“ฉันไม่ได้ขอให้เธอมาจัดการชีวิตฉัน แต่ฉันแค่หวังว่าเธอจะเคารพการตัดสินใจของครอบครัวฉันบ้าง... พาย”
เสียงของหญิงวัยกลางคนที่ฟังดูเย็นชาและเปี่ยมไปด้วยอำนาจยังคงก้องอยู่ในหูของริน แม้เจ้าของเสียงจะเดินลับตาไปนานแล้วก็ตาม รินยืนแข็งทื่ออยู่หลังชั้นหนังสือหมวดวรรณกรรมคลาสสิก มือเรียวบางที่เผลอวางทาบบนสันปกหนังสือเก่าคร่ำคร่าสั่นน้อยๆ กลิ่นกระดาษเก่าที่เป็นดั่งลมหายใจของเธอในยามนี้กลับให้ความรู้สึกแห้งผากราวกับกำลังจะถูกเผาไหม้
พายนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ตัวเก่ากลางร้าน แผ่นหลังที่มักจะดูบอบบางอยู่แล้วในสายตาริน บัดนี้กลับดูลีบเล็กและสั่นสะท้านอย่างน่าใจหาย พายก้มหน้ามองมือตัวเองที่กำแน่นจนปลายนิ้วเปลี่ยนเป็นสีขาวโพลน ราวกับกำลังพยายามยึดเหนี่ยวเศษเสี้ยวสุดท้ายของอิสรภาพเอาไว้ไม่ให้หลุดลอยไป
“คุณแม่พูดถูกค่ะริน...” พายเอ่ยขึ้นมาเบาๆ โดยไม่เงยหน้าขึ้นมอง “ที่นี่ไม่ใช่ที่ของพายตั้งแต่แรก พายแค่หลงทาง... หลงมาอยู่ในที่ที่มันอุ่นเกินไป จนลืมไปว่าโลกข้างนอกนั่นมันหนาวแค่ไหน”
รินก้าวเท้าออกมาจากเงามืดของชั้นหนังสือ เสียงรองเท้าแตะหนังนิ่มๆ กระทบพื้นไม้เบาหวิว แต่มันกลับดังก้องในความเงียบงันที่แสนอึดอัดนี้ เธอทรุดตัวลงคุกเข่าต่อหน้าพาย เอื้อมมือไปกุมมือที่เย็นเฉียบนั้นไว้
“ ‘หลงทาง’ งั้นเหรอคะพาย?” รินถาม เสียงของเธอราบเรียบ หากแต่ทว่าซ่อนความร้าวรานเอาไว้จนมิด “ตลอดเวลาที่ผ่านมา... ที่พายบอกว่าวาดรูปนี้เพื่อฉัน ที่พายบอกว่าอยากอยู่ที่นี่เพื่ออ่านหนังสือที่ยังอ่านไม่จบพวกนี้ ทั้งหมดนั่นมันคือการหลงทางจริงๆ หรือคะ หรือว่าเป็นเพียงเพราะพายไม่กล้าที่จะเผชิญหน้ากับ ‘กรงทอง’ ของที่บ้าน”
พายเงยหน้าขึ้น แววตาที่เคยสดใสยามพูดถึงงานศิลปะบัดนี้หม่นแสงลงราวกับภาพวาดสีน้ำที่ถูกน้ำตาหยดลงใส่จนสีละลายหายไป “มันไม่ใช่กรงทองหรอกค่ะริน มันคือโซ่ตรวนที่มองไม่เห็น มันหนักจนพาย... จนพายหายใจไม่ออกอีกแล้ว ถ้าพายไม่กลับไป พายจะกลายเป็นคนเนรคุณ ถ้าพายเลือกความรัก... พายก็จะเสียทุกอย่างที่เป็นตัวพายเอง”
“แล้วพายคิดว่า ถ้าพายเลือกกลับไป พายจะยังเหลือตัวตนอยู่ไหม?” รินสวนกลับ น้ำเสียงของเธอเริ่มสั่นเครือ “พายจำประโยคนั้นได้ไหม... ‘ถ้าเธอเปิดประตูนั้น รอยกุหลาบของเธอ จะไม่มีวันจางหายไปอีกเลยตลอดกาล’ พายกำลังจะเปิดประตูนั้นใช่ไหมคะ พายกำลังจะเลือกการมีชีวิตอยู่ตามคำสั่งของพวกเขา แล้วทิ้งหัวใจของตัวเองไว้ที่นี่... ทิ้งให้ฉันเป็นเพียงคนแปลกหน้าที่เคยเดินผ่านกัน”
ความเงียบเข้าปกคลุมร้านหนังสือปลายซอยอีกครั้ง เสียงเครื่องปรับอากาศตัวเก่าที่ส่งเสียงครางเบาๆ กลับกลายเป็นเสียงรบกวนที่บาดลึกในความรู้สึก ทั้งสองสบตากันเนิ่นนาน รินเห็นความเจ็บปวดที่พายพยายามซ่อนไว้ และพายเองก็เห็นความแตกสลายที่รินพยายามประคับประคอง
“พายไม่มีทางเลือกค่ะริน” พายกระซิบ เสียงสะอื้นหลุดออกมาจากลำคอ “พวกเขาส่งคนมาเฝ้าพายแล้ว... ถ้าคืนนี้พายไม่เดินออกไปกับพวกเขา พวกเขาจะทำลายทุกอย่างที่ร้านนี้มี ทั้งหนังสือ ทั้งชื่อเสียงของร้าน... และตัวรินเอง พายยอมให้พายแตกสลาย แต่พายจะไม่มีวันยอมให้โลกของรินพังทลายเพียงเพราะความเห็นแก่ตัวของพาย”
รินนิ่งงันไป ราวกับถูกกระชากวิญญาณ คำว่า ‘ทำลาย’ ของพายไม่ใช่เรื่องล้อเล่น ครอบครัวของพายมีอิทธิพลเกินกว่าที่หญิงสาวเจ้าของร้านหนังสือเล็กๆ อย่างเธอจะต่อกรได้ แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ทำให้รินเจ็บปวดที่สุด สิ่งที่บาดลึกที่สุดคือการที่พายเลือกที่จะเสียสละตัวเองโดยไม่ยอมแบ่งเบาความทุกข์กับเธอเลย
“พายคิดว่าฉันจะยอมงั้นเหรอคะ?” รินลุกขึ้นยืนเต็มความสูง น้ำตาเม็ดใสกลิ้งไหลลงมาตามแก้ม “พายคิดว่าร้านหนังสือร้านนี้มันสำคัญกว่าหัวใจของพายหรือไง? ต่อให้ที่นี่ถูกเผาให้เป็นเถ้าถ่าน ต่อให้หนังสือทุกเล่มเหลือเพียงเศษกระดาษ... ถ้ามันแลกกับการที่พายไม่ต้องไปเป็นหุ่นเชิดของใคร ฉันก็จะยอมค่ะ”
พายลุกขึ้นพรวดพราด เธอคว้าข้อมือรินไว้แน่น แรงบีบนั้นสะท้อนถึงความโกลาหลในใจ “รินอย่าพูดแบบนั้น! รินไม่รู้อะไรเลย... รินไม่รู้ว่าพวกเขาโหดร้ายแค่ไหน! รินมีแค่ร้านหนังสือเล่มนี้ แต่พาย... พายมีรินเป็นที่พึ่งพิงสุดท้าย ถ้าพายต้องเลือก พายขอเลือกให้รินปลอดภัย แม้จะต้องแลกด้วยชีวิตที่ตายไปแล้วทั้งเป็นของพายเอง!”
ท่ามกลางบรรยากาศที่ตึงเครียดจนแทบหายใจไม่ออก เสียงเคาะประตูหน้าร้านก็ดังขึ้น... *ก๊อก ก๊อก ก๊อก*
จังหวะการเคาะนั้นหนักแน่น มั่นคง และเปี่ยมไปด้วยอำนาจที่ทำให้ทั้งคู่หยุดชะงัก รินมองไปที่บานประตูกระจกที่เริ่มมืดลงตามเวลาของวัน เธอเห็นเงาร่างของชายชุดดำสองคนยืนนิ่งอยู่หน้าทางเข้า พร้อมกับรถยนต์คันหรูที่จอดแช่อยู่กลางซอยแคบๆ จนไฟหน้ารถส่องผ่านหน้าต่างร้านเข้ามาเป็นลำแสงสีขาวจัด
พายปล่อยมือจากริน ร่างกายของเธอสั่นเทาเหมือนใบไม้ที่ใกล้จะหลุดร่วง “พวกเขามาแล้วค่ะ... ริน”
รินก้าวเข้าไปขวางหน้าพายไว้โดยสัญชาตญาณ ดวงตาของเธอจ้องเขม็งไปที่บานประตู แต่ในวินาทีที่ชายชุดดำคนหนึ่งเอื้อมมือแตะที่ลูกบิดประตู รินก็เหลือบไปเห็นบางอย่างที่วางอยู่บนโต๊ะทำงานของเธอ... เป็นจดหมายฉบับหนึ่งที่วางทับอยู่บนสมุดบันทึกเล่มหนาของพาย ซึ่งตราประทับบนซองจดหมายนั้นไม่ใช่ตราของครอบครัวพาย แต่มันคือตราประทับของ ‘สำนักพิมพ์เงา’ ที่เคยส่งจดหมายข่มขู่เธอเมื่อปีก่อน
ทันใดนั้น เสียงโทรศัพท์มือถือของรินก็ดังขึ้นในความเงียบ รินหยิบขึ้นมาดูด้วยมือที่สั่นเทา หน้าจอแสดงชื่อผู้โทรเข้าที่ทำให้หัวใจของเธอหยุดเต้นไปชั่วขณะ...
มันคือชื่อของคนที่ควรจะเสียชีวิตไปแล้วในอุบัติเหตุเมื่อห้าปีก่อน... คนที่เป็นคนเดียวในโลกที่รู้ความลับเกี่ยวกับ ‘รอยกุหลาบ’ และทำไมครอบครัวของพายถึงยอมทำทุกอย่างเพื่อตามหา ‘หนังสือต้องห้าม’ เล่มที่ซ่อนอยู่ในร้านนี้มาตลอดสิบปี!
“ริน... รับสายสิคะ” พายกระซิบด้วยน้ำเสียงสั่นพร่าขณะก้าวถอยหลังไปพิงชั้นหนังสือ “นั่นไม่ใช่พ่อแม่ของพาย... แต่เป็นคนที่ฆ่าครอบครัวของรินเมื่อห้าปีก่อน!”
“ชากุหลาบอุ่นๆ” หวังว่าบทนี้จะทำให้รี้ดเดอร์ใจเต้นแรงไปกับชะตากรรมของรินและพายนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
กลิ่นกระดาษและไออุ่นในร้านหนังสือปลายซอย•ตอนที่ 34
ความจริงที่ปรากฏ
ผลงานโดย ชากุหลาบอุ่นๆ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชากุหลาบอุ่นๆ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กลิ่นกระดาษและไออุ่นในร้านหนังสือปลายซอย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!