่างเราไม่มีวันเป็นไปได้ และถ้าการที่ผมพาคนที่ผมรักมาแนะนำให้ครอบครัวรู้จัก ถือเป็นการหักหน้า... ผมก็ต้องขอโทษด้วย แต่ผมคงไม่เปลี่ยนใจ"
คำประกาศกร้าวของรณกรทำเอาคุณหญิงรัตนาภรณ์หน้าชาไปวูบหนึ่ง ท่านสูดหายใจเข้าแรง ๆ ด้วยความโกรธ ทว่าก่อนที่สถานการณ์จะบานปลายไปมากกว่านั้น เสียงทุ้มแหบพร่าแต่ทรงพลังก็ดังขึ้นจากด้านหลังประตูบานใหญ่ที่เปิดอ้าออก
"มีเรื่องอะไรกันเสียงดังไปถึงข้างใน... รณกร แกโตจนเป็นประธานบริษัทแล้ว ยังจะมาเถียงแม่กลางบ้านอีกเรอะ"
ร่างท้วมสง่างามของท่านประธานใหญ่ "เจ้าคุณรณรงค์" ก้าวออกมาจากห้องโถง สายตากวาดมองบุตรชายและหญิงสาวแปลกหน้าด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดา ลลินรีบยกมือไหว้ทำความเคารพผู้อาวุโสสูงสุดของบ้านทันทีด้วยความเคารพอย่างสูงสุด
ท่านเจ้าคุณรณรงค์นิ่งเงียบไปครู่หนึ่งเมื่อรับไหว้ สายตาคมกราบมองลลินด้วยความพินิจพิเคราะห์ยิ่งกว่าภรรยาเสียอีก ก่อนที่มุมปากของชายชราจะกระตุกขึ้นเป็นรอยยิ้มจาง ๆ ที่อ่านไม่ออก
"อืม... หน้าตาตาสبحดี กิริยามารยาทเรียบร้อยสมเป็นกุลสตรี... ไม่แปลกใจเลยที่ตาณมันจะหลงหัวปักหัวปำขนาดนี้" ท่านเจ้าคุณกล่าวเรียบ ๆ ก่อนจะผายมือเชิญให้ทุกคนเข้าไปด้านใน "เข้ามาข้างในเถอะ ยืนตากลมกันอยู่ได้ แขกของเราเขารออยู่ในห้องรับแขกนานแล้ว"
ลลินเดินตามรณกรเข้ามาภายในคฤหาสน์ โอ่อ่าและหรูหราสมฐานะ ทุกมุมตกแต่งด้วยโบราณวัตถุล้ำค่า ทว่าบรรยากาศในห้องรับแขกกลับเย็นยะเยือกยิ่งกว่าเดิม เมื่อร่างระหงในชุดเดรสแบรนด์เนมสีแดงเพลิงหันมาส่งยิ้มหวานหยาดเยิ้มให้รณกร
"พี่ณ... ขาดหายไปไหนมาคะ พิมรอนานจนชาชืดหมดแล้วนะคะเนี่ย" เสียงหวานใสเอ่ยขึ้นพร้อมกับเดินเข้ามาใกล้รณกรอย่างสนิทสนม โดยแทบไม่ชายตามองลลินที่ยืนอยู่เคียงข้างเลยแม้แต่น้อย
รณกรขยับถอยหลังหนึ่งก้าวเพื่อรักษาระยะห่างอย่างชัดเจน ใบหน้าคมคายเรียบสนิทไร้ซึ่งรอยยิ้ม "ผมบอกคุณแล้วนะพิมพา ว่าอย่ารอผม และบ้านหลังนี้ก็ไม่ใช่สถานที่ที่คุณจะมาทำตัวตามสบายได้ขนาดนี้"
พิมพาชะงักไปนิด รอยยิ้มบนใบหน้าสวยเฉี่ยวแข็งค้างชั่วขณะ ก่อนที่ดวงตาคู่สวยจะตวัดมามองลลินด้วยแววตาริษยาอย่างเปิดเผย "อ๋อ... ที่แท้ก็เพราะผู้หญิงคนนี้นี่เองสินะคะ ที่ทำให้พี่ณเปลี่ยนไป... เลขาฯ คนสวยคนนี้คงใช้มารยากลวิธีแพรวพราวมากสินะคะ ถึงได้ปีไต่เต้ามาถึงพื้นที่ส่วนตัวของตระกูลวรกุลกิจได้"
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องรับแขกชั่วขณะ ลลินรู้สึกถึงเลือดที่สูบฉีดขึ้นมาบนใบหน้า เธอไม่ใช่คนยอมคน แต่ด้วยสถานะและสถานที่ เธอจึงเลือกที่จะสูดลมหายใจเข้าลึก รักษารอยยิ้มสุภาพไว้บนใบหน้าอย่างผู้มีชัยเหนือกว่าในเชิงจิตวิทยา
"การเป็นเลขาฯ ที่ดีต้องมีความสามารถรอบด้านค่ะคุณพิมพา..." ลลินเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่มั่นคง ดวงตากลมโตสบตาสาวไฮโซอย่างไม่เกรงกลัว "และที่สำคัญ... ต้องรู้ว่าเวลาไหนควรทำหน้าที่อะไร และเวลาไหนควรมีมารยาทเคารพเจ้าของบ้านตัวจริง ไม่ใช่ทำตัวเป็นเจ้าข้าวเจ้าของในบ้านที่เขาไม่ได้ต้อนรับ"
"เธอ!" พิมพากรีดเสียงร้องออกมาด้วยความโกรธจัด หน้าตาบิดเบี้ยวด้วยความเสียหน้า "กล้าดียังไงมาว่าฉัน!"
คุณหญิงรัตนาภรณ์ตบโต๊ะเสียงดังลั่น "พอได้แล้วทั้งคู่! เสียมารยาทกันหมด!" ท่านหันมาจ้องลลินด้วยความไม่พอใจ "เธอเป็นแค่ลูกจ้าง อย่าสามหามมาพูดจาต่อปากต่อคำกับแขกของฉันนะลลิน!"
รณกรก้าวเข้ามาขวางหน้าลลินทันที รังสีอำมหิตแผ่ออกจากร่างสูงจนทุกคนในห้องต้องเงียบกริบ "พอครับแม่! ถ้าคุณแม่ยังไม่ให้เกียรติคนที่ผมรัก ผมก็จะพาเธอกลับเดี๋ยวนี้!"
มือเรียวเล็กของลลินเอื้อมไปแตะที่ชายเสื้อสูทของรณกรเบา ๆ เป็นเชิงห้ามปราม เธอเงยหน้าขึ้นสบตาเขา ส่งสายตาที่บอกว่าเธอรับมือได้ และไม่อยากให้เขาต้องแตกหักกับมารดาเพราะเธอ
รณกรสูดหายใจเข้าลึกเพื่อระงับอารมณ์ เขากุมมือเธอไว้แน่น ถ่ายทอดความอบอุ่นและความมั่นใจให้แก่กันและกัน ท่ามกลางสายตาไม่พอใจของคุณหญิงรัตนาภรณ์และสายตาแค้นเคืองของพิมพา
ทว่า... ในวินาทีที่ความตึงเครียดพุ่งสูงจนถึงขีดสุดนั้นเอง ประตูห้องรับแขกด้านหลังก็เปิดผางออกโดยพ่อบ้านประจำตระกูล พร้อมกับร่างของชายวัยกลางคนในชุดสูทภูมิฐานที่ก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก
"คุณท่านครับ! คุณหญิงครับ! เกิดเรื่องใหญ่แล้วครับ!" พ่อบ้านหอบหายใจแรง ใบหน้าซีดเผือก "ตอนนี้หุ้นของบริษัทเราในตลาดหลักทรัพย์กำลังร่วงกวดยกแผง... และ... และมีข่าวฉาวหลุดออกมาว่าทางบริษัทกำลังจะถูกฟ้องร้องเรื่องคดีทุจริตโครงการใหญ่ โดยมี... มีหลักฐานมัดตัวคุณรณกรส่งตรงถึงสำนักข่าวทุกสำนักแล้วครับ!"
รณกรหน้าถอดสีทันที ดวงตาคมกริบเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกใจ ลลินหันขวับมองชายหนุ่มข้างกายทันที หัวใจหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่มเมื่อตระหนักได้ทันทีว่า... นี่ไม่ใช่ความบังเอิญ แต่เป็นแผนการลอบกัดที่รอจังหวะเวลาพقติกรรมของตระกูลให้พินาศลงในพริบตา!
***
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุน "พันธะรักละอองดาว" มาจนถึงบทนี้นะคะ ละอองดาวเดือนเก้าซาบซึ้งใจเสมอค่ะ
พันธะรักละอองดาว•ตอนที่ 47
ครอบครัวของรณกร
ผลงานโดย ละอองดาวเดือนเก้า
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ละอองดาวเดือนเก้า)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พันธะรักละอองดาว นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!