เสน่หาอาคมเงาจันทร์•ตอนที่ 5

ความลับในป่าต้องห้าม

ผลงานโดย ภาคินทร์เที่ยงคืน
รสสัมผัสจากริมฝีปากของอลิสแตร์ไม่ได้เย็นเยียบดั่งแวมไพร์ทั่วไป แต่มันกลับร้อนผ่าวและอบอวลด้วยกลิ่นอายของไม้สนและเลือดที่เข้มข้น ความหิวกระหายที่อธิบายไม่ได้พุ่งพล่านอยู่ในกระแสเลือดของเอลาร่า เธอไม่ได้จูบเขาเพราะความเสน่หา หากแต่เป็นแรงขับเคลื่อนสัญชาตญาณดิบที่สั่นคลอนจิตวิญญาณของเธอจนแทบแตกสลาย อลิสแตร์หยุดชะงัก ฝ่ามือหนาที่เคยเย็นชาบัดนี้กำเข้าที่ต้นแขนของเธอแน่นจนขึ้นรอยนิ้ว เขาผลักเธอออกเพียงเล็กน้อย ทว่าสายตาที่จ้องมองกลับเต็มไปด้วยความหวาดหวั่นที่เขาไม่เคยเปิดเผยให้ใครเห็น "เจ้ากำลังทำอะไร... เอลาร่า" เสียงของเขาทุ้มต่ำและสั่นพร่า "เจ้ากำลังปลุกสิ่งที่หลับใหลอยู่ให้ตื่นขึ้นมา" เอลาร่าไม่ตอบ ดวงตาของเธอยังคงทอประกายสีเงินวาวโรจน์ราวกับดวงจันทร์ที่ถูกกักขังอยู่ในม่านตา เธอหายใจหอบถี่ ก่อนจะสะบัดตัวหลุดจากพันธนาการของราชาแวมไพร์แล้วพุ่งตัวออกไปจากห้องโถงกว้างสู่ความมืดมิดของรัตติกาลเบื้องนอกราวกับลูกธนูที่ถูกยิงออกจากคันศร เธอไม่รู้ว่าเธอวิ่งมาไกลเท่าไหร่ รู้เพียงว่ากลิ่นของพงไพรที่เคยคุ้นเคยบัดนี้กลับเปลี่ยนไป มันเต็มไปด้วยกลิ่นคาวเลือดจางๆ และไอของพลังงานที่น่าเกรงขาม "ป่าต้องห้าม" ที่ใครต่อใครต่างหวาดกลัว กลับกลายเป็นสถานที่เดียวที่เรียกหาเธอ ราวกับเสียงกระซิบจากบรรพบุรุษที่ตายไปนานแล้ว เอลาร่าทรุดตัวลงพิงโคนต้นไม้ใหญ่ที่เปลือกมีรอยขีดข่วนราวกับถูกกรงเล็บขนาดมหึมาขูดขีด ความเจ็บปวดแล่นริ้วไปทั่วข้อมือที่รอยแผลเป็นสีเงินนั้นกำลังเรืองแสงสว่างวาบขึ้นเรื่อยๆ จนผืนป่ารอบข้างสั่นสะเทือน *อ๊ากกก...* เสียงคำรามต่ำในลำคอที่หลุดออกมาไม่ใช่เสียงของมนุษย์ กระดูกทั่วร่างของเธอเริ่มลั่นเปรี๊ยะราวกับจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ เพื่อสร้างใหม่ ความร้อนดุจลาวาไหลวนอยู่ในเส้นเลือด ผิวพรรณที่เคยเนียนละเอียดบัดนี้รู้สึกคันยิบ ราวกับมีขนอ่อนๆ กำลังงอกเงยขึ้นมาใต้ชั้นผิวหนัง "ไม่... หยุดนะ" เอลาร่ากอดตัวเองไว้แน่น เล็บมือจิกเข้าที่เนื้อแขนจนเลือดซึมออกมา กลิ่นเลือดที่คละคลุ้งในอากาศยิ่งกระตุ้นให้สัญชาตญาณในตัวเธอเดือดพล่านขึ้นเป็นทวีคูณ ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าที่หนักแน่นและเชื่องช้าก็ดังขึ้นจากเงามืดเบื้องหน้า "ในที่สุด... กลิ่นอายที่ข้าตามหามาตลอดร้อยปี" เงาร่างสูงใหญ่ของชายคนหนึ่งก้าวออกมาจากหลังพุ่มไม้ เขาคือคาร์ลอส ผู้นำฝูงหมาป่าที่แววตาเต็มไปด้วยความทะเยอทะยานและเหยียดหยาม เขาไม่ได้มองเอลาร่าด้วยสายตาของศัตรู แต่มองราวกับเธอกลายเป็นสมบัติล้ำค่าที่เขาเตรียมจะช่วงชิง "เจ้าไม่ใช่แวมไพร์... และเจ้าก็ไม่ใช่หมาป่าธรรมดาที่ฝูงของข้าจะควบคุมได้ง่ายๆ เอลาร่า" คาร์ลอสย่างสามขุมเข้ามาใกล้ "เลือดในตัวเจ้ามันเต้นเร่าด้วยพันธุกรรมแห่งอัลฟ่าสายเลือดบริสุทธิ์... ของที่อลิสแตร์มันไม่มีวันเข้าใจและไม่มีวันคู่ควร" เอลาร่ากัดฟันแน่น พยายามยันกายลุกขึ้นยืน ร่างกายของเธอเริ่มสั่นไหวอย่างรุนแรง ดวงตาสีเงินยังคงเปล่งประกายท้าทายแม้ความเจ็บปวดจะเข้าครอบงำจนแทบสิ้นสติ "ออกไป... อย่าเข้ามาใกล้ข้า" เสียงของเธอเปลี่ยนไป มันมีอำนาจกดดันและทรงพลังจนคาร์ลอสยังต้องชะงักไปชั่วครู่ "กลัวหรือ?" คาร์ลอสแสยะยิ้ม เผยให้เห็นเขี้ยวที่ยื่นยาวออกมา "จงยอมรับมันเสียสิ เจ้าหญิงแห่งดวงจันทร์ ปล่อยให้ร่างที่แท้จริงของเจ้าออกมา แล้วเจ้าจะรู้ว่าการเป็นทาสของไอ้แวมไพร์นั่น มันน่าสมเพชเพียงใด" เขายื่นมือมาหมายจะคว้าไหล่ของเธอ แต่ก่อนที่ปลายนิ้วของเขาจะแตะถูกผิวกาย ลมพายุหมุนลูกใหญ่ก็พุ่งเข้าปะทะร่างของคาร์ลอสจนกระเด็นไปกระแทกต้นไม้ใหญ่ล้มครืน เสียงคำรามดุดันที่ดังสนั่นป่าไม่ใช่เสียงของหมาป่าทั่วๆ ไป แต่มันคือเสียงคำรามของสัตว์ร้ายที่ทรงอำนาจเหนือกว่าทุกตัวในพงไพรนี้ อลิสแตร์ปรากฏตัวขึ้นในชุดเสื้อคลุมยาวสีดำสนิท ดวงตาสีโลหิตของเขาจ้องมองคาร์ลอสด้วยจิตสังหารที่รุนแรงจนอากาศรอบข้างหนาวเหน็บถึงขั้วหัวใจ เขาไม่ได้สนใจชายที่บาดเจ็บตรงหน้า แต่สายตาเขากลับตวัดกลับมามองเอลาร่าที่กำลังเปลี่ยนไปอย่างช้าๆ "เจ้าทำแบบนี้ไม่ได้..." อลิสแตร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงข่มขวัญ "เจ้ากำลังจะเปลี่ยนตัวเองให้เป็นศัตรูของข้า" เอลาร่าเงยหน้าขึ้น ร่างกายของเธอเริ่มปกคลุมด้วยไอสีเงินจางๆ เล็บของเธอเริ่มเปลี่ยนสภาพเป็นกรงเล็บคมกริบ ความทรงจำที่เลือนลางเริ่มเด่นชัดขึ้น เธอไม่ใช่แค่มนุษย์ที่โชคร้าย แต่เธอคือ "กุญแจ" ที่จะตัดสินสงครามระหว่างเผ่าพันธุ์ และดูเหมือนว่าตอนนี้กุญแจดอกนี้กำลังจะปลดล็อกตัวเองออกมาอย่างไม่มีวันหวนกลับ ทันใดนั้น เสียงหวีดหวิวของลูกธนูเงินก็แหวกอากาศพุ่งตรงมาที่หัวใจของอลิสแตร์ ทว่าเอลาร่ากลับเป็นฝ่ายพุ่งตัวเข้าขวางวิถีกระสุนนั้นด้วยความเร็วที่เหนือธรรมชาติ เธอคว้าลูกธนูไว้ได้ทันด้วยมือเปล่า แต่ทว่าสัมผัสจากลูกธนูนั้นกลับทำให้ร่างกายของเธอทรุดลงกองกับพื้นทันที ความเจ็บปวดจากโลหะอาคมพุ่งเข้าจู่โจมหัวใจของเธอจนเธอสำลักเลือดสีเงินออกมา และจากเงามืดหลังพุ่มไม้ ร่างของหญิงสาวในชุดนักล่าที่เธอคุ้นเคยเป็นอย่างดีก็ก้าวออกมาพร้อมรอยยิ้มที่เย็นเยียบ "น่าเสียดายนะเอลาร่า... ที่วันนี้จะเป็นวันสุดท้ายที่เจ้าจะได้เห็นดวงจันทร์" ขอบคุณที่ติดตามการเดินทางของเอลาร่าในบทนี้ด้วยกันนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
สารจากนักเขียน (ภาคินทร์เที่ยงคืน)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เสน่หาอาคมเงาจันทร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%