เสียงเคาะประตูกระจกฝ้าสามครั้งด้วยจังหวะที่ร้อนรนจนเกินงาม ทำลายความเงียบงันภายในห้องทำงานส่วนตัวของประธานกรรมการบริหารลงอย่างไม่ไบ่เบี้ย
"เข้ามา"
สุ้มเสียงทุ้มต่ำติดจะเยียบเย็นนิดๆ ของรณกรเอ่ยอนุญาตโดยที่ดวงตาคมกริบยังไม่ละจากกราฟแท่งแสดงผลประกอบการไตรมาสล่าสุดบนจอไอפاد แววตาของเขาฉายแววครุ่นคิดอย่างจริงจัง ก่อนที่บานประตูจะถูกผลักเปิดออกเผยให้เห็นร่างเพรียวบางของลลิน—เลขานุการสาวที่ปกติมักจะรักษาท่าทีสงบเยือกเย็นไว้ได้เสมอ ทว่าเวลานี้ เธอกลับยืนหอบหายใจน้อยๆ เม้มริมฝีปากอิ่มสีระเรื่อจนเป็นเส้นตรง ดวงตากลมโตคู่นั้นเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกที่พยายามสะกดกลั้นไว้อย่างสุดความสามารถ
"ท่านประธานคะ... เกิดเรื่องใหญ่แล้วค่ะ!" ลลินสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อควบคุมน้ำเสียงให้มั่นคงที่สุด แม้ปลายนิ้วที่ประสานกันไว้หน้ากระโปรงทรงสอบจะสั่นเทาเล็กน้อย "คุณแม่ของคุณ... ปรากฏตัวอยู่ที่ล็อบบี้ชั้นล่าง พร้อมกับ... กับผู้หญิงแปลกหน้าอีกคนที่อ้างว่าเป็นคู่หมั้นที่คุณพ่อจัดการไว้ให้ค่ะ!"
คำพูดประโยคสุดท้ายหลุดพ้นจากริมฝีปากของเธอราวกับก้อนหินที่ถูกทุ่มลงบนผิวน้ำนิ่งสนิท แรงกระแทกนั้นมากพอที่จะทำให้รณกรเงยหน้าขึ้นขวับ ดวงตาคมเข้มดุจพญาอินทรีหรี่แคบลงทันที บรรยากาศรอบตัวชายหนุ่มลดอุณหภูมิลงฮวบฮาบจนลลินสัมผัสได้ถึงความอึดอัดที่แผ่ซ่านออกมา รณกรไม่ได้แสดงอาการตกใจอย่างที่ควรจะเป็น มีเพียงสันกรามที่ขบเข้าหากันจนนูนเด่น และกล้ามเนื้อลำคอที่ไหววูบตามแรงอารมณ์ที่ถูกกดทับไว้
"ว่ายังไงนะ..." เสียงของเขาต่ำลึก รอดไรฟันออกมาทีละคำอย่างไม่สบอารมณ์ "คุณแม่เนี่ยนะ... ลงทุนเดินทางมาจากต่างจังหวัดด้วยตัวเอง เพียงเพื่อจะยัดเยียดผู้หญิงคนอื่นให้ผมอีกแล้วงั้นเหรอ"
รณกรผุดลุกขึ้นเต็มความสูง ร่างสูงสง่าในชุดสูททักซิโด้เนื้อดีไร้ที่ติเดินอ้อมโต๊ะทำงานตัวใหญ่มาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าเลขาสาว ระยะห่างที่ลดลงทำให้กลิ่นกายหอมสะอาดผสมผสานกับน้ำหอมผู้ชายกลิ่นวู้ดดี้อ่อนๆ ลอยเข้าแตะจมูกลลิน หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้ ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นเพราะความห่วงใยและเห็นอกเห็นใจผู้ชายตรงหน้าอย่างลึกซึ้ง เธารู้ดีว่าบาดแผลในวัยเด็กของรณกรที่ถูกครอบครัวบงการชีวิตมาตลอดนั้นยังคงเจ็บปวดเพียงใด
"ท่านประธานใจเย็นๆ ก่อนนะคะ..." ลลินเอื้อมมือเรียวไปแตะที่แขนเสื้อสูทของเขาแผ่วเบา สัมผัสอุ่นซ่านผ่านเนื้อผ้าส่งผ่านความห่วงหาอาทรไปถึงหัวใจที่กำลังร้อนรุ่มของเขาโดยไม่รู้ตัว "ตอนนี้แขกผู้ใหญ่กำลังรออยู่ที่ห้องรับรองรับแขกชั้นวีไอพีค่ะ การลงไปเผชิญหน้าด้วยอารมณ์ตอนนี้อาจจะทำให้สถานการณ์แย่ลงนะคะ... ให้ฉันจัดการเจรจาเบื้องต้นให้ก่อนดีไหมคะ?"
รณกรก้มมองมือเรียวที่วางอยู่บนแขนของเขา ก่อนจะเงยขึ้นสบตาคู่สวยที่มีแต่ความจริงใจและห่วงใยฉายชัดอยู่ภายในนั้น ความเกรี้ยวกราดที่คุโชนอยู่ในอกเมื่อครู่ราวกับถูกละอองน้ำเย็นๆ ชโลมจนสงบลง มือหนาเอื้อมขึ้นทาบทับลงบนหลังมือของเธอ แผ่วเบาแต่เต็มไปด้วยความหนักแน่นที่มักจะทำให้ลลินรู้สึกอุ่นใจทุกครั้ง
"ไม่ต้องหلลิน..." รณกรทอดถอนหายใจยาวออกมาเฮือกใหญ่ แววตาที่มองเธอนั้นอ่อนแสงลงอย่างเห็นได้ชัด "เรื่องนี้... ผมต้องเผชิญหน้าด้วยตัวเอง ในเมื่อพวกท่านเลือกที่จะเดินเข้ามาในอาณาจักรของผม ผมก็ต้องเป็นคนต้อนรับพวกท่านให้สมเกียรติเอง... แต่คุณต้องไปกับผมนะ ลลิน"
ลลินชะงักไปนิด ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ "เอ๊ะ? ให้ฉัน... ไปด้วยเหรอคะ?"
"ใช่ค่ะ" รณกรตอบรับเสียงเรียบ แต่สายตากลับคมปลาบและจริงจัง "ผมไม่อยากอยู่ตามลำพังกับคนพวกนั้น และที่สำคัญ... ผมอยากให้คุณอยู่เคียงข้างผม ในฐานะคนที่ผมไว้วางใจที่สุด"
คำว่า *"คนที่ไว้วางใจที่สุด"* ทำเอาหัวใจของเลขาสาวกระตุกวูบ ไอร้อนผ่าววิ่งขึ้นมาแตะพวงแก้มเนียนอย่างห้ามไม่อยู่ แม้สถานการณ์รอบตัวจะตึงเครียดเพียงใด แต่ถ้อยคำและสัมผัสอบอุ่นจากชายหนุ่มก็ยังคงมีอานุภาพมากพอที่จะทำให้โลกทั้งใบของเธอกลายเป็นสีชมพูขึ้นมาได้ชั่วขณะ ลลินพยักหน้ารับช้าๆ สูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ เพื่อดึงความมั่นใจทั้งหมดกลับคืนมา ก่อนจะคลี่ยิ้มบางเบาที่เปี่ยมไปด้วยพลังบวก
"ค่ะ... ถ้าท่านประธานต้องการ ฉันจะยืนหยัดเคียงข้างคุณเองค่ะ"
ลิฟต์ส่วนตัวเคลื่อนตัวพาลัดเลาะลงมาสู่ชั้นรับรองแขกพิเศษอย่างเงียบเชียบและรวดเร็ว ทันทีที่ประตูลิฟต์เปิดออก เสียงพูดคุยเจื้อยแจ้วและเสียงหัวเราะแหลมสูงของผู้หญิงแปลกหน้าก็ดังลอดเข้ามาในโสตประสาท บรรยากาศภายในห้องรับรองตลบอบอวลไปด้วยกลิ่นน้ำหอมราคาแพงที่ฉุนจัดจนน่าเวียนหัว
ร่างของหญิงสูงวัยสง่างามในชุดผ้าไหมไทยสีน้ำเงินเข้มกำลังนั่งไขว่ห้างอยู่บนโซฟากำมะหยี่สีครีม ข้างกายเธอมียหญิงสาวหน้าตาสะสวย วัยไล่เลี่ยกับลลิน สวมชุดเดรสแฟชั่นจากปารีส ใบหน้าประดับรอยยิ้มเย่อหยิ่งและมั่นอกมั่นใจ ทันทีที่บานประตูเปิดออก ทั้งคู่ก็หันมามองเป็นตาเดียว
"รณกร! ลูกชายแม่!" คุณหญิงรัตนาวลี—มารดาบังเกิดเกล้าของประธานหนุ่ม เอ่ยทักขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงไว้ด้วยอำนาจเบ็ดเสร็จ "ในที่สุดก็ยอมลงมาพบแม่เสียทีนะ นึกว่ามัวแต่ยุ่งอยู่กับการบริหารบริษัทจนลืมแม้กระทั่งหน้าแม่ตัวเองเสียอีก"
รณกรก้าวเดินเข้าไปด้วยท่าทีองอาจและเยือกเย็น โดยมีลลินเดินตามหลังมาติดๆ ในระยะห่างที่เหมาะสม ร่างสูงหยุดยืนอยู่เบื้องหน้ามารดา ใบหน้าคมคายไร้ซึ่งรอยยิ้มใดๆ มีเพียงความว่างเปล่าที่ยากจะคาดเดาความรู้สึก
"คุณแม่เดินทางมาไกล น่าจะบอกผมล่วงหน้าสักนิดจะได้จัดเตรียมที่พักให้สมเกียรติครับ" รณกรเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงสุภาพตามมารยาท แต่ห่างเหินและเย็นชาจนคนฟังต้องนิ่วหน้า
"ถ้าบอกล่วงหน้า ลูกก็คงหาข้ออ้างบ่ายเบี่ยงอีกน่ะสิ รณกร" คุณหญิงรัตนาวลีปรายตามองบุตรชายด้วยความไม่พอใจ ก่อนที่สายตาคมกริบจะเลื่อนผ่านไหล่กว้างไปหยุดอยู่ที่ร่างของลลินที่ยืนสงبเสงี่ยมอยู่ด้านหลัง รอยยิ้มเยาะหยันผุดขึ้นที่มุมปากของท่านทันที "อ้อ... แล้วก็นี่สินะ เลขานุการคนสนิทที่เขาพูดถึงกันหนาหู ทำไมรึ... เดี๋ยวนี้หน้าที่เลขาต้องตามประกบเจ้านายแจแม้กระทั่งเวลารับแขกผู้ใหญ่ด้วยงั้นเหรอ? ไร้กาลเทศะเสียจริง"
คำพูดเสียดสีนั้นคมกริบราวน้ำแข็งปักลงกลางใจ ลลินสะดุ้งน้อยๆ รู้สึกร้อนผ่าวที่ใบหน้าด้วยความอัปยศอดสู แต่เธอก็ยังคงรักษารอยยิ้มสุภาพและก้มศีรษะลงเล็กน้อยอย่างนอบน้อมตามวิสัยทัศน์ของมืออาชีพ
แต่ก่อนที่ลลินจะได้เอ่ยปากชี้แจงอะไร รณกรก็ก้าวเข้ามาขวางหน้าเธอไว้ครึ่งก้าว ร่างสูงใหญ่แผ่รังสีความน่าเกรงขามออกมาปกป้องเลขาสาวอย่างชัดเจน ดวงตาคมกริบมองมารดาด้วยแววตาที่แข็งกร้าวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
"อย่าลามปามคนของผมครับ คุณแม่" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นเฉียบขาด "ลลินทำหน้าที่ของเธออย่างสมบูรณ์แบบแล้ว และคนที่ไม่มีมารยาทในเวลานี้... น่าจะเป็นคนที่บุกรุกเข้ามาโดยไม่ได้รับเชิญมากกว่านะครับ"
"รณกร!" คุณหญิงรัตนาวลีอุทานออกมาด้วยความตกใจและโกรธจัด ไม่คิดว่าบุตรชายจะกล้าต่อปากต่อคำนางต่อหน้าคนนอกเช่นนี้ "แกกล้าขึ้นเสียงใส่แม่เพื่อผู้หญิงคนนี้งั้นเรอะ! แกอย่าลืมนะว่าแกเป็นลูกใคร!"
"ผมไม่เคยลืมครับ... แต่ผมก็ไม่เคยลืมเหมือนกันว่าชีวิตนี้เป็นของใคร" รณกรสวนกลับทันควัน น้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบคมราวน้ำแข็งขั้วโลก "แล้วไหนล่ะครับ... คนที่แม่บอกว่าเป็นคู่หมั้นที่พ่อจัดหาไว้ให้?"
เมื่อถูกเปลี่ยนประเด็น หญิงสาวในชุดเดรสปารีสที่นั่งเงียบมานานก็รีบผุดลุกขึ้นยืนด้วยท่าทีชดช้อย เธอส่งยิ้มหวานหยาดเยิ้มมาให้รณกร ดวงตาพราวระยับเต็มไปด้วยความคาดหวัง
"สวัสดีค่ะพี่รณกร... นิ่มเองค่ะ จำนิ่มไม่ได้แล้วเหรอคะ เด็กผู้หญิงที่เคยวิ่งเล่นสวนหลังบ้านคุณอาเมื่อสิบปีก่อนไงคะ" หญิงสาวแนะนำตัวด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน นิ่มนวล และจงใจส่งสายตาเย้ายวนมาให้ชายหนุ่ม "คุณพ่อกับคุณป้าตกลงกันเรียบร้อยแล้วนะคะเรื่องงานแต่งของเรา สัปดาห์หน้าเราจะเริ่มนัดคุยรายละเอียดกันเลยดีไหมคะ?"
บรรยากาศภายในห้องเงียบงันลงทันที ลลินกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว หัวใจดวงน้อยบีบรัดเข้าหากันอย่างเจ็บแปลบแปลกๆ ความรู้สึกหน่วงๆ ตีตื้นขึ้นมาในอกเมื่อได้ยินเรื่องการคลุมถุงชนและงานแต่งงานที่ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้า เธอแอบช้อนตามองเสี้ยวหน้าด้านข้างของรณกรอย่างหวั่นวิตก รอดูปฏิกิริยาของเขาอย่างใจจดใจจ่อ
รณกรนิ่งเงียบไปอึดใจใหญ่ ดวงตาคมกริบกวาดตามองหญิงสาวตรงหัวจรดเท้าด้วยความรู้สึกเวทนาปนรำคาญใจอย่างที่สุด เขาสูดลมหายใจเข้าลึก ก้าวเข้าไปใกล้โต๊ะกระจกตัวเตี้ย ก่อนจะหยิบเอกสารสัญญาฉบับหนึ่งขึ้นมาถือไว้ในมือ
"คุณนิ่ม... หรือใครก็ตามที่ส่งคุณมา" รณกรเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ รอยยิ้มเยาะหยันที่มุมปากทำให้ผู้ฟังถึงกับหนาวเยือก "ช่วยกรุณากลับไปบอกคนที่บ้านด้วยนะครับว่า... ยุคสมัยของการคลุมถุงชนเพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจมันตายไปนานแล้ว"
"รณกร! แกจะมากเกินไปแล้วนะ!" คุณหญิงรัตนาวลีตบโต๊ะเสียงดังลั่นห้องด้วยความโกรธเกรี้ยว "นิ่มเป็นถึงลูกสาวท่านอภิชาต นักธุรกิจแถวหน้า การแต่งงานครั้งนี้จะทำให้บริษัทของเรายิ่งใหญ่ไร้เทียมทาน แกไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ!"
"ผมมีสิทธิ์เต็มที่ครับ... เพราะบริษัทนี้ผมสร้างมันขึ้นมาด้วยหยาดเหงื่อของตัวเอง ไม่ใช่เพราะบุญเก่าของใคร" รณกรหันไปสบตากับมารดาอย่างไร้ความเกรงกลัว ก่อนจะหันมามองลลินที่ยืนอยู่ด้านหลัง แววตาที่แข็งกร้าวเมื่อครู่อ่อนแสงลงทันทีจนกลายเป็นความอบอุ่นล้ำลึกที่ทำเอาคนมองใจสั่น
มือหนาเอื้อมไปคว้ามือเรียวของลลินมากุมไว้แนบแน่นต่อหน้าต่อตาแขกผู้ใหญ่ทั้งสองคน ลลินสะดุ้งสุดตัวด้วยความตกใจ เบิกตากว้างมองเขาอย่างไม่เชื่อสายตา แต่แรงบีบกระชับที่มั่นคงและอบอุ่นนั้นส่งสัญญาณบอกเธอว่าเขาไม่ได้กำลังล้อเล่น
"และที่สำคัญที่สุด..." รณกรเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงก้องกังวาน ชัดเจนทุกถ้อยคำจนไม่มีใครกล้าขัดจังหวะ "ผมมีผู้หญิงที่ผมรักและต้องการใช้ชีวิตด้วยอยู่แล้ว... เธอคือคนเดียวที่ผมจะแต่งงานด้วย"
ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมห้องรับรองอีกครั้ง ท่ามกลางความตกตะลึงพรึงเพริดของมารดาและคู่หมั้นกำมะหยี่ ลลินรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบหยุดหมุน หัวใจเต้นโครมครามจนแทบกระเด็นออกมานอกอก ความสุขเอ่อล้นจนขอบตาร้อนผ่าว รณกรหันมามองเธอนิ่งนาน สายตานั้นสื่อความหมายลึกซึ้งเกินกว่าคำพูดใดๆ
ทว่า... ความสุขชั่วคราวอันงดงามนี้กลับถูกกระชากให้ขาดวิ่นลงในเสี้ยววินาทีต่อมา เมื่อเสียงโทรศัพท์มือถือส่วนตัวของลลินที่อยู่ในกระเป๋าถือสั่นครืดคราดขึ้นทำลายความเงียบ เลขาสาวขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจก่อนจะหยิบขึ้นมาดูหน้าจอ ปลายนิ้วเรียวเย็นเฉียบลงทันทีเมื่อเห็นเบอร์โทรเข้าและข้อความแจ้งเตือนสั้นๆ ที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอ...
**[เบอร์แปลกจากต่างประเทศ: "คุณกำลังถูกหลอก... รณกรไม่ได้รักคุณอย่างที่คิด ความจริงทั้งหมดเกี่ยวกับบริษัทกำลังจะพังทลายในอีก 3... 2... 1..."]**
---
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุน "พันธะรักละอองดาว" มาจนถึงบทนี้ด้วยนะคะ ละอองดาวเดือนเก้าซาบซึ้งใจเสมอค่ะ
พันธะรักละอองดาว•ตอนที่ 46
ความสุขชั่วคราว
ผลงานโดย ละอองดาวเดือนเก้า
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ละอองดาวเดือนเก้า)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พันธะรักละอองดาว นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!